1.กินหนัก นอนดึกช่วงตรุษจีน ระวัง “กลุ่มอาการหลังตรุษจีน” ถามหา
ช่วงวันหยุดยาวตรุษจีนปีนี้ (14-22 ก.พ.2569) ถือเป็นวันหยุดที่ยาวที่สุดของปี แต่เมื่อวันหยุดสิ้นสุดลง หลายคนกลับต้องเผชิญกับภาวะที่เรียกว่า “กลุ่มอาการหลังตรุษจีน” ซึ่งมักแสดงออกด้วยอาการอ่อนเพลียอย่างรุนแรง และอาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพอื่นๆ แฝงอยู่
นพ.หลี่เย่าตง(李耀東) แพทย์แผนกจิตเวช โรงพยาบาล Far Eastern Memorial Hospital ระบุว่า “กลุ่มอาการหลังตรุษจีน” ไม่ใช่การวินิจฉัยทางการแพทย์อย่างเป็นทางการ แต่เป็นอาการไม่สบายทั้งทางร่างกายและจิตใจที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการใช้ชีวิตอย่างฉับพลัน นพ.หลี่เย่าตง อธิบายเพิ่มเติมว่า อาการที่พบบ่อยของ “กลุ่มอาการหลังตรุษจีน” ได้แก่ อาหารไม่ย่อยและปัญหาระบบทางเดินอาหาร การดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป การอดนอนจากการนอนดึก อาการแพ้และปัญหาผิวหนัง ความเครียดและความวิตกกังวลจากการพูดคุยหรือปฏิสัมพันธ์กับญาติพี่น้อง

อาหารคืนวันฉูซีหรือวันส่งท้ายปีเก่าตามปฏิทินจีน (ปีนี้ตรงกับวันที่ 16 กุมภาพันธ์) ถือเป็นอาหารมื้อรวมญาติ จึงมีอุดมสมบูรณ์และล้วนเป็นอาหารมงคล ทุกบ้านจะกินดื่มกันอย่างเต็มที่ (ภาพจาก businesstoday.com.tw)
นพ.หลี่เย่าตง แนะนำ เคล็ดลับดูแลสุขภาพ 3 ข้อ เพื่อช่วยหลีกเลี่ยง “กลุ่มอาการหลังตรุษจีน”
เคล็ดลับที่ 1: ควบคุมอาหาร กินดื่มอย่างพอดี
ในแต่ละมื้อควรกินในปริมาณที่เหมาะสม เคี้ยวช้า ๆ และหลีกเลี่ยงการกินมากเกินไป ควรมีผักเป็นส่วนประกอบสำคัญของอาหาร และพยายามลดอาหารมันหรืออาหารที่มีน้ำตาลสูง การกินช้าลงไม่เพียงช่วยลดอาการแน่นท้องเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสในการพูดคุย สร้างปฏิสัมพันธ์กับครอบครัว และใช้เวลาร่วมกันอย่างมีคุณค่า
นอกจากนี้ น้ำเปล่าเป็นเครื่องดื่มที่ดีที่สุด ช่วยส่งเสริมการย่อย การเผาผลาญ และการขับถ่าย จึงควรดื่มน้ำให้เพียงพอ และหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลหรือแอลกอฮอล์ เพื่อรักษาความสดชื่นและสุขภาพที่ดีของร่างกาย
สำหรับการดื่มแอลกอฮอล์ในงานสังสรรค์ นพ.หลี่เย่าตง เตือนว่า ควรกำหนดขีดจำกัดการดื่มล่วงหน้า และเตรียมเหตุผลที่เหมาะสมไว้ เช่น “เดี๋ยวยังต้องไปเยี่ยมญาติผู้ใหญ่” เพื่อรักษามารยาทและหลีกเลี่ยงการดื่มเกินพอดี หากเผลอดื่มมากเกินไป แนะนำให้ดื่มน้ำมาก ๆ และเสริมวิตามินบีรวม เพื่อช่วยเร่งการเผาผลาญแอลกอฮอล์และลดภาระของร่างกาย
