เฉินจงลู่(陳忠露) ช่างไม้ขนไก่คนสุดท้ายของไต้หวัน ผู้เปี่ยมด้วยภูมิปัญญาและงานฝีมือดั้งเดิม
ในอดีต ไต้หวันเคยมีของใช้ประจำวันมากมายที่ถือกำเนิดจากสองมือของช่างฝีมือ แต่เมื่อกาลเวลาเปลี่ยนผ่าน สิ่งของเหล่านี้แทบทั้งหมดถูกแทนที่ด้วยการผลิตจากเครื่องจักร อย่างไรก็ตาม ยังมีช่างผู้มากประสบการณ์ไม่กี่คนที่ยังยืนหยัดรักษาจิตวิญญาณแห่งงานฝีมือ สร้างสรรค์ “ของชิ้นเล็ก ๆ” ที่อาจไม่โดดเด่นสะดุดตา แต่เปี่ยมด้วยความละมุนและความอบอุ่นเมื่อได้สัมผัส

เฉินจงลู่ทำไม้ขนไก่อย่างมีสมาธิ
ที่หมู่บ้านฟงเจ๋อ(豐澤村) ตำบลผู่ซิน(埔心鄉) เมืองจางฮั่ว มีอากง เฉินจงลู่(陳忠露) อายุ 82 ปี เกิดในครอบครัวเกษตกร แต่เนื่องจากต้องเช่าที่ดินทำกิน รายได้จากการเพาะปลูกจึงมีไม่เพียงพอ บิดาของเฉินจงลู่จึงไปเรียนรู้วิธีทำไม้ขนไก่ปัดฝุ่นจากเพื่อนบ้าน เพราะสมัยนั้นไม้ขนไก่ปัดฝุ่นเป็นของใช้สามัญประจำบ้าน แทบทุกคนทำเป็น และกระบวนการผลิตก็ไม่ซับซ้อน ครอบครัวเฉินจึงเริ่มทำขายเพื่อเสริมรายได้
ปี 1944 หลังเฉินจงลู่เรียนจบประถม เขาช่วยครอบครัวทำไม้ขนไก่ปัดฝุ่นตอนกลางวัน และไปเรียนต่อที่โรงเรียนมัธยมศึกษาตอนค่ำ พอจบมัธยม เขาตัดสินใจไม่เรียนต่อ แต่หันมาทำไม้ขนไก่ปัดฝุ่นอย่างจริงจัง เขาบอกว่า งานนี้ไม่ใช่อาชีพทำเงิน จะจ้างคนอื่นทำก็ไม่คุ้ม เพราะค่าแรงหนึ่งวันสูงกว่ารายได้จากการขายเสียอีก ทว่ามันคือหนทางเดียวที่จะช่วยแบ่งเบาภาระครอบครัวในยุคที่เศรษฐกิจตึงตัว เขาจึงเลือกอยู่บ้านทำต่อไป เดิมทำเพียงเพื่อหาเลี้ยงชีพ แต่เมื่อได้รับคำขอบคุณและกำลังใจจากลูกค้า จึงเริ่มเห็นคุณค่าของงานฝีมือนี้ในฐานะการสืบทอดวัฒนธรรม และยึดเป็นอาชีพเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน
ไม้ขนไก่ปัดฝุ่น (雞毛撢子) ไม่ได้เป็นเพียงอุปกรณ์ทำความสะอาดธรรมดา แต่ยังแฝงบทบาททางวัฒนธรรมในหลายมิติ ปี 2024 หนังสือพิมพ์จินเหมิน (金門日報) ได้เผยแพร่บทกวีจีนเรื่อง 〈何處惹塵埃與雞毛撢〉 ซึ่งสื่อความหมายว่า “แม้โลกจะเต็มไปด้วยฝุ่นละออง ก็ยังมีไม้ปัดฝุ่นคอยปัดเป่าให้สะอาดอยู่เสมอ” ในฐานะบทความแสดงความคิดเห็น
