1. ไต้หวันห่วงใยสุขภาพแรงงานต่างชาติ บริการตรวจคัดกรอง 6 โรคมะเร็งที่พบบ่อยฟรี
แรงงานต่างชาติที่เดินทางมาทำงานในไต้หวัน นอกจากได้รับการคุ้มครองสิทธิด้านแรงงานตามกฎหมายเหมือนกับชาวไต้หวันแล้ว สิ่งที่โชคดีกว่าคนไปทำงานประเทศอื่นอีกประการหนึ่งคือ ได้รับการดูแลในด้านสุขภาพและมีความสะดวกในการไปรับการรักษาโรค ซึ่งง่ายและสะดวกมาก เพราะทุกคนมีประกันสุขภาพซึ่งได้รับการเชิดชูว่า ดีที่สุดระดับแถวหน้าของโลก รายการวันนี้ จะนำข่าวดีที่หลายคนคงไม่รู้มาเล่าให้ฟัง นั่นคือ แรงงานต่างชาติมีสิทธิเช่นเดียวกับคนไต้หวัน รับการตรวจคัดกรอง 6 โรคมะเร็งที่พบบ่อยและคร่าชีวิตผู้คนเป็นจำนวนมาก เฉพาะในไต้หวันปีละกว่า 20,000 คน ที่เมืองไทยมากกว่านี้ โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย หากมีปัญหาจะได้ตรวจพบและรักษาแต่เนิ่น ๆ โดยใช้ระบบประกันสุขภาพ ซึ่งเสียค่าใช้จ่ายน้อยมาก หากอยู่ที่บ้าน การไปตรวจและรักษาต้องเสียค่าใช้จ่ายที่สูง และยังต้องไปเบียดเสียรอคิวนาน ทำให้หลายคนไม่กล้าหรือไม่อยากไปตรวจคัดกรอง ต่อเมื่อมีอาการถึงไปรักษา เสียโอกาสในการตรวจคัดกรองโรคแต่เนิ่น ๆ

แรงงานไทยอายุโดยเฉลี่ยจะสูงกว่าชาติอื่น โดยเฉพาะในไซต์งานก่อสร้าง (ภาพจาก Rti)
รัฐบาลไต้หวันมอบสิทธิประโยชน์การตรวจคัดกรองโรคมะเร็ง 6 ชนิด ได้แก่ มะเร็งปากมดลูก มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งเต้านม มะเร็งช่องปาก และมะเร็งปอด (สำหรับกลุ่มเสี่ยง) มะเร็งกระเพาะ ตามโครงการไต้หวันสุขภาพดี (Healthy Taiwan) โดยมุ่งเน้นกลุ่มเป้าหมายที่มีเกณฑ์อายุ ประวัติการสูบบุหรี่ หรือประวัติครอบครัวตามที่กำหนด ไม่เพียงแต่คนไต้หวันเท่านั้น แรงงานต่างชาติก็มีสิทธิใช้บริการเช่นกัน เพื่อช่วยลดอัตราการเกิดและเสียชีวิตจากโรคมะเร็ง หากตรวจพบตั้งแต่ระยะแรกจะสามารถรักษาได้ทันท่วงที จึงเชิญชวนแรงงานไทยที่เข้าเกณฑ์สามารถรับบริการตรวจคัดกรอง 6 โรคมะเร็งฟรี ตามเกณฑ์ดังนี้ :

แรงงานไทยอายุโดยเฉลี่ยจะสูงกว่าชาติอื่น โดยเฉพาะในไซต์งานก่อสร้าง (ภาพจากกองแรงงานกรุงไทเป)
1. คัดกรองมะเร็งเต้านม : สตรีอายุ 45–69 ปี หรือสตรีอายุ 40–44 ปี ที่มีญาติสายตรงลำดับที่ 2 (ปู่ ย่า ตา ยาย ลุง ป้า น้า อา หลาน) เคยเป็นมะเร็งเต้านมได้รับสิทธิในการตรวจแมมโมแกรมฟรี ทุก 2 ปีต่อ 1 ครั้ง
2. คัดกรองมะเร็งช่องปาก : แรงงานต่างชาติที่มีพฤติกรรมเคี้ยวหมาก (รวมผู้ที่เลิกแล้ว) หรือสูบบุหรี่ อายุ 30 ปีขึ้นไป หรือชนพื้นเมืองอายุ 18 ปีขึ้นไปที่เคี้ยวหมาก (รวมผู้ที่เลิกแล้ว) ได้รับสิทธิในการตรวจเยื่อบุช่องปากฟรี ทุก 2 ปี 1 ครั้ง
3. คัดกรองมะเร็งปากมดลูก : สตรีอายุ 25-29 ปี ควรตรวจทุก 3 ปี 1 ครั้ง อายุ 30 ปีขึ้นไปตรวจปีละครั้ง (คำแนะนำควรตรวจแป๊บสเมียร์อย่างน้อยทุก 3 ปี 1 ครั้ง)
4. คัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ : แรงงานต่างชาติอายุ 50–74 ปี ได้รับสิทธิในการตรวจเลือดแฝงในอุจจาระฟรีทุก 2 ปี 1 ครั้ง

