เมื่อช่วงกลางเดือนมกราคมที่ผ่านมา มูลนิธิสวัสดิการเด็ก (Children Welfare League) ออกมาเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพเด็ก โดยระบุว่า เด็กไต้หวันที่มีภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนทะลุ 30% แล้ว สูงกว่าค่าเฉลี่ยสากล ขณะที่มูลนิธิดูแลผู้ป่วยมะเร็ง (Cancer Care Foundation) จากการสำรวจพบว่า ยิ่งเด็กในวัยเรียนเล่นอุปกรณ์ 3C ระหว่างมื้ออาหารบ่อยและกินข้าวร่วมกับพ่อแม่น้อยลง ก็ยิ่งจะกินผักผลไม้น้อยลงและดื่มเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลบ่อยขึ้น ซึ่งปัจจัยเหล่านี้อาจเป็นสาเหตุสำคัญที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการกินของเด็กซึ่งนำไปสู่ปัญหาโรคอ้วน
มูลนิธิดูแลผู้ป่วยมะเร็งได้ทำการสำรวจนักเรียนประถมศึกษาปีที่ 3–6 ใน 7 เมืองทางภาคเหนือ กลาง และใต้ ช่วงเดือนมีนาคม 2565 - มกราคม 2566 โดยสุ่มสอบถาม 23,831 ตัวอย่าง ผลปรากฎว่า เด็กจำนวนไม่น้อย ดื่มเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูงบ่อย แต่กินผักผลไม้น้อย
ผลสำรวจชี้ว่า เด็กที่ใช้อุปกรณ์ 3C ระหว่างกินข้าว มีสัดส่วนการกินผักผลไม้ทุกวันต่ำกว่า และดื่มเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลบ่อยกว่า เมื่อเทียบกับเด็กที่ ไม่ใช้อุปกรณ์ 3C ระหว่างมื้ออาหาร ซึ่งมีสัดส่วนการกินผักผลไม้ทุกวัน สูงขึ้นเกือบ 10% และสัดส่วนการดื่มน้ำหวานบ่อย ลดลงมากกว่า 10% นอกจากการใช้อุปกรณ์ 3C แล้ว ความถี่ของการกินข้าวร่วมกันในครอบครัวก็เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการกินเช่นกัน ครอบครัวที่กินข้าวร่วมกันบ่อย เด็กจะกินผักและผลไม้ทุกวัน มากขึ้นเกือบ 10% ในทางกลับกัน ครอบครัวที่กินข้าวร่วมกันน้อย เด็กจะดื่มเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูงบ่อยขึ้น 11%
การสำรวจยังพบว่า ยิ่งกินข้าวร่วมกับครอบครัวบ่อย เด็กยิ่งไม่ใช้ 3C ระหว่างกินข้าว ตัวอย่างเช่น ครอบครัวที่กินข้าวร่วมกัน มากกว่า 11 ครั้งต่อสัปดาห์ เด็กที่ไม่ใช้อุปกรณ์ 3C ระหว่างมื้ออาหารมีสัดส่วน สูงกว่ากลุ่มที่กินร่วมกันไม่เกิน 5 ครั้งต่อสัปดาห์ ประมาณ 8%
เฉินเยว่ชิง (陳月卿 ) ประธานมูลนิธิดูแลผู้ป่วยมะเร็ง เรียกร้องให้สร้างสุขภาพที่ดีตั้งแต่วัยเด็ก และควรลบความเชื่อเดิมที่ว่า “เด็กอ้วนตอนเล็กไม่เป็นไร” โดยระบุว่า “การกินข้าวร่วมกันในครอบครัวไม่เพียงช่วยเสริมความผูกพันในครอบครัว แต่ยังเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการปลูกฝังพฤติกรรมการกินที่ถูกต้อง พ่อแม่ที่เป็นแบบอย่างที่ดี จะช่วยให้เด็กเรียนรู้ที่จะรักการกินผักผลไม้ในบรรยากาศที่ผ่อนคลาย”
สำหรับปัญหาเด็กติดเครื่องดื่มหวาน เฉินเยว่ชิง แนะนำให้พ่อแม่ใช้วัตถุดิบธรรมชาติทำกรีนสมูทตี้ (Green Smoothie)เอง ซึ่งประกอบด้วยผักสด ผลไม้ และถั่วที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัว ช่วยให้ได้รับใยอาหาร วิตามิน และแร่ธาตุหลากหลาย เป็นทางเลือกที่ดีในการทดแทนเครื่องดื่มหวานจากท้องตลาด และช่วยดูแลสุขภาพทั้งครอบครัว

