Skip to the main content block
::: หน้าแรก| แผนผังเว็บไซต์| Podcasts|
|
Language

Formosa Dream Chasers - Programs - RTI Radio Taiwan International-logo

รายการ
| รายการล่าสุด
เลือกรายการ
ผู้จัดรายการ ตารางรายการ
ประเด็น (ข่าว) ยอดนิยม
繁體中文 简体中文 English Français Deutsch Indonesian 日本語 한국어 Русский Español ภาษาไทย Tiếng Việt Tagalog Bahasa Melayu Українська แผนผังเว็บไซต์

ไขปัญหาแรงงาน วันพุธที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569

ไขปัญหาแรงงาน หากเกิดอุบัติเหตุรถชน ต้องอยู่ในที่เกิดเหตุ แม้จะถูกชนก็ตาม รีบแจ้งความช่วยเหลือคนที่บาดเจ็บ ไม่งั้นจากถูกชนกลายเป็นชนแล้วหนี
ไขปัญหาแรงงาน หากเกิดอุบัติเหตุรถชน ต้องอยู่ในที่เกิดเหตุ แม้จะถูกชนก็ตาม รีบแจ้งความช่วยเหลือคนที่บาดเจ็บ ไม่งั้นจากถูกชนกลายเป็นชนแล้วหนี

1. เตือน! หากเกิดอุบัติเหตุรถชน ต้องอยู่ในที่เกิดเหตุ แม้จะถูกชนก็ตาม รีบแจ้งความช่วยเหลือคนที่บาดเจ็บ ไม่งั้นจากถูกชนกลายเป็นชนแล้วหนี

          รถจักรยานไฟฟ้า เป็นยานพาหนะยอดนิยมของแรงงานต่างชาติ เพราะราคาถูก ไม่กี่พันถึงหมื่นกว่าเหรียญก็ซื้อได้แล้ว แถมไม่ต้องมีใบขับขี่ ก็เพราะเหตุนี้ ทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่ายและบ่อยครั้ง กระทรวงแรงงานจึงเตือนแรงงานต่างชาติที่ขับขี่รถจักรยานไฟฟ้าหรือรถมอเตอร์ไซค์ ต้องเคารพกฎจราจร อย่าแต่งรถเพิ่มความเร็ว ที่สำคัญเมื่อเกิดอุบัติเหตุ ไม่ว่าเราไปชนเขาหรือเขามาชนเรา ต้องอยู่ในที่เกิดเหตุ หากมีผู้อื่นบาดเจ็บหรือเสียชีวิตแล้วออกจากสถานที่เกิดเหตุ อาจเข้าข่าย “ความผิดฐานหลบหนีหลังเกิดอุบัติเหตุ” เมื่อเกิดอุบัติเหตุผู้ขับขี่ควรหยุดรถทันที จากนั้นแจ้งตำรวจและช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ หากหลบหนีหรือออกจากที่เกิดเหตุ นอกจากจะถูกลงโทษทางอาญาแล้วยังจะมีประวัติอาชญากรรมติดตัวด้วย บางคนเห็นว่า อุบัติเหตุเพียงเล็กน้อย หรือไม่ได้รับบาดเจ็บและเราไม่ผิด เขามาชนเรา หลายคนขี่รถไปจากที่เกิดเหตุ ระวังจากไม่ผิดกลายเป็นชนแล้วหนี

      ข้อควรระวังเป็นพิเศษ : หากการหลบหนีทำให้ผู้เสียหายพลาดโอกาสได้รับการช่วยเหลือส่งโรงพยาบาลและนำไปสู่การบาดเจ็บสาหัสหรือเสียชีวิต อาจถูกลงโทษหนักขึ้น ในความผิดฐานทอดทิ้งจนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย หรือทอดทิ้งจนเป็นเหตุให้บาดเจ็บสาหัส ซึ่งมีโทษรุนแรงมาก ย้ำเตือนว่า การอยู่ในสถานที่เกิดเหตุหลังเกิดอุบัติเหตุ ไม่เพียงเป็นหน้าที่ตามกฎหมาย แต่ยังเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมด้วย

