1. ปี 68 สายด่วน 1955 ให้บริการร้องทุกข์กว่า 1.9 แสนสาย ช่วยทวงคืนค่าจ้างค้างจ่ายกว่า 3,000 ราย แรงงานเวียดนามใช้บริการมากสุด 35.7% แรงงานไทย 3.6%
กรมพัฒนากำลังแรงงาน กระทรวงแรงงานเปิดเผยผลการดำเนินงานของสายด่วนคุ้มครองแรงงาน 1955 ในปี 2568 ที่ผ่านมาว่า ให้บริการทางโทรศัพท์ไปแล้ว 194,185 สาย เทียบกับ 202,747 สายของปี 2567 ลดลงประมาณ 4.3% ในจำนวนนี้ ส่วนใหญ่หรือ 87% เป็นโทรศัพท์สอบถามข้อมูลและขอคำปรึกษา ซึ่งส่วนใหญ่สอบถามปัญหาการย้ายงาน การให้บริการของล่าม ตามด้วยปัญหาในสัญญาจ้าง อาทิ ค่าที่พักอาหาร การยกเลิกสัญญาก่อนกำหนดและผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการเดินทางกลับประเทศเป็นต้น และแรงงานเวียดนามโทรศัพท์ใช้บริการมากที่สุด แรงงานไทยใช้บริการน้อยที่สุด ส่วนคนไต้หวันใช้บริการแจ้งข้อมูลแรงงานผิดกฎหมายเป็นส่วนใหญ่

สายด่วนคุ้มครองแรงงาน 1955 เป็นสื่อกลางช่วยแก้ปัญหากรณีพิพาทระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง ให้บริการฟรีตลอด 24 ชั่วโมงและตลอดปีโดยไม่เว้นวันหยุด
กรมพัฒนากำลังแรงงาน กระทรวงแรงงานแถลงว่า ขั้นตอนการให้บริการของสายด่วนคุ้มครองแรงงาน 1955 หลังจากได้รับเรื่องร้องทุกข์แล้ว จะส่งให้กองแรงงานท้องที่ผ่านระบบเอกสารอิเล็กทรอนิกส์แบบเรียลไทม์ เพื่อให้กองแรงงานท้องที่ดำเนินการตรวจสอบและแก้ไขปัญหาภายในเวลากำหนด นอกจากนี้ ยังประสานกับหน่วยงาน NGO จัดหาบ้านพักฉุกเฉินหรือนำส่งรักษาพยาบาล สำหรับแรงงานที่ได้รับความเดือดร้อนหรือถูกทำร้ายร่างกาย โดยมีล่ามคอยเป็นเพื่อนช่วยแปลภาษาและแก้ไขข้อพิพาทด้วย ทั้งนี้ สายด่วนคุ้มครองแรงงาน ให้บริการทั้งแรงงานต่างชาติ แรงงานท้องถิ่น นายจ้างและบริษัทจัดหางาน โดยในปี 2568 ที่ผ่านมา มีคนท้องถิ่นโทรศัพท์ใช้บริการประมาณ 31% ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการแจ้งข้อมูลหรือเบาะแสแรงงานผิดกฎหมายและการจ้างแรงงานต่างชาติอย่างผิดกฎหมาย ประมาณ 6.6% เป็นการสอบถามข้อระเบียบในการว่าจ้าง ชั่วโมงการทำงานและการบริหารแรงงานต่างชาติจากนายจ้างและบริษัทจัดหางาน

สายด่วนคุ้มครองแรงงาน 1955 มีล่าม 5 ภาษาจำนวน 45 คน คอยให้บริการรับโทรศัพท์จากแรงงานต่างชาติตลอด 24 ชั่วโมง ทุกวันไม่เว้นวันหยุด
กรมพัฒนากำลังแรงงานกล่าวว่า สายด่วนคุ้มครองแรงงาน 1955 ให้บริการที่หลากหลายตลอด 24 ชั่วโมง นอกจากทางโทรศัพท์แล้ว ยังให้บริการสอบถามข้อมูล ให้คำปรึกษา รับเรื่องร้องทุกข์หรือขอความช่วยเหลือผ่านข้อความของกลุ่ม Line@ 1955 แบบเรียลไทม์เป็นภาษาจีน ภาษาไทย เวียดนาม อังกฤษและอินโดนีเซีย