แรงงานไทยในไซต์งานก่อสร้างแห่งหนึ่งในนครนิวไทเป นายจ้างจัดให้ตรวจสุขภาพและรับการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ (ภาพจากคุณเมษัณฑ์)
5. คัดกรองมะเร็งปอด (ตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ปริมาณรังสีต่ำ หรือ LDCT)
- มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งปอด : ชายอายุ 50–74 ปี หรือหญิงอายุ 45–74 ปี มีพ่อ แม่ ลูก หรือพี่น้อง เคยป่วยเป็นมะเร็งปอด
- ผู้สูบบุหรี่จัด : อายุ 50–74 ปี จำนวนปีของการสูบบุหรี่ × จำนวนซองต่อวัน ≥ 30 ซอง/วันและมีความตั้งใจจะเลิกบุหรี่หรือเลิกแล้วไม่เกิน 15 ปี ทั้งสองกลุ่มนี้สามารถรับการตรวจ LDCT ฟรีทุก 2 ปีต่อ 1 ครั้ง
6. การตรวจหาเชื้อ Helicobacter pylori ในอุจจาระ
ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป สำนักงานส่งเสริมสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุขและสวัสดิการ จะให้บริการตรวจหาเชื้อ Helicobacter pylori ในอุจจาระฟรี คนละ 1 ครั้ง แก่บุคคลอายุ 45-74 ปี ที่ยังไม่เคยเข้าร่วมโครงการทดสอบลมหายใจยูเรีย C13 ของสำนักงานส่งเสริมสุขภาพสำหรับพื้นที่ชนพื้นเมือง หรือโครงการนำร่องการตรวจหาเชื้อในอุจจาระปี 2567 และ 2568 โดยมีเป้าหมายเพื่อตรวจพบและรักษาเชื้อ Helicobacter pylori ในระยะเริ่มต้น ลดความเสี่ยงของมะเร็งกระเพาะอาหาร การตรวจนี้รวดเร็วและมีความแม่นยำสูง ผู้ที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสามารถนำบัตรประกันสุขภาพ ไปที่สถานพยาบาลที่กำหนดเพื่อเข้ารับการตรวจได้