2. ฉาวสนั่นโซเชียล! พนักงานแบรนด์ดังห้างไทเป 101 เหยียดแรงงานต่างชาติ "คู่เนี่ยแพงนะ" เจียหย่งเจี๋ย ประธานตึกไทเป 101 รุดตรวจสอบด่วน

      กลายเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในสังคมออนไลน์ หลังมีผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตหญิงรายหนึ่งออกมาแฉพฤติกรรมของพนักงานขายประจำเคาน์เตอร์แบรนด์แฟชั่นกีฬาชื่อดังภายในอาคารไทเป 101 ที่แสดงท่าทีไม่เหมาะสมและเลือกปฏิบัติต่อแรงงานต่างชาติเพศหญิงชาวเวียดนามที่เธอรู้จัก โดยพนักงานตอบกลับว่า “แพงมากนะ” ขณะลูกค้าขอเลือกดูรองเท้า ทำให้เธอรู้สึกอับอายอย่างยิ่ง เหตุการณ์ดังกล่าวถึงหู เจียหย่งเจี๋ย (賈永婕) ประธานกรรมการบริหารบริษัทไทเป 101 ต้องลงมาจัดการด้วยตัวเอง พร้อมย้ำว่า “ทัศนคติในการให้บริการเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง”

      เหตุการณ์ดังกล่าวถูกเผยแพร่โดยชาวเน็ตหญิงรายหนึ่งที่ระบุว่า เมื่อประมาณ 10 วันที่ผ่านมา แรงงานหญิงชาวเวียดนามที่ตนรู้จักรายดังกล่าวได้เดินทางไปยังเคาน์เตอร์แบรนด์ดัง Onitsuka Tiger (โอนิซึกะ ไทเกอร์) ภายในไทเป 101 และสอบถามพนักงานด้วยท่าทีสุภาพว่าขอลองรองเท้าคู่นี้ได้หรือไม่ แต่กลับได้รับคำตอบจากพนักงานด้วยน้ำเสียงไม่เหมาะสมว่า "คู่นี้มันแพงนะ" จากนั้นพนักงานยังแสดงท่าทีเพิกเฉย ไม่ให้ความสนใจลูกค้ารายดังกล่าว ต่อมาแรงงานหญิงได้สอบถามเพิ่มเติมว่า ขอดูไซส์ 37 ได้ไหม แต่พนักงานตอบกลับอย่างเย็นชาว่า ไม่มีไซส์ 37 จากนั้นเดินหนีไปโดยไม่ให้ความช่วยเหลือใด ๆ สร้างความรู้สึกอับอายและเสียความรู้สึกให้กับผู้ประสบเหตุเป็นอย่างมาก โดยเจ้าของโพสต์ระบุว่า ไม่น่าเชื่อว่าเข้าสู่ปี 2569 แล้ว ยังมีเรื่องเหยียดหยามแบบนี้เกิดขึ้นอีก น่าอายจริง ๆ ไทเป 101 เป็นสถานที่รับนักท่องเที่ยวต่างชาติไม่ใช่หรือ?

แบรนด์ดัง Onitsuka Tiger (โอนิซึกะ ไทเกอร์) ภายในไทเป 101 ฉาวสนั่นโซเชียล ปมพนักงานแสดงท่าทีเหยียดแรงงานต่างชาติ (ภาพจาก ettoday.net)

