เมื่อวันที่ 28 มกราคมที่ผ่านมา สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองไต้หวัน กระทรวงมหาดไทย จัดอบรมให้ความรู้ด้านครอบครัวศึกษาและความรู้ด้านกฎหมายแก่ครอบครัวผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่” โดยเชิญคุณจิดาภา เบก่า หรือคุณอู่จิงเหวย ซึ่งอาศัยอยู่ในไต้หวันมาเกือบ 20 ปีมาเป็นวิทยากรแบ่งปันประสบการณ์ความแตกต่างทางวัฒนธรรมอาหารไทย-ไต้หวันและอุปสรรคที่พบเจอจากการใช้ภาษาจีนกลางและภาษาไถอวี่ในการใช้ชีวิตประจำวัน เพื่อให้กำลังใจผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่เปิดใจ เรียนรู้ และใช้ชีวิตในไต้หวันได้อย่างราบรื่น
คุณจิดาภากล่าวว่า เมื่อนึกย้อนถึงช่วงแรกที่ย้ายมาใช้ชีวิตในไต้หวัน สิ่งที่ปรับตัวยากที่สุดคือเรื่องอาหาร เพราะอาหารไทยมีรสจัด รสเผ็ดเปรี้ยวหวาน ขณะที่อาหารไต้หวันมีรสค่อนข้างอ่อนกว่า เธอเล่าขำ ๆ ว่า ในช่วงแรกที่มาอยู่ไต้หวัน เธอจะต้องพกน้ำพริกในกระเป๋าติดตัวตลอดเวลา เพื่อนำมาเติมรสอาหารไต้หวันให้ถูกปากแบบรสชาติไทย ๆ อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาผ่านไป คุณจิดาภาก็ค่อย ๆ คุ้นชินกับรสชาติอาหารไต้หวัน จนถึงขั้นเมื่อเดินทางกลับบ้านเกิด ยังรู้สึกว่าอาหารไทยมีรสจัดจ้านเกินไปเสียด้วยซ้ำ

คุณจิดาภา ผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ชาวไทย แบ่งปันประสบการณ์ชีวิตในไต้หวัน (ภาพจาก สตม.ไต้หวัน)
เธอเล่าว่า ผู้สูงอายุชาวไต้หวันจำนวนมากมักพูดคุยกันด้วยภาษาจีนกลางปนภาษาไถอวี่ หรือภาษาฮกเกี้ยน ทำให้ในช่วงแรกเธอฟังแทบไม่รู้เรื่อง ต้องค่อย ๆ เรียนรู้ทีละประโยค และเธอก็มักจะถามคำศัพท์ที่ไม่รู้โดยไม่เขินอาย สะสมคลังคำศัพท์ของตัวเอง โดยเฉพาะในช่วงตั้งครรภ์ที่ต้องพักผ่อนอยู่บ้าน เธอก็ได้อาศัยการดูละครโทรทัศน์หลังข่าวภาคค่ำ เพื่อเรียนรู้คำศัพท์และสำนวนภาษาไถอวี่ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งละครหลังข่าวของไต้หวัน มักจะเป็นละครที่พูดภาษาไถอวี่นั่นเอง จนปัจจุบัน คุณจิดาภาสามารถพูดภาษาไถอวี่กับผู้ใหญ่ พูดคุยเรื่องราวในชีวิตประจำวันได้อย่างเป็นธรรมชาติ ทำชีวิตในไต้หวันสะดวกและราบรื่นมากยิ่งขึ้น
คุณจิดาภามีประสบการณ์มากมายทั้งในฐานะวิทยากรด้านวัฒนธรรมและล่ามภาษาไทยจีน เธอเล่าว่า สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นผลมาจากการดูแล ให้คำแนะแนวจากหน่วยงานไต้หวัน ที่คอยให้การสนับสนุนครอบครัวผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ในการปรับตัวและใช้ชีวิตในไต้หวัน ด้วยเหตุนี้ เธอจึงเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของศูนย์บริการครอบครัวผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการสาธิตการทำอาหารไทย การทำงานประดิษฐ์ DIY เป็นต้น

คุณจิดาภาเผยว่า ไต้หวันเป็นเหมือนบ้านอีกหลังของเธอไปแล้ว (ภาพจาก สตม.ไต้หวัน)