แรงงานไทยในไซต์งานก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีเขียวในนครเถาหยวน (ภาพจากสำนักงานบริหารรถไฟฟ้าเถาหยวน)
และตั้งแต่ปี พ.ศ. 2568 เป็นต้นไป ได้มีการขยายเกณฑ์การตรวจและเพิ่มบริการตรวจหาเชื้อ HPV กลุ่มไวรัสที่ติดต่อได้ง่ายผ่านการสัมผัสผิวหนัง โดยเฉพาะทางเพศสัมพันธ์ เพื่อส่งเสริมการตรวจพบในระยะเริ่มต้นและรับการรักษาอย่างทันท่วงที
หากผลการตรวจคัดกรองพบความผิดปกติ โปรดเข้ารับการตรวจติดตามผลโดยเร็วที่สุด การตรวจพบและรักษาตั้งแต่ระยะแรกจะช่วยลดความเสี่ยงจากโรคมะเร็งได้อย่างมีประสิทธิภาพ
หากมีคำถามเกี่ยวกับการตรวจคัดกรองมะเร็ง สามารถขอให้นายจ้างช่วยตรวจสอบได้ที่เว็บไซต์กิจกรรมตรวจคัดกรองมะเร็งทั่วประเทศ หรือติดต่อกองอนามัยท้องที่ หากต้องการล่ามแปลภาษากรุณาโทรสายด่วนคุ้มครองแรงงาน 1955
2. เตือน! เปลี่ยนกะบ่อย เล่นมือถือ นาฬิกาชีวิตเพี้ยน ทำให้นอนไม่หลับหรือหลับไม่สนิท เสี่ยงป่วยหลายโรค กระทรวงแรงงานแนะวิธีแก้ปัญหา
แรงงานต่างชาติที่เดินทางมาทำงานในไต้หวัน ส่วนใหญ่ทำงานประเภทที่เป็นงานหนัก สกปรก อันตราย หรือที่เรียกกันว่างานประเภท 3D ซึ่งในไต้หวันจะเรียกตามภาษาญี่ปุ่นว่า 3K หากเป็นงานก่อสร้างหรือโรงงานที่ไม่ทำงานเป็นกะ แต่อาจต้องทำงานล่วงเวลาหรือโอที คงไม่เป็นไร ได้นอนกลางคืนตามปกติ แต่มีโรงงานบางแห่ง ต้องทำงานเปลี่ยนกะ และแรงงานท้องถิ่นมักจะเลือกทำงานกะกลางวัน ส่วนกะกลางคืนให้แรงงานต่างชาติเหมา หากทำกลางคืนกะเดียวไปตลอดคงไม่ค่อยเท่าไหร่ แม้กลางวันอาจหลับยาก แต่นานไปร่างกายปรับตัวได้ก็จะชิน ทว่าบางโรงงานต้องสลับกะบ่อย ๆ เปลี่ยนกะทำงานสัปดาห์ละครั้งหรือเดือนละครั้ง ยิ่งสลับกะบ่อย นาฬิกาชีวิตจะยิ่งไม่คงที่ ส่งผลร่างกายปรับตัวไม่ทัน ยิ่งมีปัญหาทางสุขภาพ บางคนใช้วิธีนับแกะเชื่อว่าช่วยหลับง่ายขึ้น แพทย์ชี้ยิ่งทำให้กังวล หลับยาก นานวันเข้าส่งผลเสียต่อสุขภาพ

ปัญหานี้ แพทย์ชี้ว่า ควรนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอวันละ 7-9 ชั่วโมง สำหรับผู้ที่ต้องทำงานเปลี่ยนกะ นอนหลับในช่วงกลางวัน กระทรวงแรงงานแนะนำวิธีแก้ปัญหาการนอนหลับดังนี้ :
- ใส่ผ้าปิดตาหรือใช้ผ้าขนหนูบาง ๆ ปิดตาและใส่ที่อุดหู หากสภาพแวดล้อมเอื้ออำนวยให้ดึงผ้าม่านลงและปิดหน้าต่างเก็บเสียงเพื่อให้ห้องนอนมืดและเงียบสงบ
- ในวันหยุดควรนอนหลับพักผ่อนเวลาเดียวกับช่วงวันทำงาน เพื่อไม่ให้ร่างกายสับสน
- กรณีทำงานเป็นกะ ต้องสังเกตตารางทำงาน ลดความถี่ในการเปลี่ยนกะ ไม่ควรเปลี่ยนกะทุกสัปดาห์ เพราะร่างกายต้องการเวลาปรับตัว

- หากต้องเปลี่ยนกะการทำงานให้วนตามเข็มนาฬิกา จากกะเช้าเปลี่ยนเป็นกะเที่ยง จากกะเที่ยงเป็นกะกลางคืน จากกะกลางคืนเป็นกะเช้า วนอย่างนี้เรื่อยไป
- ก่อนนอนห้ามอ่านหนังสือ ไม่เล่นมือถือ หรือดูซีรีส์ เพราะจะทำให้ประสาทตื่นตัว นอนหลับยาก
- ปิดเสียงโทรศัพท์ หรือเอาโทรศัพท์ไปชาร์จแบตที่อื่นที่ไม่ใช่เตียงนอน
- อาบน้ำอุ่นก่อนนอน
- เปิดพัดลมเพื่อให้เสียงพัดลมกลบเสียงอย่างอื่น หรือใช้วัสดุกันเสียงในห้องนอน ปัจจุบันมีหูฟังตัดเสียงรบกวนภายนอก เปิดเพลงบรรเลงเบา ๆ ฟัง ช่วยตัดปัญหาเสียงรบกวนจากเพื่อนร่วมหอที่เล่นการพนันหรือพูดคุยส่งเสียงดังได้
- ไม่ดื่มสุราหรือกาแฟ ไม่ทานอาหารหนักก่อนนอน หากหิวให้รับประทานของว่าง