      หลังจากโพสต์ดังกล่าวกลายเป็นไวรัลที่มีผู้คนให้ความสนใจนับหมื่นราย เจียหย่งเจี๋ย หรือ Janet Chia ประธานกรรมการบริหารอาคารไทเป 101 ได้เข้ามาแสดงความเห็นตอบกลับด้วยตนเอง โดยระบุว่า “ขอบคุณที่แจ้งเรื่องนะคะ ฉันจะเร่งตรวจสอบเรื่องนี้โดยด่วน ไม่ว่าลูกค้าจะซื้อของหรือไม่ ทุกคนคือแขกผู้มีเกียรติ และทัศนคติการบริการเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด” ต่อมาเธอได้โพสต์ข้อความว่า "เหตุการณ์ Onitsuka Tiger ครั้งนี้เป็นสิ่งเตือนใจที่สำคัญมากสำหรับฉัน ไทเป 101 แบรนด์ รวมถึงพนักงานขายทุกคน ขอบคุณที่แจ้งให้ฉันทราบ เราจะแก้ไขและไตร่ตรองปัญหานี้อย่างจริงจัง และจะเข้มงวดมากขึ้นกับคุณภาพในการให้การบริการ" ประธานบริษัทไทเป 101 ผู้นี้กล่าวย้ำว่า "ฉันไม่รู้จักพนักงานขายคนนั้น แต่คุณต้องยังเด็กมาก ฉันหวังว่าคุณจะปรับท่าทีการทำงาน เริ่มต้นใหม่ และประสบความสำเร็จในการขายและโบนัสที่สูงขึ้นในอนาคต"

เจียหย่งเจี๋ย หรือ Janet Chia ประธานกรรมการบริหารอาคารไทเป 101 ให้ความสำคัญกับประเด็นนี้มาก (ภาพจาก udn.com)

           ด้านบริษัท Onitsuka Tiger ได้ออกมาขอโทษ โดยระบุว่าบริษัทได้เริ่มดำเนินการสอบสวนภายในทันที และได้สั่งพักงานพนักงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ความร่วมมือในการสอบสวน หากข้อกล่าวหาได้รับการยืนยัน บริษัทจะดำเนินการทางวินัยที่รุนแรงที่สุด รวมถึงการไล่ออก ตามระเบียบของบริษัทและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยไม่มีการผ่อนปรนใดๆ

      ท่าทีที่แสดงความรับผิดชอบและพร้อมแก้ไขปัญหาของประธานกรรมการบริษัท ได้รับเสียงชื่นชมอย่างกว้างขวาง มียอดกดถูกใจมากกว่า 20,000 ครั้ง ขณะที่ผู้โพสต์ต้นเรื่องได้ตอบกลับว่า ขอขอบคุณท่านประธานที่ออกมาปกป้องภาพลักษณ์ของไต้หวันด้วยตนเอง ขณะเดียวกัน ชาวเน็ตบางส่วนแสดงความคิดเห็นเชิงขบขันว่า กฎข้อแรกของการอบรมพนักงานไทเป 101 คือ ประธานเจียจะคอยตรวจตราอยู่บนโซเชียล

Onitsuka Tiger แบรนด์รองเท้ากีฬาชื่อดังออกแถลงการณ์ขอโทษและสั่งพักงานพนักงานคนดังกล่าว หากตรวจสอบพบมีพฤติกรรมเหยียดลูกค้า จะไล่ออกจากงาน (ภาพจาก FB @TAIPEI 101 MALL)

      อย่างไรก็ตาม ยังมีชาวเน็ตจำนวนหนึ่งแสดงความกังวลว่าเสียชื่อแลนด์มาร์คระดับโลก โดยเตือนประธานกรรมการว่า “เรื่องนี้ต้องให้ความสำคัญอย่างจริงจัง ไทเป 101 ไม่ได้เป็นเพียงศูนย์การค้าที่เปรียบเสมือนประตูหน้าด่านของประเทศ ซึ่งต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญลักษณ์สำคัญที่สะท้อนภาพลักษณ์ของไต้หวัน หากทราบว่าเป็นเคาน์เตอร์ใด คงต้องเข้าไปทวงถามความรับผิดชอบให้ถึงที่สุด เพราะเป็นเรื่องที่ทำให้คนไต้หวันเสียหน้าอย่างมาก”