เคล็ดลับที่ 2: ใช้ชีวิตเป็นเวลา ออกกำลังกาย และผ่อนคลายทั้งกายและใจ
เมื่อได้พบปะกับญาติและเพื่อนฝูง การระบายเรื่องทุกข์ร้อนในชีวิต อาจช่วยเยียวยาจิตใจได้ แต่ นพ.หลี่ เย่าตง เตือนว่า หลังจากระบายความรู้สึกแล้ว ควรพยายามคิดในแง่บวก เพื่อส่งต่อพลังงานดี ๆ ให้กัน
ในด้านการปรับอารมณ์ แนะนำให้ฝึกสมาธิหรือการหายใจลึก ๆ ซึ่งเป็นวิธีง่าย ๆ ที่สามารถทำได้ทุกที่ ช่วยให้จิตใจสงบและผ่อนคลายได้อย่างรวดเร็ว
การออกกำลังกายเบา ๆ ร่วมกับครอบครัว เช่น กระโดดเชือก แบดมินตัน หรือยืดเหยียดกล้ามเนื้อ นอกจากจะช่วยเสริมสุขภาพให้ทุกคนแล้ว ยังช่วยเพิ่มความผูกพันในครอบครัว ควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ต้องนั่งนิ่งเป็นเวลานาน เช่น เล่นไพ่หรือดูโทรทัศน์ หากนั่งนานควรลุกขึ้นขยับร่างกายเป็นระยะ หรือจัดเวลาพาครอบครัวออกไปเดินเล่น เพื่อปรับสมดุลร่างกายและจิตใจ และใช้เวลาครอบครัวอย่างมีพลังมากขึ้น
เคล็ดลับที่ 3: ผ่อนคลายใจ ใช้อารมณ์ขันรับมือความห่วงใยที่มากเกินไป
เมื่อต้องเผชิญกับความห่วงใยเกินพอดีจากญาติ ควรรับมือด้วยทัศนคติในแง่บวก อาจเตรียมแนวทางตอบคำถามไว้ล่วงหน้า และใช้คำตอบแบบสบาย ๆ มีอารมณ์ขัน เพื่อคลี่คลายความอึดอัดและรักษาบรรยากาศที่ดี
หลังเทศกาลตรุษจีน หลายคนอาจรู้สึกไม่อยากทำงานหรืออ่อนเพลียง่าย วิธีแก้ไขคือการปรับตารางชีวิตและอาหารอย่างเหมาะสม จะช่วยให้ฟื้นตัวได้รวดเร็ว ด้านอาหาร ควรหลีกเลี่ยงอาหารหนักหรือมันมาก เลือกอาหารอ่อน ย่อยง่าย เช่น โจ๊ก ซุป หรือผักนึ่งต้ม พร้อมทั้งจัดตารางออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การออกกำลังกายวันละ 30 นาที จะช่วยกระตุ้นการเผาผลาญและเพิ่มพลังชีวิต
ก่อนกลับไปทำงาน ควรรักษาการนอนหลับให้เพียงพอวันละ 7–8 ชั่วโมง และหาเวลาสงบใจ ตั้งเป้าหมายระยะสั้นสำหรับปีใหม่ เพื่อให้ก้าวแรกของปีเต็มไปด้วยทิศทางที่ชัดเจน
2. ภาวะอาหารไม่ย่อย
อาหารไม่ย่อย (Dyspepsia) เป็นความรู้สึกไม่สบายในหน้าอกหรือใต้ลิ้นปี่ที่เกิดขึ้นในระหว่างหรือหลังการรับประทานอาหาร โดยอาจมีอาการเพียงอย่างเดียวหรือหลายอาการร่วมกันซึ่งได้แก่ แน่นท้อง ท้องอืด และมีลมในท้อง อาหารไม่ย่อยพบได้บ่อยในผู้ใหญ่และสามารถเกิดขึ้นเป็นครั้งคราวหรือเกิดขึ้นบ่อยได้ทุกวัน