บรรยากาศภายในห้องทำงานของสายด่วนคุ้มครองแรงงาน 1955
กรมพัฒนากำลังแรงงานเปิดเผยข้อมูลพบว่า ตลอดปี 2568 ที่ผ่านมา สายด่วนคุ้มครองแรงงาน 1955 ให้บริการทางโทรศัพท์ไปแล้ว 194,185 สาย ในจำนวนนี้เป็นโทรศัพท์สอบถามข้อมูลและขอรับคำปรึกษา 169,162 สายหรือประมาณ 87.11% ของโทรศัพท์ที่ใช้บริการทั้งหมด ในส่วนของการร้องทุกข์ทั่วไปจำนวน 23,979 สาย โทรศัพท์ขอรับความช่วยเหลือฉุกเฉิน 1,044 สาย ส่งให้กองแรงงานท้องที่ดำเนินการต่อโดยผ่านระบบหนังสืออิเล็กทรอนิกส์แบบเรียลไทม์ ช่วยแรงงานต่างชาติโอนย้ายนายจ้างได้สำเร็จ 2,541 ราย ทวงคืนค่าจ้างค้างจ่ายและเงินสิทธิประโยชน์อื่น ๆ 3,035 คดี

การทำงานของเจ้าหน้าที่ไทยสายด่วนคุ้มครองแรงงาน 1955
จากการวิเคราะห์ช่วงเวลาที่แรงงานต่างชาติโทรศัพท์ขอรับคำปรึกษาหรือร้องเรียนต่อสายด่วนคุ้มครองแรงงาน 1955 มากที่สุด หรือ 51.1% โทรศัพท์ในช่วงนอกเวลาทำงาน ซึ่งรวมวันหยุดและกลางคืน สำหรับชาติที่โทรศัพท์ใช้บริการมากสุดได้แก่ เวียดนาม 35.7% ตามด้วยแรงงานอินโดนีเซีย 20.3% ฟิลิปปินส์ 9% ส่วนแรงงานไทยใช้บริการเพียง 3.6% นอกจากแรงงานต่างชาติแล้ว สายด่วน 1955 ยังเปิดให้แรงงานท้องถิ่นใช้บริการด้วย มีชาวไต้หวันโทรศัพท์ใช้บริการ 31% ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการแจ้งข้อมูลหรือเบาะแสแรงงานผิดกฎหมายและการจ้างแรงงานต่างชาติอย่างผิดกฎหมาย ส่วนนายจ้างและบริษัทจัดหางาน ที่โทรศัพท์สอบถามกฎระเบียบ ข้อบังคับด้านการบริหารแรงงานต่างชาติมี 6.6% แสดงว่า การให้บริการแบบไม่มีวันหยุดตลอด 24 ชั่วโมง สอดคล้องกับความต้องการของแรงงานต่างชาติและผู้ใช้บริการชาวไต้หวัน

คณะเจ้าหน้าที่จากกระทรวงแรงงานของไทยเดินทางมาดูงานที่สายด่วน 1955
กระทรวงแรงงานไต้หวันกล่าวว่า สายด่วนคุ้มครองแรงงาน 1955 นอกจากเป็นสื่อกลางช่วยแก้ปัญหากรณีพิพาทระหว่างนายจ้างและลูกจ้างแล้ว ยังมีบริการด้านต่าง ๆ อาทิ การรักษาพยาบาล การติดต่อกับหน่วยงานราชการ ปัญหาการทำงานและการใช้ชีวิตในไต้หวัน รวมทั้งเป็นล่ามเคลื่อนที่ทางโทรศัพท์ได้ด้วย ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ที่ชำนาญ 5 ภาษาคอยให้บริการฟรีตลอด 24 ชั่วโมงและตลอดปีโดยไม่เว้นวันหยุด จากเดิมที่ให้บริการเฉพาะแรงงานต่างชาติ ต่อมาเพิ่มบริการนายจ้าง บริษัทจัดหางาน และแรงงานท้องถิ่นด้วย แต่ผู้ใช้บริการส่วนใหญ่ยังคงเป็นแรงงานต่างชาติ
2. รายงานชี้แรงงานต่างชาติสอบใบขับขี่เพิ่ม 1.5 เท่าในรอบ 5 ปี อุบัติเหตุพุ่งตาม ปีที่แล้วมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บกว่า 13,000 ราย ผู้เชี่ยวชาญเตือนขาดความรู้กฎหมาย ไม่คุ้นสภาพถนน เสนออุดหนุนอบรมขับขี่และคุ้มครองประกัน
นับตั้งแต่มีการผ่อนคลายเกณฑ์การสอบใบอนุญาตขับขี่สำหรับแรงงานต่างชาติในไต้หวัน ส่งผลให้จำนวนผู้เข้าสอบเพิ่มขึ้นกว่า 1.5 เท่าในรอบ 5 ปี ขณะที่สถิติผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจากอุบัติเหตุจราจรในกลุ่มชาวต่างชาติเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว โดยปีที่ผ่านมามีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บรวมมากกว่า 13,000 ราย ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า ระบบการสอบใบขับขี่ของไต้หวัน "สอบง่าย แต่ใช้งานจริงยาก" แรงงานต่างชาติไม่คุ้นเคยกฎหมายและสภาพถนน กลายเป็นความเสี่ยงแฝง จึงเสนอให้นายจ้างสนับสนุนการอบรมขับขี่อย่างเป็นทางการ และบังคับใช้การประกันภัยอย่างจริงจัง เพื่อลดความสูญเสีย