เจียหย่งเจี๋ย หรือ Janet Chia ประธานกรรมการบริหารอาคารไทเป 101 ให้ความสำคัญกับประเด็นนี้มาก (ภาพจาก udn.com)

      ไม่ทราบว่าเพื่อนผู้ฟังเคยไปเที่ยวชมหรือจับจ่ายซื้อของในศูนย์การค้าไทเป 101 หรือไม่? แม้คนส่วนใหญ่จะไม่เคยไปซื้อของในห้างบนอาคารไทเป 101 เพราะของแพงจริง แต่น่าจะมีประสบการณ์ซื้อของในห้างหรือร้านขายทั่วไป ท่านมีความรู้สึกไหมว่าภาพรวมของงานบริการในไต้หวัน โดยเฉพาะในร้านค้าและร้านอาหาร ส่วนใหญ่จะได้รับคำชื่นชมว่า มีมาตรฐานสูง สุภาพ และให้เกียรติลูกค้า ส่วนหนึ่งน่าจะได้รับอิทธิพลมาจากวัฒนธรรมการบริการแบบญี่ปุ่น ที่สำคัญคืออุปนิสัยความเป็นมิตรที่เป็นเอกลักษณ์ของคนไต้หวัน

ตึกไทเป 101 แลนด์มาร์คสำคัญของไต้หวัน ตั้งอยู่ย่านซินอี้ กรุงไทเป สูง 508 ม. 101 ชั้น เคยครองแชมป์ตึกที่สูงที่สุดในโลกระหว่างปี ค.ศ. 2004-2010 (ภาพจาก taiwanrentacar.com)

      ร้านค้าที่คนไทยในไต้หวันใช้บริการบ่อยที่สุดน่าจะเป็นร้านสะดวกซื้อหรือที่คนไต้หวันเรียกเปี้ยนลี่ซางเตี้ยน (便利商店) พนักงานร้านสะดวกซื้อ ไม่ว่าจะ 7-Eleven, FamilyMart ฯลฯ ในไต้หวันถูกขนานนามว่าเป็นยอดมนุษย์ เพราะต้องทำได้ทุกอย่างตั้งแต่ชงกาแฟ รับส่งพัสดุ จ่ายบิล ไปจนถึงอุ่นอาหาร แต่ยังคงรักษาความสุภาพตามมาตรฐานไว้ได้ พนักงานจะมีคำติดปาก อย่าง เซี่ยเซี่ย (ขอบคุณ) และหวนอิ๋งกวงหลิน (ยินดีต้อนรับ) อยู่ตลอดเวลา

      สรุปการบริการในไต้หวันถือว่า น่าประทับใจและปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยวและชาวต่างชาติ เหตุการณ์เหยียดลูกค้าที่เกิดขึ้นในข่าวไทเป 101 จึงถือเป็นเรื่องที่คนไต้หวันเองก็ยอมรับไม่ได้และมองว่าเป็นเรื่องร้ายแรง เพราะขัดกับบรรทัดฐานทางสังคมที่พวกเขาภาคภูมิใจ

3. บทวิเคราะห์จากนักวิชาการชื่อดัง เรื่อง"การเปลี่ยนแรงงานต่างชาติให้เป็นประชากรท้องถิ่น" ทางออกวิกฤตประชากรลดลงอย่างรุนแรงของไต้หวัน

      บทวิเคราะห์นี้ เขียนโดยซูอวี้ผิง อดีตนักการทูตของไต้หวัน ผู้สังเกตการณ์ทางการเมืองระหว่างประเทศ ขณะเดียวกันเป็นนักเขียนคอลัมน์ที่เผยแพร่บทวิเคราะห์ระดับนานาชาติในสื่อต่างๆ มุมมองของเขาเน้นไปที่การเมืองระหว่างประเทศ ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม เขามักวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในปัจจุบันจากมุมมองทางประวัติศาสตร์และระดับชาติ ผลงานล่าสุดของเขาลงตีพิมพ์ใน Storm Media ของไต้หวัน เสนอทางรอดหรือหนึ่งในวิธีชะลอปัญหาประชากรไต้หวันลดลงอย่างรุนแรง ด้วยการอนุญาตให้แรงงานต่างชาติ ย้ายถิ่นมาพำนักอาศัยอยู่ที่นี่มากขึ้น น่าสนใจมาก จึงนำมาเล่าให้ฟัง เพื่อให้เพื่อนผู้ฟังทราบถึงปัญหาประชากรลดลง ซึ่งกลายเป็นวาระแห่งชาติไปแล้ว ได้ลึกซึ้งมากขึ้น