ผลสำรวจชี้ เด็กที่ใช้อุปกรณ์ 3C ระหว่างกินข้าว มีสัดส่วนการกินผักผลไม้และดื่มเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลต่ำกว่าเมื่อเทียบกับเด็กที่ ไม่ใช้อุปกรณ์ 3C (ภาพจาก Mirror Media)
นพ.สวี่เหวยเจียน ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวชเด็กและวัยรุ่น ระบุว่า จากมุมมองพัฒนาการ เด็กยังอยู่ในช่วงที่สมองเติบโต โดยเฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับการควบคุมตนเอง การรอคอย และการจัดการอารมณ์ยังพัฒนาไม่สมบูรณ์ วิดีโอสั้น เกม และการ์ตูนในมือถือสามารถกระตุ้นความสุขได้อย่างรวดเร็ว ทำให้เด็กรู้สึกสบายและไม่เบื่อ เมื่อเป็นเช่นนี้นานเข้า สมองจะเรียนรู้ที่จะพึ่งพามือถือเพื่อปลอบอารมณ์ เมื่อพฤติกรรมนี้เกิดขึ้นในช่วงกินข้าว เด็กไม่ใช่ไม่อยากกิน แต่เป็นเพราะ ไม่ชินกับการกินข้าวโดยไม่มีหน้าจอกระตุ้น พร้อมแนะนำ 3 วิธีสำหรับพ่อแม่ที่ลูกเป็นโรคอ้วน
1.สร้างพฤติกรรมการกินที่ถูกต้องให้ลูก
ค่อยเป็นค่อยไป เลี่ยงการปะทะรุนแรง อย่าห้ามใช้มือถือทันทีอย่างเด็ดขาด เพราะอาจเกิดแรงต่อต้าน ควรลดการใช้ทีละน้อย ให้สมองมีเวลาปรับตัวกับการไม่จ้องจอมือถือระหว่างกินอาหาร
2.ตั้งกติกาการกินข้าวของครอบครัวให้สอดคล้องกัน
เช่น กำหนดว่าทุกคนในบ้านไม่ใช้มือถือระหว่างกินข้าว ผู้ใหญ่ต้องทำให้เห็นเป็นตัวอย่าง
3.ทำให้โต๊ะอาหารเป็นช่วงเวลาคุณภาพของครอบครัว
พูดคุย แลกเปลี่ยนเรื่องราวในชีวิตประจำวัน ให้การกินข้าวกลับมาเป็นช่วงเวลาที่อบอุ่น มีปฏิสัมพันธ์ ไม่ใช่แค่ทำภารกิจให้เสร็จ
โรคอ้วนในเด็ก คือ ภาวะที่ร่างกายมีไขมันสะสมเกินปกติจนทำให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพ เป็นปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคเรื้อรังไม่ติดต่อในเด็ก เป็นปัญหาสุขภาพที่สำคัญ ทั้งทางร่างกาย จิตใจ และสังคม ที่ส่งผลกระทบต่อเด็กและครอบครัว
สาเหตุโรคอ้วน
ปัจจัยด้านพันธุกรรม เช่น บิดามารดาอ้วน มารดาเป็นเบาหวานในระหว่างตั้งครรภ์ ทารกแรกเกิดน้ำหนักมาก โรคต่อมไร้ท่อ โรคทางพันธุกรรม
พฤติกรรมการบริโภคอาหารไม่เหมาะสม เช่น การบริโภคอาหารไขมันสัตว์ อาหารแป้งและน้ำตาลสูง อาหารแปรรูป อาหารสำเร็จรูป ขนมขบเคี้ยว เป็นต้น
การออกกำลังกายและพฤติกรรมไม่เคลื่อนไหวร่างกาย เช่น เด็กที่ไม่ออกกำลังกาย ดูโทรทัศน์ เล่นวิดีโอเกมส์ ทำให้เกิดความไม่สมดุลกันระหว่างพลังงานที่ได้จากอาหาร และพลังงานที่ใช้ของร่างกาย
ภาวะแทรกซ้อนโรคอ้วนในเด็ก
-ระบบหายใจ เช่น ภาวะทางเดินหายใจอุดกั้น นอนกรน โรคภูมิแพ้
-ระบบหัวใจและหลอดเลือด เช่น ไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง
-ระบบต่อมไร้ท่อ เช่น โรคเบาหวาน กลุ่มอาการเมตาบอลิก
-ระบบทางเดินอาหารและตับ เช่น ภาวะกรดไหลย้อน ภาวะไขมันสะสมในตับ โรคนิ่วในถุงน้ำดี