บทกวีชี้ให้เห็นการเล่นคำของอักษรจีน โดยคำว่า “ตั่น” (撢) ที่หมายถึงไม้ปัดฝุ่น ออกเสียงพ้องกับคำว่า “ตั่น” (膽) ซึ่งแปลว่า ความกล้า ด้วยเหตุนี้ ในอดีตเมื่อหญิงสาวออกเรือน จึงมักมีไม้ปัดฝุ่นใส่ไว้ในสินสอดหรือของหมั้น เพื่อสื่อถึงการนำ “ความกล้า” ติดตัวไปเริ่มต้นชีวิตใหม่
ขณะเดียวกัน ไม้ปัดฝุ่น (撢子) ยังทำหน้าที่เป็นเครื่องมือสำหรับตีหรือสั่งสอน จึงสะท้อนบทบาทหญิงในอุดมคติแบบดั้งเดิม คือ 「相夫教子」—การดูแลสามีและอบรมลูก—สะท้อนค่านิยมการสมรสในยุคนั้น ยิ่งไปกว่านั้น คำว่า 「雞」 (ไก่) ออกเสียงใกล้เคียงกับ 「家」 (บ้าน) ในภาษาถิ่นไต้หวัน จึงกลายเป็นสัญลักษณ์มงคลเรื่อง 「起家」—การตั้งตัวสร้างครอบครัว

เฉินจงลู่มีความสุขกับการแบ่งปันความรู้
ด้วยเหตุนี้ ไม้ขนไก่ปัดฝุ่น (雞毛撢) จึงไม่ใช่ของใช้ธรรมดา แต่เป็นของมงคลสำคัญในเครื่อง嫁妝 (สินสอด/ของหมั้น) ของหญิงสาวในอดีต หากมองเชิงเปรียบเปรย ไม้ปัดฝุ่นชิ้นเล็ก ๆ นี้ไม่ได้เพียง “ปัดฝุ่นในบ้าน” เท่านั้น แต่ยังแบกรับความคาดหวังและบทบาทของสังคมทั้งยุคสมัยไว้ในมือของเจ้าสาว
เนื่องจากด้ามไม้ขนไก่ปัดฝุ่นมีความแข็งแรง ใช้ฟาดได้สะดวก ทำให้ภาพของมันคุ้นตาในทั้งบทสนทนาชาวบ้านและงานวรรณกรรม ในวารสารเพื่อความเสมอภาคทางเพศ (性別平等教育季刊) บทความ “Brokeback Mountain ในชีวิตฉัน” (在我生命中的斷背山) ผู้เขียนเล่าถึงวัยเด็กที่ถูกมารดาลงโทษเพราะความเข้าใจผิดเรื่องรสนิยมทางเพศว่า “สิ่งที่เกิดขึ้นกับร่างกายของเธอ คือการถูกมารดาเฆี่ยนด้วยสายเข็มขัดหรือไม้ขนไก่ปัดฝุ่นซ้ำแล้วซ้ำเล่า พร้อมกับการย้ายโรงเรียนอย่างรวดเร็วโดยไม่ทันตั้งตัว”
เรื่องราวนี้สะท้อนให้เห็นว่า นอกจากทำหน้าที่ทำความสะอาดแล้ว ไม้ขนไก่ปัดฝุ่นยังทำหน้าที่เป็นอุปกรณ์ลงโทษเด็ก สะท้อนบทบาทและการปรากฏตัวของมันในชีวิตประจำวันอย่างชัดเจน
จางกั๋วชิวกัว (張郭秋瓜) วัย 76 ปี จากตำบลผู่ซิน เมืองจางฮั่ว เล่าถึงอดีตที่การตีและการดุด่าเป็นวิธีอบรมเด็กอย่างปกติ ผู้ใหญ่ส่วนใหญ่ยุ่งกับงาน จึงไม่ค่อยมีเวลาดูแลลูกหลาน ความคิดที่ว่า “ไม่ตีไม่เป็นคนดี” ฝังลึกอยู่ในใจของพ่อแม่
เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับไม้เถาวัลย์หรือท่อพลาสติกที่ตีแล้วอาจทำให้เลือดออก การตีด้วยด้ามไม้ขนไก่ปัดฝุ่นถือเป็นการลงโทษที่เมตตาที่สุด อีกทั้งในครัวเรือนทั่วไปของเมืองจางฮั่วยุคนั้น ทุกบ้านมักมีไม้ขนไก่ปัดฝุ่นอยู่แล้ว จึงไม่แปลกที่เด็กจะถูกตีด้วยไม้ขนไก่เมื่อทำผิดเล็กน้อย
ในตำบลผู่เหยียน(埔鹽鄉)เมืองจางฮั่ว เป็นพื้นที่ชนบทเล็ก ๆ ความเป็นอยู่ของผู้คนเรียบง่าย เฉินจงลู่(陳忠露) วัย 82 ปี ยังคงนั่งอยู่หน้าโต๊ะไม้ ค่อย ๆ ร้อยขนไก่ทีละเส้นให้เป็นพวง ๆ ตั้งแต่อายุเพียง 10 กว่าปี ก็ผูกพันกับขนไก่ที่เบาแต่เหนียวแน่นเหล่านี้ กล่าวได้ว่าเขาใช้ชีวิตผ่านมาเกิน 60 ปีอยู่กับขนไก่ที่คนอื่นมองว่าไร้ค่า ซึ่งเขาผูกร้อยเป็นเครื่องมือสำหรับปัดฝุ่น
เฉินจงลู่ บอกว่า “ในสมัยก่อน เงินหายาก เห็นขนไก่ทิ้งเปล่าประโยชน์ก็เสียดาย คุณพ่อจึงเก็บเอาไว้” หลังจบมัธยมต้น เฉินจงลู่ก็เริ่มเรียนรู้การทำไม้ขนไก่ปัดฝุ่นภายใต้คำชี้แนะจากบิดา ในยุคนั้น ครัวเรือนทุกบ้านมักเลี้ยงไก่และเชือดไก่ ขนไก่จึงกองสูงเป็นภูเขา แต่เพราะไม่เบาเหมือนขนห่าน และไม่ฟูอบอุ่นเหมือนขนเป็ด จึงมักถูกมองว่าเป็นเศษวัสดุไร้ค่า วางทิ้งไว้ตามมุมบ้าน ไม่มีใครสนใจ
ลูกเดาะขนไก่ฝีมือเฉินจงลู่ สวย ทนทาน
แต่ในสายตาของบิดา ขนไก่ที่ดูไร้ประโยชน์เหล่านี้ มีความคงทน ไม่มีน้ำมันยิ่งเก็บนานยิ่งมีเงางาม นำมาทำเป็นไม้ปัดฝุ่นชั้นดีได้ เฉินจงลู่จึงนำแนวคิดประหยัดและใช้ประโยชน์ทุกสิ่งให้เต็มที่ของบิดามาปรับใช้กับงานฝีมือ จนกระทั่งปัจจุบันได้ผ่านไปกว่า 60 ปีแล้ว ซึ่งในสายตาของเขามองว่างานนี้เป็นหนทางให้เขาดำรงชีพได้อย่างมั่นคง เขาบอกว่า “ใครที่ชอบ ก็ทำได้ แม้เงินอาจไม่มาก แต่เลี้ยงชีพได้ ก็พอแล้ว”
เมื่อก้าวเข้ามาในลานประกอบไม้ขนไก่ปัดฝุ่น สิ่งที่เห็นมีเพียงโต๊ะไม้ เส้นเชือก โถกาวสีขาวสะอาด และตะกร้าขนไก่ที่ผ่านการคัดสรรมาอย่างพิถีพิถัน เครื่องมือเรียบง่ายเหล่านี้คือทุกสิ่งที่เขาใช้ผลิตไม้ขนไก่ปัดฝุ่นมานับสิบปี ส่วนกระบวนการทำไม้ขนไก่ปัดฝุ่นไม่ซับซ้อน แต่ต้องอาศัยความอดทนและมือสัมผัสที่มีความชำนาญ ขั้นแรกคือการรวบรวมขนไก่คุณภาพดี โดยเฉพาะขนของไก่ตัวผู้ที่ยาว แข็งแรง และเงางามกว่าไก่ตัวเมีย หลังจากตากแห้ง จะต้องคัดแยกขนไก่และเปรียบเทียบตามความยาวและสี เพื่อจัดเรียงเป็นชั้น ๆ เพื่อให้เกิดความสมดุลทั้งด้านความสวยงามและการใช้งาน