      ข้อมูลล่าสุดของคณะกรรมการพัฒนาแห่งชาติไต้หวันระบุว่า ในปี 2568 ไต้หวันได้ก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Super-aged Society) อย่างเต็มตัว โดยมีประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปคิดเป็นสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 20 ของประชากรทั้งหมด และคาดการณ์ว่า ในอีก 45 ปีข้างหน้า หรือในปี 2614 ยอดจำนวนประชากรในไต้หวันจะลดลงจาก 23 ล้านคนในปัจจุบันเหลือประมาณ 14.97 ล้านคน หรือลดลงจากปัจจุบันร้อยละ 36

เด็กเกิดใหม่ในไต้หวันลดลงต่อเนื่องเป็นปีที่ 10 ปี 2568 ไม่ถึง 1.1 แสนคน อัตราการมีบุตรลดลงเหลือ 0.8 คนต่อสตรีวัยเจริญพันธุ์ 1 คน ต่ำที่สุดในโลก (ภาพจาก udn.com)

      เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 อีลอน มัสก์ มหาเศรษฐีชาวอเมริกัน ซึ่งเป็นนักธุรกิจและนักลงทุน เป็นผู้ก่อตั้ง ซีอีโอ และหัวหน้าวิศวกรของสเปซเอ็กซ์ ซีอีโอบริษัทเทสลา ได้รีโพสต์ข่าวเกี่ยวกับอัตราการเกิดของไต้หวันบนแพลตฟอร์ม X โดยระบุว่า เดือนพฤศจิกายน 2568 ไต้หวันมีทารกเกิดใหม่เพียง 7,946 คน ซึ่งเป็นตัวเลขต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ในรอบเดือนเดียว พร้อมเขียนข้อความเตือนว่า “การล่มสลายของประชากรกำลังเร่งตัวอย่างต่อเนื่อง” (Population collapse continues to accelerate) แม้ปัญหานี้จะไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในไต้หวัน แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า ไต้หวันเป็นหนึ่งในประเทศที่เผชิญปัญหานี้อย่างรุนแรงที่สุด

เด็กเกิดใหม่ในไต้หวันลดลงต่อเนื่องเป็นปีที่ 10 ปี 2568 ไม่ถึง 1.1 แสนคน อัตราการมีบุตรลดลงเหลือ 0.8 คนต่อสตรีวัยเจริญพันธุ์ 1 คน ต่ำที่สุดในโลก (ภาพจาก udn.com)

      ซูอวี้ผิง ผู้เขียนบทความกล่าวว่า เขามีโอกาสพำนักและทำงานในต่างประเทศเป็นระยะเวลานาน ครั้งหนึ่งนานถึง 5–6 ปี จึงสามารถเปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงทางสังคมภายในประเทศได้อย่างชัดเจน หลังจากกลับมาพำนักถาวรในไต้หวันเมื่อสองเดือนก่อน และได้เดินทางสังเกตการณ์ในหลายพื้นที่ พบว่าสภาพสังคมภายในไต้หวันเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากจากอดีต

