ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ไต้หวันเผชิญกับปัญหาการฉ้อโกงออนไลน์อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการหลอกลงทุน การแอบอ้างชื่อบุคคลมีชื่อเสียง และโฆษณาปลอมบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ซึ่งไม่เพียงสร้างความเสียหายทางการเงิน แต่ยังบั่นทอนความเชื่อมั่นของสังคมโดยรวม ล่าสุด Meta บริษัทแม่ของเฟซบุ๊กและอินสตาแกรม ได้ออกมาเปิดเผยความคืบหน้าในการรับมือกับปัญหานี้ โดยระบุว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา บริษัทได้ยกระดับความสามารถในการป้องกันการฉ้อโกงอย่างเต็มรูปแบบ และถือเป็นรายแรกที่นำเทคโนโลยีการจดจำใบหน้ามาใช้ เพื่อต่อกรกับการแอบอ้างชื่อบุคคลที่มีชื่อเสียงในการหลอกลงทุน
นอกจากนี้ Meta ยังนำปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจจับการฉ้อโกงผ่านระบบอัตโนมัติ ทำให้สามารถระบุและถอดโฆษณาหลอกลวงได้รวดเร็วขึ้น ก่อนที่จะขยายวงกว้างไปถึงผู้ใช้งานจำนวนมาก อีกหนึ่งมาตรการสำคัญคือการริเริ่มระบบยืนยันตัวตนผู้ลงโฆษณาเป็นครั้งแรกในไต้หวัน ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการกวาดล้างเครือข่ายมิจฉาชีพข้ามชาติ เพราะที่ผ่านมา ผู้ไม่หวังดีสามารถสร้างบัญชีปลอม และยิงโฆษณาหลอกลวงได้ง่ายมาก ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2568 เป็นต้นมา Meta ได้ร่วมมือกับกระทรวงพัฒนาดิจิทัล กระทรวงมหาดไทย และสำนักงานสอบสวนคดีอาญาของไต้หวัน จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการและอภิปรายอย่างต่อเนื่อง ภายใต้แนวคิด “รวมพลังปราบปรามมิจฉาชีพ” โดยใช้ 3 กลยุทธ์หลัก ได้แก่ เสริมสร้างมาตรการป้องกันการฉ้อโกงบนแพลตฟอร์ม กวาดล้างเครือข่ายกลุ่มมิจฉาชีพ และร่วมมือกับพันธมิตรทุกภาคส่วน เพื่อสร้างแนวป้องกันที่เข้มแข็ง
ผลลัพธ์จากมาตรการเหล่านี้ถือว่าน่าสนใจมาก ตั้งแต่ปี 2568 เป็นต้นมา Meta สามารถถอดโฆษณาหลอกลวงออกจากแพลตฟอร์มทั่วโลกไปแล้วกว่า 134 ล้านรายการ และยังให้การสนับสนุนหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายในการระบุตัวตนและติดตามจับกุมขบวนการมิจฉาชีพอีกด้วย ข้อมูลในช่วง 15 เดือนที่ผ่านมา ยังพบว่า อัตราการรายงานโฆษณาหลอกลวงจากผู้ใช้งานลดลงมากกว่า 50% ซึ่งสะท้อนว่า ระบบตรวจจับเชิงรุกเริ่มทำงานได้ผล และผู้ใช้งานอาจเห็นโฆษณาหลอกลวงน้อยลงกว่าที่เคย

แม้แพลตฟอร์มและรัฐบาลจะพยายามเต็มที่ คำถามสำคัญก็คือ แล้ว “ผู้ใช้งาน” อย่างเรา พร้อมรับมือกับข่าวปลอมมากแค่ไหน
รายงานอินเทอร์เน็ตไต้หวันประจำปี 2025 ที่เผยแพร่โดย Taiwan Network Information Center หรือ TWNIC ได้สำรวจประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไป เกี่ยวกับพฤติกรรมการใช้งานอินเทอร์เน็ต หนึ่งในประเด็นที่น่าสนใจ คือ ความมั่นใจในการตรวจสอบความถูกต้องของข่าวสาร ผลสำรวจพบว่า 16.16% ของประชาชนมีความมั่นใจมาก และ 40.95% ค่อนข้างมั่นใจ เมื่อนำมารวมกัน เท่ากับว่า กว่า 57% ของผู้ตอบแบบสอบถาม เชื่อว่าตนเองสามารถแยกแยะข่าวจริงข่าวปลอมได้ ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า เมื่อมองในเชิงพื้นที่ พบว่าความมั่นใจนี้แตกต่างกันตามภูมิภาค พื้นที่อี๋หลาน ฮัวเหลียน และไถตง มีอัตราความมั่นใจสูงสุดกว่า 70% ขณะที่เขตเมืองใหญ่อย่างกรุงไทเป นิวไทเป จีหลง และเถาหยวน ก็มีสัดส่วนมากกว่า 60% ส่วนพื้นที่ที่มีความมั่นใจต่ำที่สุดคือ หยุนหลิน เจียอี้ และไถหนาน อยู่ที่ราว 41%
อย่างไรก็ตาม ศาสตราจารย์เถาเจิ้นเชา จากมหาวิทยาลัยหยางหมิงเจียวทง ซึ่งเป็นตัวแทนทีมวิจัย ชี้ให้เห็นประเด็นสำคัญว่าความมั่นใจของประชาชนอาจไม่ได้สะท้อนพฤติกรรมจริง เพราะเมื่อถามถึง “การลงมือตรวจสอบข้อมูล” กลับพบว่าประชาชนกว่า 60% ไม่เคยหรือแทบไม่เคยตรวจสอบข่าวสารด้วยตนเองเลย ในจำนวนนี้มีถึง 40.83% ไม่เคยตรวจสอบเลย และอีก 25.08% แทบไม่เคยตรวจสอบ ไม่ว่าจะเป็นการอ่านบทความเพิ่มเติม ดูวิดีโออธิบาย ใช้เครื่องมือตรวจสอบข่าว หรือแม้แต่พูดคุยแลกเปลี่ยนกับคนรอบตัว ปรากฏการณ์นี้สะท้อนสิ่งที่นักวิชาการเรียกว่า “ความมั่นใจสูง แต่การลงมือทำต่ำ” ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงสำคัญในยุคข่าวสารล้นมือเพราะเมื่อเราเชื่อว่าตัวเองเก่งพอ เราอาจลดความระมัดระวังและกลายเป็นเหยื่อของข่าวปลอมหรือการฉ้อโกงได้โดยไม่รู้ตัว
Hope Station: คุณหมอจอร์จ เลสลี แมคเคย์
ท่านผู้ฟังเคยสงสัยหรือเปล่าว่ารูปปั้นชายผู้คุกเข่าอธิษฐานบนเรือที่ถนนคนเดินตั้นซุ่ยเขาคือใคร? และทำไมชาวตั้นซุ่ยถึงยกย่องชาวต่างชาติท่านนี้ Hope Station ตอนนี้อยากพาท่านผู้ฟังมารู้จักกับคุณหมอจอร์จ เลสลี แมคเคย์ ผู้บุกเบิกการแพทย์แผนตะวันตกในไต้หวัน และทำสถิติถอนฟัน 100 ซี่ภายใน 1 ชั่วโมง