คุณจิดาภากล่าวว่า มีความสุขที่ได้ใช้ชีวิตอยู่ในไต้หวัน พร้อมเชิญชวนผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่เปิดใจ สัมผัสถึงการสนับสนุนจากภาครัฐ และการอยู่ร่วมกันอย่างเข้าอกเข้าใจท่ามกลางความหลากหลายในสังคม
นอกจากนี้ คุณจิดาภายังได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ขอบคุณสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง กระทรวงมหาดไทย ที่เชิญเธอร่วมเป็นวิทยากรในครั้งนี้ โดยระบุว่า เมื่อก่อนการเดินทางมายังสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองของเธอมักเป็นเพียงการมาต่อคิวดำเนินการด้านเอกสารเท่านั้น ไม่เคยคาดคิดเลยว่าวันหนึ่งจะได้ยืนถือไมโครโฟนอยู่บนเวที เพื่อถ่ายทอดประสบการณ์ชีวิตของตนเองในฐานะผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ชาวไทย เมื่อย้อนมองเส้นทางชีวิตจากประเทศไทยสู่ไต้หวัน เผลอเพียงชั่วพริบตาก็เกือบ 20 ปี โดยตลอดระยะเวลาดังกล่าว เธอใช้เวลา 7 ปีในการศึกษาเล่าเรียน และอีก 13 ปีในการสร้างครอบครัวและลงหลักปักฐานในไต้หวัน จากเด็กนักเรียนตัวเล็กๆ คนหนึ่งที่เต็มไปด้วยความกังวลต่ออนาคต วันนี้เธอกลายเป็นผู้ถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตแรงบันดาลใจให้ผู้อื่นฟัง จนไต้หวันได้กลายเป็นบ้านของเธออย่างแท้จริง เธอรู้สึกขอบคุณสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเป็นอย่างยิ่งที่มอบโอกาสอันมีค่านี้ ให้เธอได้แบ่งปันเรื่องราวเล็ก ๆ ของ “จิตวิญญาณไทยกับชีวิตในไต้หวัน” พร้อมทิ้งท้ายโพสต์ว่า ไม่มีเส้นทางใดในชีวิตที่สูญเปล่า ทุกก้าวย่างล้วนคือการเติบโต

เทศกาลโคมไฟไต้หวัน 2026 เปิดตัว 6 ธีมโคมไฟผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ ถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตต่างแดน (ภาพจาก กองกิจการเมืองเจียอี้)
เทศกาลโคมไฟไต้หวัน 2026 เปิดตัว 6 ธีมโคมไฟผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ ถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตต่างแดน
เมื่อวันที่ 26 มกราคมที่ผ่านมา เทศบาลเมืองเจี้อี้จัดงานแถลงข่าวประชาสัมพันธ์ “เทศกาลโคมไฟไต้หวัน ประจำปี 2026 -โซนโคมไฟผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่” ภายใต้ธีม “เจียอี้ต้อนรับทุกคนเป็นครอบครัวเดียวกัน” (進嘉門・伊嘉人) พร้อมเผยแนวคิดการจัดแสดงโซนโคมไฟผ่านการเดินแฟชั่นโชว์ โดยมีเพื่อน ๆ ผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่จำนวน 7 คนจากเวียดนาม อินโดนีเซียและเมียนมา ลากกระเป๋าเดินทางก้าวขึ้นเวทีอย่างช้า ๆ ถ่ายทอดเรื่องราวชีวิต “การจากบ้านเกิด มาตั้งรกรากและร่วมสร้างบ้านหลังใหม่ไปด้วยกัน” สอดรับกับแนวคิดหลักของโซนโคมไฟในครั้งนี้คือ “มาจากแดนไกล ก้าวสู่เมืองเจียอี้” หวังสร้างโซนโคมไฟผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ให้เป็นโซนที่อบอวลไปด้วยความเข้าใจ อวยพรให้ทุกคนโชคดีในช่วงเทศกาล
โซนโคมไฟผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณ 8 ล้านเหรียญไต้หวันจากกองทุนพัฒนาผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ กระทรวงมหาดไทย และงบสมทบจากเทศบาลเมืองเจียอี้อีก 450,000 เหรียญไต้หวัน โดยมี
ผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่เมืองเจียอี้เกือบ 50 คนร่วมกันวางแผนจัดงาน แสดงให้เห็นถึงภาพลักษณ์ของเจียอี้ในฐานะสังคมที่หลากหลายและอยู่ร่วมกันอย่างเกื้อกูล นายเวิงจางเหลียง (翁章梁) ผู้ว่าการเมืองเจียอี้ กล่าวว่า ไต้หวันเป็นสังคมผู้อพยพที่เปิดกว้างและเสรี พร้อมต้อนรับผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่จากทั่วโลก ทั้งนี้หวังเป็นอย่างยิ่งว่าประชาชนจะได้ทำความเข้าใจและสัมผัสวัฒนธรรมของผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ผ่านโซนโคมไฟแห่งนี้

การแสดงจากผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่เมืองเจียอี้ (ภาพจาก เฟซบุ๊กกองกิจการเมืองเจียอี้)
นายเฉินเจี้ยนเฉิง (陳建成) รองผู้อำนวยการสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองไต้หวัน กล่าวว่า เทศกาลโคมไฟครั้งนี้ได้มีการบ่มเพาะผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่จำนวนมากให้ทำหน้าที่เป็นล่ามหลายภาษา พร้อมทั้งเชิญกลุ่มผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่มาร่วมร้องเพลงและทำการแสดงนาฏศิลป์ เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้เรียนรู้ความหลากหลายทางวัฒนธรรมของไต้หวันผ่านเทศกาลโคมไฟ และสัมผัสถึงความอบอุ่น ความมีชีวิตชีวา และเสน่ห์ของเจียอี้
กองกิจการสังคม เมืองเจียอี้ เปิดเผยว่า โซนโคมไฟได้วางแผนการจัดแสดงโคมไฟตาม 6 ธีมหลัก เพื่อนำผลงานความสำเร็จและเส้นทางชีวิตของผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ทั่วเมืองมาจัดแสดงเป็นผลงานทางศิลปะ ธีมแรกตั้งอยู่บริเวณทางเข้าออกแบบเป็นกำแพงโคมไฟภายใต้ชื่อ “แสงไฟต้อนรับหมื่นครอบครัว” เป็นสัญลักษณ์ของการโอบรับวัฒนธรรมที่หลากหลาย ธีมที่สองคือ “หยั่งรากตั้งถิ่น” เป็นโคมไฟที่นำเสนอรูปทรงของการแตกหน่อ สื่อความหมายว่าผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ได้ค้นพบความเป็นบ้านและจุดยืนของตนที่นี่ ธีมต่อมาคือ โคมไฟขนาดใหญ่ที่มีชื่อธีมว่า “อาณาจักรแห่งสัมภาระ” ออกแบบโดยใช้กระเป๋าเดินทางเป็นสื่อบรรจุความคิดถึงและความหวัง ต่อมาคือธีม “สายน้ำแห่งมารดา” ถ่ายทอดพลังความเข้มแข็งและความอดทนของสตรีผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ผ่านการไหลของสายน้ำ ธีมต่อมาคือ “สวนดอกไม้แห่งการอยู่ร่วมกัน” ผสมผสานดอกไม้ประจำชาติของหลากหลายประเทศ เพื่อสะท้อนการหลอมรวมของวัฒนธรรม และธีมสุดท้าย ทุกเรื่องราวจะมาบรรจบที่ “เวทีบ้านร่วมใจ” ซึ่งผสมผสานเอกลักษณ์ทางสถาปัตยกรรมจากหลายประเทศ เป็นสัญลักษณ์ของบ้านอันงดงามที่ผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่และคนท้องถิ่นร่วมกันสร้างขึ้น และยังเป็นพื้นที่ใจกลางหลักของเทศกาลโคมไฟในครั้งนี้ด้วย