ไต้หวันเปิดให้แรงงานต่างชาติสอบใบอนุญาตขับขี่ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2539 และในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จำนวนผู้เข้าสอบเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด กรมทางหลวงรายงานว่า จำนวนชาวต่างชาติที่เข้าสอบเพิ่มจาก 20,183 คนในปี พ.ศ. 2566 เป็น 31,133 คนในปีที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นกว่า 1.5 เท่า โดยพื้นที่ในความดูแลของกองทะเบียนยานยนต์ซินจู๋ ซึ่งมีแรงงานต่างชาติจำนวนมาก เพิ่มจาก 1,496 คนเป็น 3,752 คน เติบโตถึง 2.5 เท่าในรอบ 5 ปี

เจ้าหน้าที่กองทะเบียนยานยนต์เขตซินจู๋ พื้นที่รับผิดชอบรวมนครเถาหยวนด้วย กำลังให้ความรู้แก่ผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่และแรงงานต่างชาติที่สมัครสอบใบขับขี่ (ภาพจาก chinatimes.com)
การวิเคราะห์ระบุว่า ปัจจัยหลักมาจากการยกเลิกข้อกำหนด "หนังสือยินยอมจากนายจ้าง" ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2566 ทำให้ขั้นตอนการซื้อรถและสอบใบขับขี่ง่ายขึ้น ประกอบกับกองทะเบียนยานยนต์จัดทำคลังข้อสอบหลายภาษา ช่วยเพิ่มความเป็นอิสระในการซื้อรถและเข้าสอบของแรงงานต่างชาติ
ผู้ประกอบการโรงเรียนสอนขับรถในเถาหยวนรายหนึ่งเปิดเผยว่า ผู้สมัครสอบส่วนใหญ่เป็นแรงงานสัญชาติเวียดนาม นอกจากใช้เพื่อการเดินทางส่วนตัวแล้ว ยังมีไม่น้อยที่นายจ้างออกค่าใช้จ่ายทั้งหมดและพาเข้าสอบเป็นกลุ่ม เพื่อความสะดวกในการบริหารจัดการแรงงาน โรงเรียนสอนขับรถอีกแห่งระบุว่า เถาหยวนมีโครงการเมืองการบินและนิคมอุตสาหกรรมจำนวนมาก นายจ้างบางรายจึงพาแรงงานเข้าสอบใบอนุญาตขับรถบรรทุกหรือรถยนต์ เพื่อเอื้อต่อการทำงาน

แรงงานต่างชาติสอบใบขับขี่เพิ่ม 1.5 เท่าในรอบ 5 ปี ขณะที่อุบัติเหตุพุ่งตาม ปีที่แล้วมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บกว่า 13,000 ราย (ภาพจาก chinatimes.com)
แม้จำนวนผู้เข้าสอบจะเพิ่มสูง แต่อัตราการสอบผ่านยังไม่เป็นที่น่าพอใจ ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มีชาวต่างชาติเข้าสอบประมาณ 152,000 คน แต่สอบผ่านเพียง 93,000 คน อัตราการผ่านเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 61.5 โดยแรงงานเวียดนามมีอัตราผ่านสูงสุดที่ร้อยละ 71.3 รองลงมาคืออินโดนีเซีย ขณะที่แรงงานฟิลิปปินส์มีอัตราผ่านเพียงร้อยละ 52.0
กองทะเบียนยานยนต์เถาหยวนวิเคราะห์ว่า แรงงานต่างชาติมีข้อจำกัดด้านเวลาเนื่องจากภาระงาน ทำให้ส่วนใหญ่ฝึกซ้อมได้เฉพาะวันหยุดหรือช่วงเย็น ส่งผลให้การเตรียมตัวไม่เพียงพอ