-ระบบกล้ามเนื้อและกระดูก เช่น ขาโก่ง โรคหัวกระดูกสะโพกเลื่อน กระดูกหักง่าย
-ความผิดปกติของผิวหนัง เช่น ผิวหนังมีผื่นสีน้ำตาลดำหนาบริเวณคอ รักแร้ ข้อพับ ขาหนีบ รอยแตกบริเวณหน้าท้อง และผื่นแดงบริเวณข้อพับเกิดจากการเสียดสี
-สภาพจิตใจ เช่น ภาวะซึมเศร้า ถูกล้อเลียน ขาดความเชื่อมั่น แยกตัวจากสังคม

เด็กไต้หวันกว่า 30% เป็นโรคอ้วน เพราะไม่กินผักผลไม้ แถมติดเครื่องดื่มรสหวาน ผู้เชี่ยวชาญแนะ 5 วิธีแก้ไข (ภาพจาก LTN)
การรักษา
เพื่อให้เด็กมีการเจริญเติบโตปกติ และลดภาวะแทรกซ้อนของโรคอ้วน ต้องอาศัยความร่วมมือของเด็กและครอบครัว ในด้านโภชนาการ พฤติกรรม และจิตใจ โดยมีแนวทางดังต่อไปนี้
1.การปรับลดอาหารพลังงานสูง เช่น อาหารประเภทแป้ง รสหวาน ไขมันอิ่มตัว และอาหารรสเค็ม เพิ่มอาหารชนิดกากใยสูง เช่น ข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ ผักผลไม้ไม่หวาน
2.บริโภคอาหารให้ครบ 5 หมู่ แต่ละหมู่เป็นอาหารหลากหลาย และบริโภคครบ 3 มื้อ เป็นเวลา ไม่งดอาหารมื้อเช้า ไม่กินอาหารมื้อดึก หลีกเลี่ยงอาหารประเภททอด ผัดน้ำมัน เปลี่ยนเป็นอาหารชนิดต้ม นิ่ง ตุ๋น หลีกเลี่ยงเนื้อสัตว์ติดมันและอาหารจานด่วน ควรดื่มนมจืดพร่องมันเนยหรือไขมันต่ำ งดน้ำหวาน น้ำอัดลม รวมทั้งขนมหวาน ขนมขบเคี้ยว
3.ออกกำลังกายสม่ำเสมอเป็นประจำ วันละ 30-60 นาที อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3-5 ครั้ง โดยกิจกรรมที่เหมาะสมในแต่ละช่วงวัย เด็กอายุ 2-6 ปี เช่น วิ่ง กระโดดเชือก เตะลูกบอล ปีนป่ายเครื่องเล่น ว่ายน้ำ เป็นต้น
อายุ 7-10 ปี เช่น โยนรับลูกบอล เตะลูกบอล ปั่นจักรยาน แบดมินตัน ปิงปอง เทนนิส เป็นต้น
อายุ 10 ปีขึ้นไป เดิน วิ่ง ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน เต้นแอโรบิก เป็นต้น
4.สร้างแรงจูงใจ และฝึกวินัยในการบริโภคอาหารและออกกำลังกาย ให้คำชมเชยเมื่อทำได้เหมาะสม หลีกเลี่ยงการตำหนิ การลงโทษ
5.พ่อแม่และครอบครัวเป็นแบบอย่างของการมีสุขนิสัยที่ดี ในการบริโภคอาหาร การออกกำลังกาย และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
โรคอ้วนในผู้ใหญ่
โรคอ้วนเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ทำให้เกิดอัตราการตายและอัตราพิการเพิ่มมากขึ้นกว่าคนไม่อ้วน คนอ้วนมีอายุขัยสั้นกว่าคนที่ไม่อ้วน ผู้ที่มีดัชนีมวลกายในช่วง 30-35 กิโลกรัม/ตารางเมตร จะมีอายุขัยเฉลี่ยสั้นลง 2-4 ปี ผู้ที่มีดัชนีมวลกาย 40-50 กิโลกรัม (kg) /ตารางเมตร (m²) จะมีอายุขัยเฉลี่ยสั้นลง 8-10 ปี
ค่า BMI < 18.5 – 22.9 kg / m² จัดว่า “ปกติ”
ค่า BMI 23.0 – 24.9 kg / m² จัดว่า “น้ำหนักเกิน”
ค่า BMI > 25 kg / m² จัดเป็นา “โรคอ้วน”
เคล็ดลับการลดน้ำหนัก เพื่อให้ลดน้ำหนักได้อย่างยั่งยืนและมีสุขภาพที่แข็งแรง
(ที่มา : เคล็ดลับการลดน้ำหนักเพื่อสุขภาพที่ดี โดย พญ.ศศิภัสช์ ช้อนทอง อายุรแพทย์ผู้ชำนาญการด้านโรคต่อมไร้ท่อและเมตาบอลิซึม)
1. เริ่มต้นวันใหม่ด้วยอาหารเช้าโปรตีนสูง