คุณเวิงลี่จู (翁麗珠) ประธานสมาคมผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ตำบลต้าฝู่ กล่าวว่า “รู้สึกดีใจมากที่มีโซนโคมไฟผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ ทำให้ประชาชนชาวไต้หวันไม่จำเป็นต้องเดินทางไปต่างประเทศ ก็สามารถชมโคมไฟที่มีเอกลักษณ์จากหลากหลายประเทศ” ผู้ว่าการเมืองเจียอี้กล่าวว่า “การจัดงานครั้งนี้น่าตื่นตาตื่นใจอย่างยิ่ง แม้ระยะเวลาการเตรียมงานจะกระชั้นชิด มีเวลาเพียง 13 วันเท่านั้น แต่เราหวังว่าทุกคนจะใช้โอกาสนี้ มาเที่ยวงาน ภายในงานมีโซนโคมไฟทั้งหมด 6 โซน รวมผลงานกว่า 600 ชิ้น ขอเชิญชวนทุกท่านมาร่วมชมเทศกาลโคมไฟไต้หวันในครั้งนี้ รับรองว่าจะไม่ทำให้ทุกคนผิดหวังอย่างแน่นอน”

ผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ ลากสัมภาระเดินแฟชั่นโชว์ ประชาสัมพันธ์งานเทศกาลโคมไฟเจีนอี้ ปี 2026 (ภาพจาก กองกิจการเมืองเจียอี้)
ปัจจุบัน เมืองเจียอี้มีประชากรผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ประมาณ 14,000 คน ถือเป็นพลังสำคัญที่ขาดไม่ได้ของเจียอี้ เมืองเจียอี้บริหารงานภายใต้แนวคิด“อยู่ร่วมกันอย่างเกื้อกูล” เดินหน้าผลักดันนโยบายที่เป็นมิตรต่อผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่อย่างต่อเนื่อง อาทิ การจัดตั้งศูนย์บริการครอบครัวผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ การตั้งจุดบริการชุมชนผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ในทุกตำบล รวมถึงการสนับสนุนให้ผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่จัดตั้งองค์กรภาคประชาชน เพื่อสร้างเครือข่ายบริการที่ครบวงจร ช่วยให้ “ครอบครัวผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ของเจียอี้” ก้าวข้ามอุปสรรคด้านภาษาและวัฒนธรรม ใช้ชีวิตในท้องถิ่นได้อย่างสบายใจ และพัฒนาศักยภาพของตนเองต่อไป
สำหรับโซนโคมไฟผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ในเทศกาลโคมไฟประจำปี 2026 เมืองเจียอี้ จะจัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 3 ถึง 15 มีนาคม บริเวณทางแยกถนนไท่จื่อกับถนนซินอี้ ผู้เข้าชมนอกจากจะได้รับโคมไฟที่ระลึกกลับบ้านแล้ว ผู้ที่กรอกแบบสอบถามยังมีสิทธิ์ลุ้นรางวัลเป็นเงินท่องเที่ยวรวมมูลค่า 60,000 เหรียญไต้หวันอีกด้วย ขอเชิญชวนประชาชนทั่วไต้หวัน เดินทางไปเที่ยวชมเทศกาลโคมไฟที่เมืองเจี้ยอี้ สัมผัสบรรยากาศอบอุ่นของผู้คนในเมืองเจียอี้ และเสน่ห์วัฒนธรรมอันหลากหลายของไต้หวันร่วมกัน