สนามสอบข้อเขียนที่กองทะเบียนยานยนต์จางฮั่ว (ภาพจากกองทะเบียนยานยนต์จางฮั่ว)
กระแสการสอบใบขับขี่ที่เพิ่มขึ้นยังมาพร้อมความเสี่ยงแฝง รายงานของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินระบุว่า จำนวนชาวต่างชาติที่เสียชีวิตและบาดเจ็บจากอุบัติเหตุจราจรในไต้หวันเพิ่มจาก 6,213 คนในปี พ.ศ. 2562 เป็นมากกว่า 13,000 คนในปี พ.ศ. 2567 เพิ่มขึ้นกว่า 1 เท่า สัดส่วนต่ออุบัติเหตุทั้งประเทศเพิ่มจากร้อยละ 1.36 เป็นร้อยละ 2.47 โดยพื้นที่ที่เกิดอุบัติเหตุรุนแรงที่สุดได้แก่ ไทจง เถาหยวน นิวไทเป และไถหนาน ซึ่งส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับแรงงานต่างชาติที่ขับขี่รถจักรยานยนต์และจักรยานไฟฟ้า

สนามสอบใบอนุญาตขับขี่รถจักรยานยนต์ (ภาพจาก supermoto8.com)
ผู้บริหารโรงเรียนสอนขับรถในพื้นที่ซินจู๋เห็นว่า การเพิ่มขึ้นของอุบัติเหตุในกลุ่มแรงงานต่างชาติส่วนใหญ่มาจากความไม่คุ้นเคยกับสภาพถนนและเส้นทาง ขณะที่ศาสตราจารย์ด้านการขนส่งและการจัดการโลจิสติกส์ มหาวิทยาลัยหยางหมิงเจียวตง (NYCU) ระบุว่า ระบบสอบใบขับขี่ของไต้หวันง่ายเกินไป แต่เนื้อหาข้อสอบกลับละเอียดจุกจิก และละเลยการสอนแนวคิดการหลีกเลี่ยงความเสี่ยง อีกทั้งกฎจราจรของไต้หวันมีความซับซ้อน เช่น การจราจรแบบผสมผสานระหว่างรถยนต์กับรถจักรยานยนต์ และการเลี้ยวซ้ายแบบสองจังหวะ หากนายจ้างไม่เสริมสร้างความรู้ให้แก่แรงงาน ก็เท่ากับปล่อยให้พนักงานเผชิญความเสี่ยงโดยไม่จำเป็น

สนามสอบใบอนุญาตขับขี่รถจักรยานยนต์ภาคสนาม
ผู้เชี่ยวชาญเสนอให้ภาครัฐร่วมมือกับนายจ้าง จัดสรรเงินอุดหนุนเพื่อจูงใจให้แรงงานต่างชาติเข้ารับการอบรมขับขี่รถจักรยานยนต์ในระบบอย่างเป็นทางการ พร้อมผลักดันการคุ้มครองประกันให้ครอบคลุมอย่างแท้จริง จึงจะช่วยลดอัตราการเสียชีวิตและบาดเจ็บจากอุบัติเหตุได้อย่างยั่งยืน
ด้านกรมทางหลวงยืนยันว่า จะเดินหน้าขยายบริการหลายภาษาอย่างต่อเนื่อง และร่วมมือกับตำรวจในพื้นที่ที่มีแรงงานต่างชาติรวมตัวจำนวนมาก เพื่อเข้มงวดในการตรวจจับการฝ่าฝืนกฎหมายของผู้ขับขี่จักรยานไฟฟ้าต่อไป
3. มาตรการใหม่แก้ปัญหาขายบัญชีม้าเกลื่อน! คณะกรรมการกำกับการเงินไต้หวันตัดสินใจอายัดบัญชีบัญชีธนาคารแรงงานต่างชาติเมื่อเดินทางออกนอกประเทศ
ปัญหาบัญชีม้าที่เกิดจากแรงงานต่างชาติยังคงทวีความรุนแรง ทำให้คณะกรรมการกำกับดูแลสถาบันการเงินของไต้หวัน ( FSC) ต้องออกมาตรการเพิ่มเติมอีกครั้ง ก่อนหน้านี้ กระทรวงการคลังได้เชิญธนาคารรัฐวิสาหกิจมาหารือเรื่องการป้องกันการฉ้อโกง โดยมีการพิจารณาให้ประชาชนต้องแสดงใบหน้าเต็มรูปแบบขณะกดเงินที่ตู้เอทีเอ็ม ล่าสุด FSC ได้ประสานความร่วมมือกับหลายหน่วยงานและมีมติร่วมกันว่า หากแรงงานต่างชาติสิ้นสุดสัญญาจ้างหรือยกเลิกสัญญาจ้างเดินทางออกนอกประเทศ หลบหนีกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมาย หรือถูกจับกุมและควบคุมตัวจากการทำงานผิดกฎหมาย รวม 4 กรณีดังกล่าว สถาบันการเงินจะดำเนินการอายัดบัญชีธนาคารทันที เพื่อแก้ไขปัญหาบัญชีม้าที่เกิดจากแรงงานต่างชาติซึ่งมีจำนวนมากเกินไป

