ปีนี้วันหยุดช่วงตรุษจีนยาวนานถึง 9 วัน (14-22 ก.พ.69) กรมควบคุมโรคไต้หวันคาดการณ์ว่า ไข้หวัดใหญ่จะระบาดถึงจุดสูงสุดช่วงตรุษจีน นอกจากขอให้ประชาชนที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีนรีบเข้ารับการฉีดแล้ว ยังมีมาตรการสนับสนุนให้โรงพยาบาลต่างๆ เปิดคลินิกโรคติดเชื้อพิเศษเพื่อรับผู้ป่วยในช่วงวันแรกถึงวันที่สามของช่วงวันหยุดตรุษจีน พร้อมทั้ง ผ่อนคลายหลักเกณฑ์การใช้ยาต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่ ระหว่างวันที่ 20 มกราคม- 28 กุมภาพันธ์ 2569 และ
นอกจากนี้ เนื่องจากปีนี้วันหยุดช่วงตรุษจีนยาวนานถึง 9 วัน เพื่อให้การรักษาเป็นไปอย่างไม่ติดขัด ก่อนถึงช่วงวันหยุดยาว ขอให้ประชาชนที่ป่วยเป็นโรคเรื้อรังไปพบแพทย์ตามนัด เตรียมยาให้พร้อม ฉีดวัคซีนล่วงหน้า และหากมีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ให้รีบไปพบแพทย์และใช้ยาโดยเร็วเพื่อป้องกันอาการทรุดลง นอกจากนี้ ในช่วงวันหยุดตรุษจีนควรใช้แอปประกันสุขภาพเพื่อตรวจสอบข้อมูลการให้บริการทางการแพทย์ รวมถึงหากมีอาการไม่สบายสามารถใช้บริการคลินิกโรคติดเชื้อพิเศษของโรงพยาบาลและศูนย์ดูแลผู้ป่วยอาการเล็กน้อยในวันหยุด (UCC)

กรมควบคุมโรคเตือนไข้หวัดใหญ่จะระบาดสูงสุดช่วงตรุษจีน ขอให้รีบฉีดวีคซีนป้องกันไว้ก่อน (ภาพจาก commonhealth.com.tw)
ในขณะที่สำนักงานอาหารและยาเตือนว่า ยาบางชนิดไม่ควรรับประทานร่วมกับแอลกอฮอล์หรือกาแฟ นอกจากนี้ ยาแก้แพ้ ที่ใช้ลดอาการภูมิแพ้ อาจทำให้เกิดอาการอ่อนเพลียหรือง่วงนอน ผู้ที่ต้องขับรถควรระมัดระวังเป็นพิเศษ หากมีความจำเป็นต้องใช้ยาในช่วงตรุษจีน ควรไปพบแพทย์หรือสอบถามคำแนะนำจากเภสัชกรที่ร้านยา
การกินยาอย่างถูกวิธี ช่วยให้ผลการรักษามีประสิทธิภาพและไม่เป็นอันตราย
ยา (Medicine) มีวัตถุประสงค์ใช้เพื่อการรักษา บรรเทา หรือใช้เพื่อป้องกันโรคและความเจ็บป่วย รวมถึงความผิดปกติต่าง ๆ ในร่างกาย ยาเป็น หนึ่งในปัจจัยสี่ในการดำรงชีวิตของมนุษย์ ซึ่งประกอบด้วย อาหาร ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม และยารักษาโรค โดยเฉพาะยารักษาโรคที่ทำให้ชีวิตมนุษย์เรายืนยาวขึ้นกว่าเดิม แต่การกินยาต้องมีข้อจำกัด และต้องกินอย่างระมัดระวัง หรือตามที่แพทย์สั่งเท่านั้น เราจะกินยาตามใจตัวเองไม่ได้ เพราะยาแต่ละชนิดล้วนแล้วแต่มีผลข้างเคียงมากบ้างน้อยบ้างแตกต่างกันไป ซึ่งการกินยาไม่ระมัดระวังอาจจะเป็นอันตรายหรือในกรณีที่รุนแรงอาจถึงขั้นเสียชีวิต