      ประการแรกคือความซบเซาและความเสื่อมถอยของพื้นที่ชนบท ประชากรมีอายุมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และบ้านเรือนร้างเพิ่มจำนวนขึ้น ผู้เขียนมีภูมิลำเนาเดิมอยู่ในจางฮั่ว เมืองเกษตรกรรมขนาดใหญ่ทางภาคกลาง ซึ่งมีประชากรมากกว่าหนึ่งล้านคน เมื่อสิบปีก่อน โรงเรียนยังเต็มไปด้วยเด็ก ถนนหนทางคึกคักไปด้วยรถยนต์และรถจักรยานยนต์ ร้านค้าและร้านอาหารเรียงราย ตลาดสดแน่นขนัดไปด้วยผู้คน แต่เมื่อกลับไปอยู่อาศัยอีกครั้งในครั้งนี้ กลับพบว่าการสูงวัยของประชากรรุนแรงอย่างยิ่ง ในหมู่บ้านเหลือเพียงผู้สูงอายุวัยชรา เด็กและคนหนุ่มสาวแทบไม่ปรากฏให้เห็น ภาพผู้คนสัญจรพลุกพล่านในอดีตหายไป ถนนที่เงียบเหงาสะท้อนบ้านเรือนร้างในตรอกซอย ไม่ทราบว่าผู้อยู่อาศัยเดิมย้ายถิ่นหรือจากไปตามกาลเวลา งานมงคลแทบไม่ปรากฏให้เห็นอีก ขณะที่งานศพกลับพบเห็นบ่อยครั้งตามตรอกซอกซอยหรือริมถนน

      ขณะที่ภาพในกรุงไทเปกลับแตกต่างออกไป สถานีรถไฟไทเปและระบบรถไฟฟ้ายังคงแน่นขนัด ย่านซีเหมินติงยังเต็มไปด้วยคนหนุ่มสาว ใบหน้าชาวต่างชาติเพิ่มจำนวนขึ้น แต่ที่อยู่อาศัยที่สร้างใหม่ในกรุงไทเปกลับมีพื้นที่ภายในเล็กลงอย่างน่าตกใจ ราคาที่อยู่อาศัยยังคงสูงเกินเอื้อม ส่งผลให้คนหนุ่มสาวจำนวนมากไม่อยากแต่งงานและไม่ต้องการมีบุตร บางส่วนเลือก “วางเฉยต่อชีวิต” หรือที่นิยมเรียกกันว่า ถ่างผิง ซึ่งเป็นศัพท์สแลงภาษาจีนที่หมายถึงการนอนราบ ไม่อาจมองเห็นภาพอนาคตของตนเองได้อย่างชัดเจน

      แม้เศรษฐกิจไต้หวันในภาพรวมจะดูคึกคักจากการเติบโตทางด้านอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ในเวทีโลก ตัวเลข GDP และรายได้ประชาชาติต่อหัวเพิ่มขึ้นอย่างมาก แซงหน้าญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ แต่เมื่อใดก็ตามที่บริษัท TSMC วางแผนตั้งโรงงานในพื้นที่ใด ราคาที่อยู่อาศัยในพื้นที่นั้น จะพุ่งสูงจนคนท้องถิ่นไม่สามารถซื้อได้ ส่งผลเป็นลูกโซ่ แม้แต่พื้นที่ชนบทในภาคกลางและภาคใต้ก็เผชิญราคาที่อยู่อาศัยพุ่งขึ้นอย่างไร้เหตุผล ทั้งที่ในความเป็นจริง มีประชาชนเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่สามารถเข้าสู่อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ได้

ไต้หวันได้ก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Super-aged Society) อย่างเต็มตัว ประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 20% ของประชากรทั้งหมด (ภาพจาก udn.com)

      ประชาชนทั่วไปที่ทำงานในหน่วยงานภาครัฐ การเกษตร ภาคบริการ และอุตสาหกรรมดั้งเดิม รวมถึงคนหนุ่มสาวที่ไม่มีฐานะทางครอบครัว โดยเฉพาะที่ภาคกลางและภาคใต้ มีจำนวนไม่น้อยที่รับค่าจ้างเดือนละเพียง 20,000–30,000 เหรียญไต้หวัน ขณะที่ราคาบ้านเก่าธรรมดากลับสูงถึงหลักสิบล้าน การวางเฉยต่ออนาคตจึงกลายเป็นทางเลือกเดียวที่ดูสมเหตุสมผล