ในรายที่มีปัญหาในการนอนมากจริง ๆ อาจพิจารณารับประทานยาช่วยนอนหลับได้ หลังจากพบแพทย์และให้แพทย์พิจารณาจ่ายยาช่วยนอนหลับและปริมาณที่สมควรกินตามความเหมาะสม
ที่กล่าวมาเป็นคนทำงานเปลี่ยนกะ เมื่อต้องมานอนกลางวันอาจทำให้นอนไม่หลับหรือหลับไม่สนิท แต่มีคนอีกกลุ่มหนึ่ง ทำงานกะกลางวัน กลางคืนแทนที่จะนอนก็ไม่ยอมนอน เล่นการพนัน ติดสมาร์ตโฟน เล่นโซเชียลหรือดูหนัง ดูซีรีส์ การไม่ได้นอนหลับเต็มที่ จะส่งผลเสียต่อสุขภาพ ทำให้ไม่มีสมาธิ หงุดหงิดง่าย ระยะยาวเพิ่มความเสี่ยงเป็นโรคเบาหวาน โรคความดัน โรคซึมเศร้า ฯลฯ

การนอนเป็น 1 ใน 3 ปัจจัยสำคัญต่อสุขภาพที่ดี องค์การอนามัยโลกระบุว่า ควรนอนหลับให้เพียงพอวันละ 7-9 ชั่วโมง แต่จากข้อมูลพบว่าประชากรโลกร้อยละ 45 มีอาการผิดปกติอย่างใดอย่างหนึ่ง ในจำนวนนี้ 35% มีปัญหานอนไม่หลับจากการทำงานเปลี่ยนกะ หรือการใช้ชีวิตอยู่กับอินเทอร์เน็ต ดูคลิปวิดีโอ ดูการแข่งขันกีฬา ดูซีรีส์ หรือเล่นโซเชียล รวมทั้งการทำงานก่อนนอน แพทย์แนะการทำงานหรือการเล่นมือถือ ควรทำก่อนเข้านอนประมาณ 4 ชั่วโมง ไม่เช่นนั้นร่างกายจะรู้สึกตื่นตัว และนอนไม่หลับ ยิ่งแสงสีฟ้าจากมือถือยิ่งมีผลทำให้รู้สึกนอนหลับยาก นอกจากนี้ ที่หลายคนเชื่อว่าการนับแกะจะช่วยให้นอนหลับง่ายนั้น แพทย์บอกว่า จริง ๆ แล้วไม่มีข้อมูลยืนยัน แต่ที่แน่ ๆ จะทำให้เกิดความกังวล ยิ่งทำให้หลับยากขึ้น
3. ค่าโดยสาร 800…ทำแรงงานเวียดนามลังเลไม่กล้าขึ้นรถ แท็กซี่ใจดีใช้ข้อความส่งต่อความอบอุ่น เสียค่าโดยสารเพียง 150 เหรียญ
จากกรณีที่เกิดกระแสสังคมเกี่ยวกับเหตุการณ์พนักงานขายในอาคารไทเป 101 ถูกตั้งข้อสงสัยว่าเลือกปฏิบัติต่อแรงงานเวียดนาม ล่าสุดได้มีอีกหนึ่งเรื่องราวที่สะท้อนมุมอบอุ่นของสังคมไต้หวัน เมื่อคนขับแท็กซี่รายหนึ่งออกมาแบ่งปันประสบการณ์การช่วยเหลือแรงงานเวียดนามให้เดินทางกลับที่พักโดยคิดค่าโดยสารเพียงเล็กน้อย พร้อมอำนวยความสะดวกด้านการเดินทางอย่างเต็มใจ