ยามีวิธีใช้ที่หลากหลาย ที่ได้ยินกันบ่อยๆและคุ้นเคยคือ ยาก่อนอาหาร หลังอาหาร หรือพร้อมอาหาร แต่ในความเป็นจริงยังมีรายละเอียดปลีกย่อยอื่นๆที่ต้องใส่ใจอีกไม่น้อย
ยาก่อนอาหาร คือ ยาที่ควรรับประทานยาก่อนอาหารอย่างน้อย 30 นาที หากลืมรับประทานยาก่อนอาหาร อาจรอประมาณ 2 ชั่วโมงหลังจากรับประทานอาหาร เพื่อรอให้ท้องว่างแล้วค่อยรับประทานยาเม็ดที่ลืม หากเวลาที่ต้องรับประทานยาใกล้กับมื้อถัดไปให้ข้ามยามื้อที่ลืม แล้วรับประทานยามื้อต่อไปตามขนาดปกติโดยไม่ต้องรับประทานยาซ้ำ ทั้งนี้ไม่รวมถึงกลุ่มยาก่อนอาหารที่ใช้สำหรับลดระดับน้ำตาลในเลือด หากไม่แน่ใจในวิธีรับประทานยาควรปรึกษาเภสัชกร
ยาหลังอาหาร คือ ยาที่ควรรับประทานยาหลังอาหาร โดยอาจรับประทานหลังอาหารทันทีหรือหลังอาหารประมาณ 15 - 30 นาทีก็ได้ หากลืมรับประทานยาหลังอาหาร สามารถรับประทานยาได้ทันทีที่นึกได้ หากนึกได้ในเวลาที่ใกล้มื้อถัดไปควรรอรับประทานหลังอาหารในมื้อถัดไปแทน หากไม่แน่ใจในวิธีรับประทานยาควรปรึกษาเภสัชกร
ยาหลังอาหารทันที คือ ยาที่ควรรับประทานยาหลังรับประทานอาหารเสร็จทันที เนื่องจากยาบางตัวอาจมีฤทธิ์ระคายเคืองทางเดินอาหาร
ยาก่อนนอน คือ ยาที่ควรรับประทานยาก่อนนอน 15 - 30 นาที
ยาพร้อมอาหาร คือ ยาที่ควรรับประทานยาพร้อมอาหารคำแรก หรือหลังจากรับประทานอาหารไปแล้วครึ่งหนึ่ง
ยาที่ต้องเคี้ยวให้ละเอียดก่อนกลืน เคี้ยวหรือบดยาให้ละเอียดก่อนกลืน เพื่อการแตกตัวที่ดีของยา ส่งผลให้ยาออกฤทธิ์ได้ดีขึ้น
ยาที่อาจทำให้ง่วงซึม ควรหลีกเลี่ยงการขับรถ หรือทำงานกับเครื่องจักรกล หรือระวังพลัดตกหกล้ม
ยาที่ควรดื่มน้ำตามมาก ๆ เพื่อให้ยาออกฤทธิ์ได้ดีขึ้นหรือลดโอกาสที่จะเกิดผลข้างเคียงจากยา
ยาที่แนะนำให้รับประทานซ้ำ ทุก 4 - 6 ชั่วโมงเมื่อมีอาการ ห้ามรับประทานยานี้ซ้ำก่อน 4 - 6 ชั่วโมง เพราะจะทำให้ระดับยาในกระแสเลือดสูงจนเกินไปและอาจเกิดผลข้างเคียงจากยาได้
ยาที่ต้องรับประทานติดต่อกันจนหมด รับประทานติดต่อกันจนครบตามแพทย์สั่งเพื่อประสิทธิภาพที่ดีในการรักษา เช่น ยาฆ่าเชื้อ (ป้องกันการดื้อยา)
ยาที่รับประทานแล้วไม่ควรนอนทันที เนื่องจากยาสามารถทำให้เกิดการระคายเคืองต่อหลอดอาหารได้ หลังจากรับประทานยาไปแล้ว ต้องอยู่ในท่าตั้งตรงไม่น้อยกว่า 30 - 60 นาที (นั่งตัวตรงหรือยืนตัวตรง ห้ามเอน ห้ามนอน)
ยาที่รับประทานตามอาการ คือ ยาที่รับประทานเฉพาะเวลามีอาการ ไม่จำเป็นต้องรับประทานต่อเนื่อง

การกินยาอย่างถูกวิธี ช่วยให้ผลการรักษามีประสิทธิภาพและไม่เป็นอันตราย(ภาพจาก UDN)
วิธีกินยาที่ถูกต้อง ได้ผลดี และไม่เป็นอันตราย!