สามารถช่วยลดความอยากอาหารและลดปริมาณแคลอรี่ที่บริโภคระหว่างวัน การรับประทานโปรตีนอย่างเพียงพอจําเป็นต่อการรักษามวลกล้ามเนื้อและลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด ปริมาณโปรตีนที่ควรบริโภคในแต่ละวันอยู่ที่ประมาณ 56-91 กรัมสําหรับผู้ชายและ 46-75 กรัมสําหรับผู้หญิง
2. เลือกรับประทานอาหารที่เป็นมิตรต่อการลดน้ำหนัก
การรับประทานคาร์โบไฮเดรตขัดสี อันได้แก่ น้ำตาลและแป้ง ให้น้อยลงเป็นวิธีที่ทำให้ลดน้ำหนักได้รวดเร็ววิธีหนึ่ง การรับประทานธัญพืชไม่ขัดสีช่วยลดความหิวและปริมาณแคลอรี่ที่บริโภค และยังทําให้อิ่มและรู้สึกหายอยากอาหาร เมื่อรับประทานคาร์โบไฮเดรตน้อยลงร่างกายจะเริ่มนำไขมันที่กักเก็บเอาไว้ออกมาใช้เป็นพลังงานมากขึ้น รับประทานผักมีแคลอรี่ต่ำแต่มีสารอาหารและกากใยสูง การกินผักใบเขียวมากขึ้น เช่น ผักโขม หรือผักตระกูลกะหล่ำ เช่น ผักคะน้า บรอกโคลีกะหล่ำดอก กะหล่ำปลี และผักกาดหอม มีประโยชน์ในการรักษาน้ำหนักตัวตามเกณฑ์ การรับประทานไขมันดีจากปลาที่มีไขมัน ถั่ว หรืออะโวคาโด หรือการใช้น้ำมันมะกอกในการปรุงอาหารนั้นมีประโยชน์ ควรลดการบริโภคไขมันอิ่มตัว เช่น ไขมันจากเนยหรือน้ำมันมะพร้าว
3. รับประทานอาหารช้า ๆ
การรับประทานอาหารและเคี้ยวช้าลงจะส่งสัญญาณไปยังสมองว่ามีอาหารอยู่ในท้อง ทําให้รู้สึกอิ่มเร็วขึ้น ช่วยป้องกันการกินมากเกินไป การเคี้ยวให้ละเอียดยังช่วยให้การย่อยอาหารและการดูดซึมสารอาหารมีประสิทธิภาพมากขึ้น
4. ดื่มน้ำมาก ๆ
การดื่มน้ำช่วยให้ความอยากอาหารลดลงและรู้สึกอิ่มได้เร็วขึ้น การดื่มน้ำอย่างพอเพียงยังช่วยลดการบริโภคเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลหรือเครื่องดื่มที่มีแคลอรี่ น้ำจําเป็นสําหรับระบบเผาผลาญอาหาร ช่วยเผาผลาญแคลอรี่และไขมันที่ร่างกายกักเก็บไว้ได้มากขึ้น นอกจากนี้การดื่มน้ำอย่างเพียงพอยังช่วยให้ร่างกายกำจัดของเสียหรือขับถ่ายได้ดีขึ้น
5. ออกกําลังกายอยู่เสมอ
การทำตัวให้กระฉับกระเฉงและออกกําลังกายเป็นประจําช่วยลดน้ำหนักได้ การออกกําลังกายแบบคาร์ดิโอและออกกำลังกายแบบใช้แรงต้านช่วยลดน้ำหนักได้ดีและทําให้ร่างกายแข็งแรง การเดิน วิ่งเหยาะ ๆ หรือว่ายน้ำช่วยเพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจและการยกน้ำหนักช่วยสร้างกล้ามเนื้อ การออกกําลังกายทั้งสองประเภทป้องกันไม่ให้ระบบเผาผลาญอาหารช้าลงซึ่งมักเกิดขึ้นเมื่อลดน้ำหนัก
6. พักผ่อนให้เพียงพอโดยการนอนหลับอย่างมีคุณภาพ
การนอนหลับอย่างไม่มีคุณภาพเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการที่น้ำหนักตัวจะเพิ่มขึ้น โรคอ้วน ระบบเผาผลาญอาหารผิดปกติ และปัญหาทางสุขภาพอื่น ๆ จากการศึกษาพบว่าผู้ที่นอนหลับไม่เพียงพอจะทำให้นาฬิกาชีวภาพแปรปรวน รู้สึกไม่สดชื่น ไม่ค่อยมีพลังในการทำกิจวัตรในแต่ละวัน ผู้ที่อดนอนมักรับประทานอาหารที่มีแคลอรี่สูงเพื่อให้ร่างกายมีพลังงาน การนอนดึกยังทำให้กินจุบจิบมากขึ้น