การรับประทานอาหารมากเกินไปหรือรับประทานเร็วเกินไป มักนำไปสู่ภาวะอาหารไม่ย่อย (ภาพจาก UDN)
สาเหตุ
อาหารไม่ย่อยมีสาเหตุที่เป็นไปได้หลายประการ บ่อยครั้งที่อาการอาหารไม่ย่อยมีความเกี่ยวข้องกับลักษณะการดำเนินชีวิตและอาจถูกกระตุ้นให้เกิดขึ้นด้วยอาหาร เครื่องดื่ม หรือยาบางชนิด สาเหตุที่พบได้บ่อยของอาหารไม่ย่อย ได้แก่
1.การรับประทานอาหารมากเกินไปหรือรับประทานเร็วเกินไป
2.อาหารไขมันสูง มันเยิ้ม หรือเผ็ดจัด
3.ดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน แอลกอฮอล์ ช็อกโกแลต หรือน้ำอัดลมมากเกินไป
4.การสูบบุหรี่
5.ความวิตกกังวล
6.ยาปฏิชีวนะ ยาบรรเทาปวด และผลิตภัณฑ์เสริมธาตุเหล็กบางชนิด
ในบางครั้งอาหารไม่ย่อยอาจมีสาเหตุมาจากสภาวะอื่นๆ ของระบบทางเดินอาหาร ได้แก่ กระเพาะอาหารอักเสบ แผลในกระเพาะอาหาร โรคเซลิแอคหรือโรคแพ้กลูเตน (Celiac disease) นิ่วในถุงน้ำดี ท้องผูก
ตับอ่อนอักเสบ มะเร็งกระเพาะอาหาร การอุดตันของลำไส้ การไหลเวียนเลือดไปยังลำไส้ลดลง (ลำไส้ขาดเลือด)
การติดเชื้อ Helicobacter pylori (H. pylori) แบคทีเรียในลำไส้เล็กเจริญเติบโตมากเกินไป ภาวะกระเพาะอาหารบีบตัวช้า
อาการ
-ความรู้สึกอิ่มแน่นระหว่างมื้ออาหาร ผู้ป่วยจะรู้สึกอิ่มมากเกินไปหลังจากเริ่มรับประทานอาหารได้ไม่นานและไม่สามารถรับประทานได้หมด
-ความรู้สึกอิ่มแน่นหลังมื้ออาหารที่ทำให้รู้สึกไม่สุขสบาย ผู้ป่วยจะรู้สึกอิ่มมากเกินไปภายหลังมื้ออาหาร ซึ่งเป็นความรู้สึกคล้ายมีอาหารค้างอยู่ในกระเพาะอาหารนานเกินไป
-อาการปวดบริเวณลิ้นปี่ (บริเวณลิ้นปี่อยู่ระหว่างปลายกระดูกหน้าอกชิ้นล่างสุดและสะดือ) อาจเกิดได้ตั้งแต่เล็กน้อยจนถึงรุนแรง
-แสบร้อนกลางอก ผู้ป่วยรู้สึกแสบร้อนไม่พึงประสงค์บริเวณลิ้นปี่
-อาการอื่นๆ ของอาหารไม่ย่อยที่พบได้ไม่บ่อย คือ อาการคลื่นไส้และท้องอืดซึ่งเป็นอาการตึงแน่นไม่สบายในท้อง อาการคลื่นไส้และท้องอืดอาจเกิดจากสาเหตุอื่นนอกเหนือจากอาหารไม่ย่อย
บางครั้งคำว่าอาหารไม่ย่อยอาจใช้อธิบายอาการแสบร้อนกลางอก แต่ทั้งสองอย่างนี้เป็นอาการที่แตกต่างกัน อาการแสบร้อนกลางอกคืออาการปวด รู้สึกแสบร้อนในอกที่แผ่ออกไปยังบริเวณคอหรือหลัง อาการแสบร้อนกลางอกมีสาเหตุจากกรดในกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นมายังหลอดอาหารทำให้เกิดอาการของโรคกรดไหลย้อน ผู้ป่วยอาจมีทั้งอาการอาหารไม่ย่อยและแสบร้อนกลางอกร่วมกันได้
การวินิจฉัย