ข้อมูลจากสำนักงานตำรวจพบว่า ปัจจุบันบัญชีม้าที่เกี่ยวข้องกับแรงงานต่างชาติคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 70% ของบัญชีม้าที่เพิ่มขึ้นใหม่ในระยะหลัง ทำให้คณะกรรมการกำกับสถาบันการเงินต้องเร่งแก้ไขปัญหาที่ต้นตอ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากแรงงานต่างชาติอาจเดินทางกลับมาทำงานในไต้หวันอีกในอนาคต การปิดบัญชีถาวรจะสร้างความไม่สะดวกอย่างมาก จึงเลือกใช้วิธีอายัดบัญชีและระงับธุรกรรมชั่วคราวแทน

สื่อประชาสัมพันธ์เรื่องบัญชีม้าจากกรมพัฒนากำลังแรงงาน กระทรวงแรงงาน
สำหรับกรณีที่แรงงานต่างชาติยังมีเงินสงเคราะห์จากรัฐบาล ค่าจ้างที่นายจ้างยังจ่ายไม่ครบ หรือเงินภาษีคืนจากกรมสรรพากร ก่อนเดินทางออกนอกประเทศ จะใช้วิธีเดียวกับที่กระทรวงการคลังดำเนินการในปัจจุบัน คือออกเช็คคืนเงินภาษี มอบให้นายจ้างหรือบริษัทจัดหางานนำไปขึ้นเงินแล้วโอนคืนให้แรงงานต่างชาติที่เดินทางกลับประเทศไปแล้ว

สื่อประชาสัมพันธ์เรื่องบัญชีม้าจากกรมพัฒนากำลังแรงงาน กระทรวงแรงงาน
แหล่งข่าวยังเปิดเผยว่า ฐานข้อมูลของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง กระทรวงมหาดไทย ได้บันทึกข้อมูลเกี่ยวกับการเดินทางออกนอกประเทศเมื่อครบสัญญา การหลบหนีกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมาย และการถูกควบคุมตัวจากการกระทำผิดแล้ว ขั้นตอนต่อไป เพื่อให้ธนาคารสามารถตรวจสอบข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ คณะกรรมการกำกับดูแลสถาบันการเงินได้มอบหมายให้ศูนย์ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (JCIC) ร่วมกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง กระทรวงแรงงาน สมาคมธนาคาร และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน จัดทำโครงสร้างฐานข้อมูลสำหรับสถาบันการเงิน เพื่อบันทึกข้อมูลดังกล่าวและใช้เป็นเกณฑ์ในการควบคุมบัญชีธนาคารของแรงงานต่างชาติ พร้อมทั้งให้สมาคมธนาคารพิจารณาเพิ่มเงื่อนไขในสัญญาเปิดบัญชีของแรงงานต่างชาติ เช่น การยินยอมให้ธนาคารอายัดบัญชีโดยอัตโนมัติเมื่อเดินทางออกนอกประเทศ

สื่อประชาสัมพันธ์เรื่องบัญชีม้าจากกรมพัฒนากำลังแรงงาน กระทรวงแรงงาน
นอกจากนี้ กระทรวงแรงงานจะกำชับให้บริษัทจัดหางานแจ้งแรงงานต่างชาติว่า หากมีกรณีครบหรือยกเลิกสัญญาแล้วเดินทางออกนอกประเทศ หลบหนีกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมาย หรือถูกจับกุม บัญชีธนาคารจะถูกอายัดและระงับการทำธุรกรรมทันที และขอให้บริษัทจัดหางานช่วยเตือนและอำนวยความสะดวกให้แรงงานต่างชาติปิดบัญชีให้เรียบร้อยก่อนเดินทางออกนอกประเทศ อย่างไรก็ตาม หากแรงงานต่างชาติได้รับการว่าจ้างใหม่หรือมีเหตุผลทางกฎหมายที่จะเดินทางกลับเข้ามาทำงานอีก สามารถยื่นขอเปิดใช้บัญชีธนาคารหรือบัญชีไปรษณีย์อีกครั้งได้ตามขั้นตอนปกติ

สื่อประชาสัมพันธ์เรื่องบัญชีม้าจากกรมพัฒนากำลังแรงงาน กระทรวงแรงงาน