นายหวังกั๋วชุน วัย 35 ปี โชเฟอร์หนุ่มหล่อใจดีและนักเขียนซึ่งเป็นที่รู้จักในโลกออนไลน์ (ภาพจาก เพจผมเป็นเพียงโชเฟอร์คนหนึ่ง)
นายหวังกั๋วชุน วัย 35 ปีคนขับแท็กซี่และนักเขียนซึ่งเป็นที่รู้จักในโลกออนไลน์ ได้โพสต์เรื่องราวผ่านเฟซบุ๊กเพจผมเป็นเพียงโชเฟอร์คนหนึ่งของเขา ระบุว่า ตนเติบโตในครอบครัวผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ เคยทำงานใช้แรงงานและทำงานร่วมกับแรงงานไทยและเวียดนามมาเป็นเวลานาน จึงมีความเข้าใจและให้ความเคารพแรงงานต่างชาติมากเป็นพิเศษ ปัจจุบันประกอบอาชีพขับแท็กซี่ และในช่วงวันหยุดมักให้บริการผู้โดยสารซึ่งเป็นแรงงานต่างชาติอยู่เสมอ บางครั้งถึงกับเรียกผู้โดยสารว่า “เหล่าต้า” หรือลูกพี่โดยไม่รู้สึกว่าศักดิ์ศรีหรือคุณค่าของตนจะลดลงแต่อย่างใด
นายหวังระบุว่า เขาเชื่อว่าแท็กซี่ไม่ใช่เพียงพาหนะในการเดินทางเท่านั้น แต่ยังมีบทบาทต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวและภาพลักษณ์ระหว่างประเทศของไต้หวันด้วย เนื่องจากทัศนคติและการให้บริการของคนขับแท็กซี่ มักจะเป็นความประทับใจแรกของชาวต่างชาติที่มีต่อไต้หวัน โชเฟอร์แท็กซี่รายนี้เล่าว่า เมื่อไม่นานมานี้ ขณะที่ตนกำลังเข้าแถวรอรับผู้โดยสารที่สถานีรถไฟความเร็วสูงเมืองจางฮั่ว ได้พบแรงงานเวียดนามรายหนึ่งต้องการเดินทางไปยังสถานีรถไฟจางฮั่ว แต่เนื่องจากสถานีรถไฟความเร็วสูงอยู่ห่างจากตัวเมือง หากนั่งแท็กซี่ไปโดยตรง ค่าโดยสารตามมิเตอร์จะอยู่ที่ราว 800 เหรียญไต้หวัน ทำให้ผู้โดยสารลังเลไม่กล้าตัดสินใจขึ้นรถ

นายหวังกั๋วชุน วัย 35 ปี โชเฟอร์หนุ่มหล่อใจดีและนักเขียนซึ่งเป็นที่รู้จักในโลกออนไลน์ (ภาพจาก เพจผมเป็นเพียงโชเฟอร์คนหนึ่ง)
เนื่องจากอุปสรรคด้านภาษา แรงงานเวียดนามรายดังกล่าวจึงโทรศัพท์หาเพื่อนที่สามารถสื่อสารภาษาจีนได้ เพื่อสอบถามว่ามีวิธีเดินทางที่ประหยัดกว่านี้หรือไม่ นายหวังจึงเสนอทางเลือก โดยแนะนำให้โดยสารแท็กซี่ไปยังสถานีรถไฟใกล้เคียงก่อน แล้วต่อรถไฟไปยังสถานีจางฮั่ว ซึ่งจะเสียค่าแท็กซี่เพียงประมาณ 150 เหรียญไต้หวัน
อย่างไรก็ตาม นายหวังตระหนักว่าแรงงานเวียดนามซึ่งเพิ่งเดินทางมาไต้หวันไม่นาน อาจไม่คุ้นเคยกับขั้นตอนการซื้อตั๋วและการขึ้นรถไฟ จึงคิดช่วยเหลือเพิ่มเติม โดยเขาใช้แอปบันทึกข้อความในโทรศัพท์ เขียนเป็นภาษาจีนว่า “ผมต้องการซื้อตั๋วไปสถานีรถไฟจางฮั่ว ผมเป็นชาวเวียดนาม เพิ่งมาไต้หวัน ฟังภาษาจีนไม่เข้าใจ รบกวนช่วยแนะนำวิธีการเดินทางให้ด้วย ขอบคุณครับ” จากนั้นได้อธิบายด้วยท่าทางให้ผู้โดยสารถ่ายภาพข้อความดังกล่าว เพื่อนำไปแสดงต่อเจ้าหน้าที่การรถไฟไต้หวัน หวังให้การต่อรถเป็นไปอย่างราบรื่น

