ธีระ หยาง 亓淞และอะไรๆ ในไต้หวัน 台灣泰好玩 ประจำสัปดาห์นี้ (2026-02-06)
- อุโมงค์หลิวหมิงฉวน เมืองจีหลง (基隆劉銘傳隧道) เปิดให้เข้าชมอีกครั้ง เดินเที่ยว “อุโมงค์รถไฟแห่งแรกของไต้หวัน” พร้อมแวะป้อมปืนสือฉิวหลิ่ง (獅球嶺砲台) และข้อมูลการเดินทางครบจบในที่เดียว!
อุโมงค์หลิวหมิงฉวน (劉銘傳隧道) คืออุโมงค์รถไฟสมัยราชวงศ์ชิง (清代) เพียงแห่งเดียวในไต้หวันที่ยังคงได้รับการอนุรักษ์ไว้ อีกทั้งยังเป็นหลักฐานของสิ่งก่อสร้างสมัยใหม่ที่ “หลิวหมิงฉวน” (劉銘傳) ข้าหลวงใหญ่ของราชสำนักชิงประจำไต้หวันในยุคนั้น ทิ้งเอาไว้ในช่วงที่เข้ามาบริหารและพัฒนาไต้หวัน จึงมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์สูงและมีความหมายด้านการอนุรักษ์วัฒนธรรมอย่างยิ่ง หลังผ่านการบูรณะต่อเนื่องมาหลายปี ปัจจุบันได้กลับมาเปิดให้เข้าชมอีกครั้ง ภายในอุโมงค์มีอากาศเย็นสบายตลอดทั้งปี และยังเป็นแหล่งอาศัยที่ค้างคาวใบจมูกไต้หวัน ชื่นชอบอีกด้วย ขณะนี้เปิดให้เข้าชมได้อย่างอิสระ และมีการจัดนำชมเป็นประจำ โดยไม่ต้องจองล่วงหน้า เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการมาเที่ยวทั้งครอบครัว เพื่อเรียนรู้ทั้งประวัติศาสตร์มนุษยศาสตร์และระบบนิเวศธรรมชาติไปพร้อมกัน โดยอุโมงค์หลิวหมิงฉวนมีความยาวทั้งหมด 235 เมตร เมื่อเปิดไฟส่องสว่างจะยิ่งเพิ่มบรรยากาศเป็นพิเศษ บริเวณปากอุโมงค์ด้านเหนือมีป้ายอธิบายให้เรียนรู้ประวัติความเป็นมาและความยากลำบากในการขุดเจาะ ส่วนปากอุโมงค์ด้านใต้มีการฉายภาพลวดลายคลื่นน้ำ ที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ และเหนือขึ้นไปยังมีข้อความตัวอักษร “曠宇天開” ซึ่งเป็นลายมือที่หลิวหมิงฉวน (劉銘傳) เขียนไว้ด้วยตนเอง อุโมงค์หลิวหมิงฉวนสร้างขึ้นภายใต้สภาพธรณีวิทยาที่ซับซ้อน ใช้เวลาสร้างยาวนานถึง 30 เดือน ถือเป็นช่วงเส้นทางที่ยากที่สุดของเส้นทางรถไฟสายแรกของไต้หวันในช่วง “จีหลง–ซินจู๋” (基隆-新竹) เพื่อให้เปิดใช้งานอุโมงค์ได้เร็วที่สุด ในเวลานั้นมีการขุดเจาะจากทั้งฝั่งเหนือและฝั่งใต้พร้อมกัน แต่เนื่องจากเกิดความคลาดเคลื่อนของระดับความสูงระหว่างสองฝั่ง จึงต้องมีการแก้ไขเพิ่มเติมเพื่อให้เชื่อมต่อกันได้อย่างราบเรียบ หากได้เข้าไปชมภายในอุโมงค์ ลองสังเกตจุดนี้ดูได้ เวลาเปิดให้เข้าชม: วันอังคาร–วันอาทิตย์ 09:00–17:00 น. / ปิดวันจันทร์

- นิทรรศการโลกแห่งอารยธรรมโบราณ ใช้ 4 มหาอารยธรรม เป็นแกนหลัก พาผู้ชมย้อนกลับไปสู่ยุคแรกเริ่มที่มนุษย์เริ่มทำความเข้าใจโลกและจินตนาการถึงจักรวาลของตนเอง โดยนิทรรศการนี้จัดขึ้นที่ สวนสร้างสรรค์หัวซาน 1914 โดยใช้เทคโนโลยีแบบดื่มด่ำและการออกแบบพื้นที่ ถ่ายทอดประวัติศาสตร์ให้หลุดพ้นจากกรอบตำราเรียน กลายเป็นการเดินทางแห่งอารยธรรมที่ “เดินได้ สัมผัสได้ และให้ร่างกายจดจำได้จริง” นิทรรศการครั้งนี้ไม่ได้เน้นการจัดแสดงแบบตู้โชว์ดั้งเดิม แต่เลือกใช้ฉากขนาดใหญ่ ภาพฉาย และการออกแบบเสียง เพื่อสร้างโลกโบราณขึ้นมาใหม่ ผู้ชมจะก้าวเดินท่ามกลางแสงเงา ตัวอักษรปรากฏลอยอยู่ในพื้นที่ สถาปัตยกรรมและตำนานค่อยๆ ก่อตัวขึ้นในความมืด ทำให้คำว่า “อารยธรรม” ไม่ใช่เพียงความรู้ แต่เป็นความรู้สึกที่โอบล้อมและดึงดูดให้คุณเดินตาม ซึ่ง 4 มหาอารยธรรมค่อยๆ เปิดม่าน จากจักรวรรดิถึงปรัชญาแห่งความคิด โดยนิทรรศการเริ่มต้นจาก อารยธรรมอัสซีเรีย ภาพสลักการล่าสัตว์ รูปสลัก “มนุษย์หัวสัตว์ปีก” และอักษรลิ่ม ถูกนำมาสร้างเป็นโลกทัศน์แห่งอำนาจและการบันทึก เมื่อเข้าสู่โซน อียิปต์ พีระมิด เทวรูป และพิธีกรรมมัมมี่ เผยให้เห็นศรัทธาต่อความเป็นนิรันดร์และโลกหลังความตาย ส่วนโซน เมดิเตอร์เรเนียน เปิดพื้นที่ให้ตำนานเทพเจ้ากรีกและเหตุผลแบบโรมันสนทนากัน ถ่ายทอดว่า “ความศักดิ์สิทธิ์” และ “ระเบียบ” ได้หล่อหลอมอารยธรรมอย่างไร ท้ายสุดคือ อารยธรรมอินเดีย ที่นำเสนอการวางผังเมือง และปรัชญาเรื่องการเวียนว่ายตายเกิด ที่จะพาผู้ชมดำดิ่งสู่การใคร่ครวญลึกซึ้งเกี่ยวกับชีวิตและการดำรงอยู่ นิทรรศการพิเศษครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการย้อนรำลึกอดีต แต่เป็นการสะท้อนให้เราเข้าใจ “ปัจจุบัน” ใหม่อีกครั้ง เมื่อคุณเดินผ่านจักรวรรดิ ตำนาน และเมืองที่สร้างขึ้นจากแสงเงา คุณก็เหมือนกำลังเดินผ่านเส้นทางที่มนุษย์ใช้จินตนาการ ระเบียบ และความศรัทธา ค่อยๆ สร้างโลกขึ้นมาทีละก้าว