ต่อมาเข้าสู่ขั้นตอนสำคัญคือ “การผูกขน” เฉินจงลู่ร้อยด้ายสีขาวบนแท่งไม้ มือข้างหนึ่งหยิบขนไก่วางบนแท่งไม้ มืออีกข้างชุบกาว หมุนและติดอย่างระมัดระวัง ขนแต่ละชั้นต้องติดพอดี เมื่อกาวแห้งแล้วแม้จะฟาดแรงก็ไม่หลุด จากนั้นก็ติดชั้นสอง ชั้นสาม… ขนแต่ละเส้นต้องกะมุมและตำแหน่งไม่ให้ชิดเกินไปหรือเอียง และต้องกางออก เพื่อให้เห็นความนุ่มนวลและแรงดึงที่เป็นระเบียบ
เฉินจงลู่ยิ้มถ่อมตัวว่า “ทำไม้ขนไก่ปัดฝุ่นง่ายมาก ใครก็ทำได้” แต่หากการทำให้สวยงาม ทนทาน ใช้งานได้นาน ขนไม่ร่วง และปัดฝุ่นได้ดี จะต้องผ่านการสะสมประสบการณ์มานับสิบปี
สมัยก่อน เฉินจงลู่จะนำไม้ขนไก่ปัดฝุ่นที่ทำเสร็จแล้วไปขายที่ตำบลลู่กั่ง ในยุคนั้น ลู่กั่งเป็นแหล่งพาณิชย์คึกคัก มีร้านค้ามากมาย ความต้องการอุปกรณ์ทำความสะอาดสูง จึงเป็นจุดขายที่มั่นคงสำหรับเขา เนื่องจากพระพุทธรูปมีความศักดิ์สิทธิ์ โต๊ะบูชาเน้นความประณีต และในยุคนั้นยังไม่มีเครื่องดูดฝุ่น ผ้าเช็ดมักทิ้งรอยขีดข่วน ไม้ขนไก่ปัดฝุ่นจึงกลายเป็นเครื่องมือทำความสะอาดที่เหมาะสมและอ่อนโยนที่สุด

เวิร์กช็อปมักจับมือกับสมาคมวัฒนธรรมท้องถิ่นเพื่อเผยแพร่งานหัตถศิลป์(photo:peopo)
สวี่ฮ่ยุเหวิน(許惠雯)ประธานสมาคมมรดกวัฒนธรรมจางฮั่ว บอกว่า คนลู่กั่งให้ความสำคัญกับการค้า การค้าเจริญรุ่งเรื่องตั้งแต่สมัยราชวงศ์ชิง มีร้านค้า รวมทั้งที่ขายอุปกรณ์ศาสนาตั้งเรียงรายอยู่มาก ดังนั้นความต้องการอุปกรณ์ทำความสะอาดจึงสูง คนที่เซ่นไหว้ก็จะเน้นในเรื่องของความสะอาด ส่วนคุณเฉินจงลู่ อาศัยอยู่ในชนบทแบบดั้งเดิม มีการเลี้ยงไก่เยอะ จึงมีแหล่งขนไก่เพียงพอ เขาเล่าถึงอดีตว่า ช่วงแรก ๆ ไม้ขนไก่ปัดฝุ่นที่พ่อทำ ราคาขายเพียง 0.7–0.8 เหรียญต่ออัน แต่หลังจากที่ตำบลลู่กั่งเป็นเขตการค้าที่รุ่งเรือง ราคาก็ปรับขึ้นเป็น 2.3 เหรียญต่ออัน ขายได้วันละสองร้อยกว่าเหรียญ จึงกลายเป็นรายได้หลักของครอบครัว