แพทย์อาจทำการตรวจเลือด ตรวจลมหายใจ หรือตรวจอุจจาระ หากสงสัยว่าแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดแผลในกระเพาะอาหารอาจเป็นสาเหตุของอาการอาหารไม่ย่อย แพทย์อาจทำการส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนบนและอาจทำการตัดชิ้นเนื้อส่งตรวจเพื่อตรวจหาความเสียหายที่อาจเกิดจากโรคกรดไหลย้อน การติดเชื้อ หรือหลักฐานที่แสดงถึงการแพ้อาหาร
การรักษา
การเปลี่ยนแปลงการดำเนินชีวิตอาจช่วยให้อาการอาหารไม่ย่อยบรรเทาลง แพทย์อาจแนะนำให้
-หลีกเลี่ยงอาหารที่อาจกระตุ้นให้เกิดอาการอาหารไม่ย่อย
-รับประทานอาหารโดยแบ่งเป็นมื้อย่อย 5-6 มื้อแทนการรับประทาน 3 มื้อใหญ่
-ลดหรืองดการบริโภคแอลกอฮอล์และคาเฟอีน
-หลีกเลี่ยงยาแก้ปวดบางชนิด เช่น แอสไพริน ไอบูโพรเฟน และนาพรอกเซนโซเดียม
-หาทางเลือกเพื่อทดแทนการใช้ยาที่กระตุ้นให้เกิดอาการอาหารไม่ย่อย
-ควบคุมความเครียดและความวิตกกังวล
-หากอาการอาหารไม่ย่อยยังคงอยู่ การรักษาด้วยยาอาจช่วยได้ ได้แก่
-ยาลดกรด มักเป็นยาชนิดแรกที่แนะนำให้ใช้เพื่อบรรเทาอาการอาหารไม่ย่อย
-ยายับยั้งตัวรับฮิสตามีนชนิดที่ 2 (Histamine-2 receptor antagonists: H2RAs) ลดการหลั่งกรดในกระเพาะอาหาร ยากลุ่มนี้ออกฤทธิ์ได้นานกว่าแต่ไม่รวดเร็วเท่ายาลดกรดกลุ่มแรก
-ยากลุ่มเพิ่มการเคลื่อนไหวของทางเดินอาหาร (prokinetics) อาจช่วยได้ในผู้ที่มีปัญหาการบีบตัวของกระเพาะอาหารซึ่งดันอาหารออกสู่ลำไส้เล็กช้าเกินไป และยังช่วยส่งเสริมการทำงานของกล้ามเนื้อในระบบทางเดินอาหาร อย่างไรก็ตามยากลุ่มเพิ่มการเคลื่อนไหวของทางเดินอาหารนี้มีผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นบ่อยทำให้การใช้ประโยชน์ของยากลุ่มนี้จำกัดลง ผลข้างเคียงดังกล่าว เช่น อ่อนเพลีย ง่วงนอน ซึมเศร้า วิตกกังวล และกล้ามเนื้อที่อยู่นอกอำนาจจิตใจเกิดการเกร็งกระตุกหรือเคลื่อนไหว
ภาวะแทรกซ้อน ถึงแม้อาการอาหารไม่ย่อยมักไม่มีภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง แต่อาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตได้โดยทำให้ผู้ป่วยรู้สึกไม่สุขสบายและทำให้รับประทานอาหารได้น้อยลง อาจทำให้ขาดงานหรือขาดเรียนเนื่องจากอาการที่เกิดขึ้น นอกจากนี้หากอาการอาหารไม่ย่อยเกิดขึ้นโดยมีสภาวะอื่นเป็นสาเหตุ สภาวะอื่นนั้นก็ยังอาจมีภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นได้
ที่มาข้อมูล
1. healthmedia.com.tw
2. Bumrungrad Hospital