แม้ในภาคกลางและภาคใต้ยังสามารถซื้อข้าวกล่องราคา 50 เหรียญไต้หวันได้ แสดงว่ายังมีผู้ประกอบการที่มีจิตสำนึกอยู่บ้าง แต่ก็ยังเห็นผู้สูงอายุจำนวนมากต้องเก็บของรีไซเคิลเพื่อแลกกับรายได้เพียงไม่กี่สิบเหรียญ เพื่อให้พอเลี้ยงชีพ นี่สะท้อนว่า แม้ความมั่งคั่งของประเทศจะเพิ่มขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะได้รับประโยชน์ ผู้ที่ได้รับประโยชน์ก็ไม่อยากมีบุตร ขณะที่ผู้ที่ไม่ได้รับประโยชน์กลับไม่มีศักยภาพในการสร้างครอบครัวและเลี้ยงดูบุตร

ไต้หวันได้ก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Super-aged Society) อย่างเต็มตัว ประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 20% ของประชากรทั้งหมด (ภาพจาก LTN)

      สังคมไต้หวันจึงกำลังก้าวไปสู่เส้นทางที่ไม่ยั่งยืน ทุกคนมองเห็นการสูงวัยและการลดลงของประชากร แต่ไม่มีใครกล้าพูดว่าใครจะเป็นผู้กอบกู้ประเทศ ทุกคนเพียงเฝ้ามองสังคมไต้หวันค่อย ๆ แก่ลง และมีคนน้อยลงเรื่อย ๆ

      แม้จะตระหนักดีว่าการพลิกกระแสเป็นเรื่องยาก การรณรงค์ให้ประชาชนมีบุตรไม่ใช่เรื่องที่รัฐสามารถสั่งการได้ ผู้เขียนจึงเสนอแนวคิดเพื่อบรรเทาวิกฤตประชากรสูงวัยและการลดลงของประชากรเยาวชน ดังนี้

      1. การนำเข้าแรงงานหนุ่มสาวที่มีคุณภาพจากต่างประเทศ : วิธีที่ง่ายที่สุดในการชะลอหรือพลิกแนวโน้มนี้ คือการนำเข้าแรงงานหนุ่มสาวจากภายนอก กลุ่มเป้าหมายที่เหมาะสมที่สุดคือบุตรหลานของชาวไต้หวันที่อพยพไปตั้งถิ่นฐานในต่างประเทศ หรือเยาวชนชาวไต้หวันโพ้นทะเล ซึ่งมีสายสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมและความเชื่อมโยงกับสังคมไต้หวันมากที่สุด อย่างไรก็ตาม การจูงใจให้พวกเขากลับไต้หวัน ไม่ใช่เรื่องง่าย หากสวัสดิการในต่างประเทศยังดีกว่า

      2. เปิดโอกาสให้แรงงานต่างชาติทั่วไปสามารถอยู่ทำงานตลอดไปและพาครอบครัวมาพำนักได้ : ปัจจุบันมีแรงงานต่างชาติทำงานและใช้ชีวิตอยู่ในไต้หวันกว่า 850,000 คน ซึ่งหลายคนมีรายได้ที่เพียงพอต่อการเลี้ยงดูครอบครัวและสามารถสื่อสารภาษาท้องถิ่นได้ดี แต่กลับติดข้อจำกัดทางกฎหมายที่กำหนดให้ทำงานได้เพียง 12 ปี และห้ามพาคู่สมรสและบุตรมาพำนักด้วย โดยแรงงานต่างชาติที่ทำงานในไต้หวันมาแล้วมากกว่าหนึ่งปี ถือเป็นกลุ่มที่เหมาะสมที่สุดในการสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกต่อสังคมที่มีอัตราการเกิดต่ำ พวกเขามีงานมั่นคง รายได้แน่นอน ชำระหนี้ค่าบริการจัดหางานหรือค่าหัวคิวจนครบ และเริ่มมีเงินออม หากสามารถนำครอบครัวมาอยู่ร่วมกัน แม้เพียงครึ่งหนึ่ง ก็จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะชนบทที่กำลังซบเซา