ข้อความภาษาจีนที่หวังกั๋วชุนเขียนให้แรงงานเวียดนาม เพื่อนำไปแสดงต่อเจ้าหน้าที่การรถไฟไต้หวัน หวังให้การต่อรถเป็นไปอย่างราบรื่น (ภาพจากเพจผมเป็นเพียงโชเฟอร์คนหนึ่ง)
เมื่อเดินทางถึงจุดหมาย ค่าโดยสารเป็นไปตามที่คาดไว้คือ 150 เหรียญ โดยแรงงานเวียดนามรายดังกล่าวแสดงความขอบคุณด้วยการพยักหน้าและกล่าวว่า “เซี่ย เซี่ย” ซึ่งเป็นคำภาษาจีนเพียงคำเดียวที่เขาพูดตลอดการเดินทาง นายหวังกล่าวว่า แม้รายได้จากเที่ยวนี้จะลดลงจาก 800 เหรียญเหลือเพียง 150 เหรียญ แต่ “น้ำใจและความอบอุ่นกลับเพิ่มขึ้น” และเชื่อว่าแรงงานเวียดนามที่เพิ่งเดินทางมาไต้หวันรายนี้ จะสามารถสัมผัสได้ถึงความมีน้ำใจของสังคมไต้หวันและคนขับแท็กซี่
นายหวังยังเรียกร้องให้เพื่อนร่วมอาชีพไม่ควรฉวยโอกาสเอาเปรียบแรงงานต่างชาติ เพียงเพราะผู้โดยสารไม่เข้าใจภาษา หรือไม่รู้ช่องทางร้องเรียน โดยกล่าวว่า ควรเอาใจเขามาใส่ใจเรา หากเป็นบุตรหลานของตนเองไปทำงานต่างประเทศแล้วถูกเอาเปรียบ ย่อมไม่มีใครรู้สึกดี และอาจส่งผลให้มองภาพลักษณ์ของประเทศนั้นในแง่ลบ

นายหวังกั๋วชุน วัย 35 ปี โชเฟอร์หนุ่มหล่อและนักเขียนซึ่งเป็นที่รู้จักในโลกออนไลน์ เห็นว่าไม่ควรฉวยโอกาสเอาเปรียบแรงงานต่างชาติ เพียงเพราะผู้โดยสารไม่เข้าใจภาษา (ภาพจาก เพจผมเป็นเพียงโชเฟอร์คนหนึ่ง)
เขาย้ำว่า แม้การขับแท็กซี่จะไม่ใช่อาชีพที่มีข้อจำกัดสูง แต่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของไต้หวัน หากชาวต่างชาติที่เพิ่งเดินทางมาถึงไต้หวันต้องเผชิญประสบการณ์การใช้บริการแท็กซี่ที่ไม่ดี ย่อมส่งผลต่อความรู้สึกและทัศนคติต่อประเทศโดยรวม “อย่ามองว่าเป็นเพียงผู้โดยสารชั่วคราวแล้วให้บริการแบบขอไปที และอย่าใช้ความได้เปรียบจากอุปสรรคด้านภาษาหรือการไม่รู้สิทธิของแรงงานต่างชาติ เพื่อเรียกเก็บค่าโดยสารเกินจริง” นายหวังกล่าว พร้อมเน้นว่า หากทุกคนสามารถขยายมุมมองจากผลประโยชน์ส่วนตัวไปสู่ประโยชน์ส่วนรวม จะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อการให้บริการของแท็กซี่ไต้หวันได้มากขึ้น
นายหวังทิ้งท้ายว่า แม้ยังมีคนขับจำนวนไม่น้อยที่ให้บริการได้ไม่น่าประทับใจ และไม่อาจเปลี่ยนแปลงผู้อื่นได้ทั้งหมด แต่ทุกคนสามารถเริ่มต้นเปลี่ยนแปลงจากตัวเอง เพื่อร่วมกันสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับสังคมไต้หวันต่อไป