ก่อนอื่นต้องเข้าใจการกินยาก่อนว่า อาการเจ็บป่วยบางสาเหตุที่รักษาไม่หายนั้นบางครั้งขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของผู้ป่วยเองเพราะบางคนมักจะหลีกเลี่ยงการกินยาด้วยความไม่ชอบ หรือไม่ได้มีความเอาใจใส่มากพอที่จะกินยาให้ตรงเวลาหรือกินให้ติดต่อกันเพื่อครบโดสของยาในการรักษา หรือการไม่ไปพบแพทย์เพื่อรับยาอย่างต่อเนื่องก็เป็นสาเหตุที่จะทำให้โรคภัยต่าง ๆ ลุกลามและรักษาหายยากมากขี้น
หลักการรับประทานยาที่ถูกต้อง
ขณะเดียวกันก็ยังมีอีกหลายคนที่ไม่รู้จักการใช้ยาที่ถูกต้องซึ่งก็จะทำให้การรักษาไม่ได้ผลเช่นกัน และเพื่อป้องกันไม่ให้เกิด “อันตราย” จึงควรใช้ยาให้ถูกหลักการ คือ
1. ใช้ยาให้ถูกโรค
แพทย์หรือเภสัชกรเป็นผู้จัดยาให้ เพื่อรักษาได้ถูกอาการ เราไม่ควรซื้อยาหรือใช้ยาตามคำบอกเล่าของคนอื่น หรือหลงเชื่อคำโฆษณาต่าง ๆ เพราะหากใช้ยาไม่ถูกกับโรคอาจทำให้ได้รับอันตรายจากยานั้นได้หรือไม่ได้ผลในรักษา และยังอาจเกิดโรคอื่นๆ แทรกซ้อนได้
2. ใช้ยาให้ถูกคน
ร่างกายของแต่ละคนแตกต่างกัน โดยมีเพศและวัยเป็นปัจจัยพื้นฐาน กรณีของสตรีมีครรภ์ ต้องคำนึงถึงทารกในครรภ์ด้วย เนื่องจากยาหลายชนิดสามารถผ่านจากแม่ไปสู่ลูกในครรภ์ได้ ซึ่งอาจมีผลทำให้เด็กที่คลอดมีความผิดปรกติ การใช้ยาในสตรีมีครรภ์จึงต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ
3. ใช้ยาให้ถูกเวลา
เราควรเลือกช่วงเวลาทานยาที่เหมาะสม เพื่อให้ยาในกระแสเลือดมีปริมาณที่พอเหมาะ โดยไม่มากน้อยและไม่ก่อพิษจนไม่สามารถรักษาโรคได้
4. ใช้ยาให้ถูกวิธี
การนำยาเข้าสู่ร่างกายมีหลายวิธี เช่น การกิน การฉีด และการใช้ยาด้วยวิธีใดก็ตามขึ้นอยู่กับคุณสมบัติของยานั้น ดังนั้นก่อนใช้ยาต้องอ่านฉลากแนะนำการใช้ก่อนทุกครั้ง

การกินยาอย่างถูกวิธี ช่วยให้ผลการรักษามีประสิทธิภาพและไม่เป็นอันตราย(ภาพจาก UHO)
10 พฤติกรรมการใช้ยาแบบผิดๆ
ยารักษาโรคเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมากสำหรับการดำรงชีวิต แต่การใช้ยาอย่างไม่เหมาะสมอาจนำไปสู่การเกิดโทษได้ ตัวอย่างปัญหาความไม่ปลอดภัยจากการใช้ยาที่พบได้บ่อย คือ การแพ้ยา การใช้ยาเสื่อมคุณภาพ การได้รับยาในขนาดที่ไม่เหมาะสม และการใช้ยาอย่างไม่ถูกต้องกับโรค โดย 10 พฤติกรรมการใช้ยาอย่างไม่ปลอดภัยที่พบบ่อย ได้แก่
1. การปรับขนาดยาด้วยตนเอง
2. การนำยาของผู้อื่นมาใช้
3. ผู้ป่วยไม่พร้อมรับฟังคำอธิบายจากเภสัชกร
4. การจัดเก็บยาในสภาวะที่ไม่เหมาะสม
5. การไม่ตรวจสอบวันหมดอายุของยา
6. การลืมรับประทานยา
7. การใช้ยาไม่ถูกต้อง
8. การไม่นำยาที่ใช้อย่างเป็นประจำมา เพื่อตรวจสอบในระหว่างเข้ารับการรักษาตัวในสถานพยาบาล
9. ผู้ป่วยได้รับการรักษาจากหลายสถานพยาบาล
10. ความเชื่อของผู้ป่วยที่ว่า “การใช้ยามีประสิทธิภาพมากกว่าการป้องกันการเกิดโรค”
พฤติกรรมการใช้ยาอย่างไม่ปลอดภัยดังที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเพียงพฤติกรรมส่วนหนึ่งที่พบได้บ่อย ซึ่งผู้ป่วยจำเป็นต้องเข้าใจในวิธีการใช้และการเก็บรักษายา หากมีข้อสงสัย หรือปัญหาจากการใช้ยาควรได้รับคำปรึกษาจากเภสัชกรเพื่อลดปัญหาความไม่ปลอดภัยจากการใช้ยา โดยเฉพาะยาเทคนิคพิเศษและยารักษาโรคเรื้อรังที่ผู้ป่วยต้องรับประทานยาหลายชนิด
ที่มาข้อมูล :1. โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์
2. ศูนย์ข้อมูลยา ฝ่ายวิชาการเภสัชสนเทศ โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์
3. โรงพยาบาลรามคำแหง