ไต้หวันได้ก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Super-aged Society) อย่างเต็มตัว ประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 20% ของประชากรทั้งหมด (ภาพจาก ftvnews.com.tw)

      3. แก้ปัญหาโรงเรียนขาดแคลนนักเรียน : แรงงานจากอินโดนีเซีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์ มาจากประเทศที่มีอัตราการเกิดสูง ครอบครัวหนุ่มสาวมีบุตรหลายคนเป็นเรื่องปกติ เด็กเหล่านี้เมื่อมาอยู่ในไต้หวันย่อมต้องเข้าเรียนในระบบการศึกษา ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาโรงเรียนขาดแคลนนักเรียน และอาจถึงขั้นต้องเปิดโรงเรียนที่ปิดไปแล้วกลับมาใหม่

      4. การหลอมรวมทางวัฒนธรรมและแก้ปัญหากำลังพลขาดแคลน : ในระยะแรก รัฐบาลสามารถให้สิทธิพำนักระยะยาว และประเมินการปรับตัว หากสามารถหลอมรวมเข้ากับสังคมได้ดี ก็อาจพิจารณาให้สิทธิพำนักถาวร หรือแม้แต่สัญชาติในอนาคต ลูกหลานของแรงงานต่างชาติเหล่านี้เติบโตและศึกษาในไต้หวัน พวกเขาจะกลายเป็น "ชาวไต้หวัน" โดยสมบูรณ์ และหากสมัครใจรับราชการทหารเมื่อถึงเกณฑ์ ก็จะช่วยแก้ปัญหากำลังพลขาดแคลนได้อีกทางหนึ่ง

      แนวคิดเรื่องการยอมรับความหลากหลายทางเชื้อชาติอาจถูกต่อต้านจากบางกลุ่ม แต่หากแรงงานเหล่านี้เสียภาษี เรียนหนังสือ และใช้ชีวิตร่วมกับเราเกิน 5 ปี พวกเขาจะถูกกลืนกลายทางวัฒนธรรมจนกลายเป็นชาวไต้หวันในที่สุด และอาจช่วยพยุงราคาอสังหาริมทรัพย์ไม่ให้ดิ่งเหวจากการขาดแคลนประชากร

      หากวันหนึ่งไต้หวันมีประธานาธิบดีที่มีเชื้อสายมาจากโฮจิมินห์ซิตี้หรือกาลิมันตัน นั่นคือข้อพิสูจน์ว่าไต้หวันได้กลายเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคอย่างแท้จริง การเปิดรับความหลากหลายจะช่วยให้กองทุนประกันสังคมและระบบบำนาญอยู่รอดต่อไปได้ และทำให้ไต้หวันไม่ต้องเผชิญกับวันที่ "เหลือคนไต้หวันเพียงคนสุดท้าย"

      ผู้เขียนย้ำว่า หากไต้หวันเปิดกว้างและมีความหลากหลายมากขึ้น เศรษฐกิจจะฟื้นตัว สังคมจะกลับมามีพลัง และไต้หวันจะไม่ต้องเผชิญวันที่เหลือประชาชนเพียงไม่กี่คนในอนาคต พร้อมตั้งคำถามว่า แทนที่จะคัดค้านแนวคิดเหล่านี้ เหตุใดจึงไม่ร่วมกันหาทางออกเพื่ออนาคตของไต้หวันร่วมกัน

為提供您更好的網站服務,本網站使用cookies。

若您繼續瀏覽網頁即表示您同意我們的cookies政策,進一步了解隱私權政策。 

我了解