คนขับแท็กซี่ในไต้หวันถือว่า มีมาตรฐานการบริการที่ดีและน่าไว้ใจสูง เมื่อเทียบกับหลายประเทศในเอเชีย (ภาพจาก nextapple.com)
สำหรับคนไทยในไต้หวัน โดยเฉพาะแรงงานไทย คงใช้บริการแท็กซี่บ่อยกว่าระบบขนส่งสาธารณะอย่างอื่น เช่นรถไฟและรถบัสโดยสาร เพราะสะดวก ไม่ต้องเปลี่ยนรถหลายต่อ ไม่ทราบว่า ท่านมีความเห็นต่อคนขับแท็กซี่ของไต้หวันอย่างไร? แต่โดยรวมแล้ว คนขับแท็กซี่ในไต้หวันถือว่า มีมาตรฐานการบริการที่ดีและน่าไว้ใจได้สูง เมื่อเทียบกับหลายประเทศในเอเชีย อย่างไรก็ตาม ประสบการณ์อาจแตกต่างกันไปตามประเภทของรถและวิธีการเรียกใช้งาน สรุปภาพรวมการบริการของรถแท็กซี่ไต้หวัน ดังนี้ :
1. ภาพรวมการบริการของรถแท็กซี่ไต้หวัน
- ด้านความซื่อสัตย์ : ส่วนใหญ่จะใช้มิเตอร์ (Meter) เป็นหลัก ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องการโกงราคาหรือพาอ้อมโดยเจตนา ยกเว้นในบางพื้นที่ท่องเที่ยวห่างไกลที่อาจมีการตกลงราคาแบบเหมา
- ด้านความสะอาด : รถแท็กซี่ส่วนใหญ่ (โดยเฉพาะในเมืองใหญ่อย่างไทเป) ค่อนข้างสะอาดและได้รับการบำรุงรักษาดี
- มารยาท : คนขับส่วนใหญ่มารยาทดีและให้เกียรติผู้โดยสาร แต่อาจจะมีอุปสรรคด้านการสื่อสารทางภาษา เพราะคนขับรุ่นเก่าส่วนใหญ่จะพูดภาษาอังกฤษได้จำกัด แรงงานไทยจำนวนมากใช้มือถือแปลภาษาสื่อกับคนขับ

แรงงานต่างชาติเป็นผู้โดยสารกลุ่มใหญ่ของแท็กซี่ในไต้หวัน (ภาพจาก gvm.com.tw)
2. รูปแบบบริการของแท็กซี่ในไต้หวัน
- Taxi ทั่วไป (รถสีเหลือง) : โบกง่ายตามท้องถนนหรือจุดจอดแท็กซี่ สะดวกมากสำหรับระยะใกล้ แต่คนขับอาจจะขับ "ซิ่ง" บ้างในบางครั้ง ตามสไตล์ท้องถิ่น
- Uber / บริการเรียกรถเดินทางผ่านแอปพลิเคชันบนสมาร์ตโฟน : เป็นทางเลือกที่นักท่องเที่ยวไทยนิยมมาก เพราะระบุจุดหมายในแอปได้เลย ไม่ต้องกังวลเรื่องการสื่อสาร และจ่ายผ่านบัตรเครดิตได้ทันที
- แอป 55688 (Taiwan Taxi) : เป็นเครือข่ายแท็กซี่ที่ใหญ่ที่สุดในไต้หวัน บริการมีความเป็นมืออาชีพสูงมาก รถสะอาด และมีมาตรฐานความปลอดภัยดีเยี่ยม โดยเรียกรถผ่านโทรศัพท์หรือแอป
- การชำระเงิน : แท็กซี่ส่วนใหญ่รับบัตร EasyCard (บัตรที่ใช้ขึ้นรถไฟฟ้า) แต่บางคันอาจจะรับเฉพาะเงินสด ควรเช็กสติกเกอร์ที่กระจกรถก่อนขึ้น
- ความปลอดภัย : ไต้หวันเป็นประเทศที่ปลอดภัยมาก การลืมของไว้บนรถแท็กซี่มีโอกาสได้คืนสูงหากคุณใช้การเรียกผ่านแอป หรือจดเลขทะเบียนรถไว้
สรุป : ถ้าคุณเน้นความสะดวกและสื่อสารง่าย Uber คือคำตอบที่ดีที่สุด แต่ถ้าเน้นความไวและหาได้ทุกมุมถนน แท็กซี่เหลือง ก็ไว้ใจได้ไม่แพ้กัน