1. เทศกาลตรุษจีนหยุดยาว 9 วันเริ่มขึ้นแล้ว ปีนี้เป็นต้นไปมีการเพิ่ม “วันจ่าย” เป็นวันหยุดนักขัตฤกษ์ เตือนนายจ้างต้องปฏิบัติตามกฎหมาย
เทศกาลตรุษจีน 2569 ระหว่างวันอาทิตย์ที่ 15 กุมภาพันธ์ ถึงเสาร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ ถูกกำหนดให้เป็นวันหยุดที่นายจ้างต้องให้ลูกจ้างหยุดงานตามกฎหมาย เมื่อรวมวันเสาร์และวันอาทิตย์ หยุดยาวรวม 9 วัน

ตลาดตรุษจีนตี๋ฮั่วเจียในกรุงไทเป เปิดเมื่อ 31 ม.ค. ถึง 15 ก.พ. 2026 ชาวไต้หวันจำนวนมากไปจับจ่ายซื้อสินค้ารับตรุษจีนอย่างคึกคัก (ภาพจาก ftvnews.com.tw)
กองแรงงาน กรุงไทเปแจ้งให้สถานประกอบการและนายจ้างทุกแห่งทราบว่า ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2569 เป็นต้นไป ได้มีการเพิ่ม“วันจ่าย (小年夜 เสี่ยวเหนียนเย่)” ซึ่งตรงกับวันอาทิตย์ที่ 15 กุมภาพันธ์ เป็นวันหยุดนักขัตฤกษ์เพิ่มเป็นครั้งแรก โดยสลับไปหยุดชดเชยในวันศุกร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ นายจ้างจึงต้องปรับปรุงระเบียบการบริหารแรงงานให้สอดคล้องกับข้อกำหนดดังกล่าว และหลีกเลี่ยงการใช้หลักปฏิบัติเดิมซึ่งอาจก่อให้เกิดข้อพิพาทด้านแรงงานได้
2. เทศกาลตรุษจีนปีนี้หยุดยาว 9 วัน หากทำงานล่วงเวลาคิดค่าจ้างอย่างไร?
ในช่วงระหว่างเทศกาลตรุษจีน หากลูกจ้างต้องเข้าทำงาน นายจ้างจะจ่ายค่าจ้างอย่างไร? กระทรวงแรงงานให้คำตอบว่า ช่วงหยุดยาวเทศกาลตรุษจีน หากนายจ้างต้องการให้ลูกจ้างเข้าทำงาน จะต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้างก่อน การจ่ายค่าจ้างต้องเป็นไปตามกฎหมายกำหนด กล่าวคือทำงานล่วงเวลาหรือโอทีในวันหยุดนักขัตฤกษ์ ต้องจ่ายค่าจ้างเพิ่มขึ้น 1 วัน แต่หากตรงกับวันหยุดพักประจำสัปดาห์ ต้องจ่ายค่าจ้างใน 2 ชั่วโมงแรก 1.34 เท่าและชั่วโมงที่ 4-8 จ่ายค่าจ้างทำงานล่วงเวลา 1.67 เท่าของค่าจ้างปกติตามลำดับ

กรณีที่สถานประกอบการใด มีวันหยุดพักประจำสัปดาห์เหมือนกับระบบราชการ วันที่ 16-20 กุมภาพันธ์รวม 5 วัน เป็นวันหยุดนักขัตฤกษ์ วันที่ 14 และ 21 กุมภาพันธ์เป็นวันหยุดพักผ่อนประจำสัปดาห์ สามารถทำงานล่วงเวลาหรือโอทีได้ ส่วนวันอาทิตย์ที่ 15 และ 22 กุมภาพันธ์เป็นวันหยุดประจำสัปดาห์ที่ทำโอทีไม่ได้ ยกเว้นมีเหตุฉุกเฉินหรือภัยธรรมชาติ
ตามกฎหมายกำหนด ในวันหยุดนักขัตฤกษ์หรือวันหยุดราชการ นายจ้างมีหน้าที่ให้ลูกจ้างหยุดงาน 1 วัน พร้อมจ่ายค่าจ้างตามปกติ หากนายจ้างมีความจำเป็นต้องให้ลูกจ้างมาปฏิบัติงานในช่วง 16-20 กุมภาพันธ์ จะต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้างเป็นการล่วงหน้า และกรณีที่ให้ทำงานไม่เกิน 8 ชั่วโมง นายจ้างต้องจ่ายค่าโอทีเพิ่มอย่างน้อยเท่ากับค่าจ้าง 1 วัน ตามที่กฎหมายกำหนด หรืออาจตกลงให้มีการชดเชยวันหยุดในวันทำงานอื่นแทนได้

ช่วงตรุษจีน ผู้คนในไต้หวันนิยมแขวนหรือติดกระดาษแดงที่เขียนคำมงคล (ภาพจาก ftvnews.com.tw)
ตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไป ค่าจ้างขั้นต่ำได้ปรับเพิ่มเป็น 29,500 เหรียญไต้หวันต่อเดือน ส่วนลูกจ้างชาวไต้หวันที่ทำงานเป็นรายชั่วโมง ปรับเพิ่มเป็น 196 เหรียญไต้หวันต่อชั่วโมง หากนายจ้างให้แรงงานต่างชาติที่รับค่าจ้างขั้นต่ำทำงานในช่วงวันหยุดนักขัตฤกษ์ ต้องจ่ายค่าโอทีเพิ่มขึ้นอีก 1 วัน (ไม่เกิน 8 ชั่วโมง) หรือ 984 เหรียญไต้หวัน ส่วนการทำงานในวันพักผ่อนประจำสัปดาห์ ได้แก่ 14 และ 21 กุมภาพันธ์ จ่ายค่าจ้างใน 2 ชั่วโมงแรก 1.34 เท่าและชั่วโมงที่ 4-8 จ่ายค่าจ้างทำงานล่วงเวลา 1.67 เท่าของค่าจ้างปกติ หรือรวม 8 ชั่วโมง 1,588 เหรียญไต้หวัน สำหรับวันหยุดประจำสัปดาห์ ได้แก่ 15 และ 22 กุมภาพันธ์ เป็นวันหยุดประจำสัปดาห์ที่ทำโอทีไม่ได้ ยกเว้นมีเหตุฉุกเฉินหรือภัยธรรมชาติ
สำนักงานมาตรฐานแรงงานและความเสมอภาคในการทำงาน กระทรวงแรงงานกล่าวว่า การทำงานในวันหยุดช่วงเทศกาลตรุษจีนดูเหมือนซับซ้อน แต่หากยึดหลักแบ่งวันหยุดเป็นวันหยุดนักขัตฤกษ์และวันหยุดประจำสัปดาห์ จะทำให้คิดง่ายขึ้น และกฎหมายอนุญาตให้สถานประกอบการสามารถจัดวันทำงานและวันหยุดพักผ่อนประจำสัปดาห์กันเองได้ ภายใต้หลักการแรงงานต้องได้รับวันหยุดงาน 2 วัน ทุก ๆ ระยะเวลา 7 วัน ในจำนวนนี้ เป็นวันหยุด 1 วัน วันพักผ่อน 1 วัน ดังนั้น วันหยุดประจำสัปดาห์จึงอาจไม่ตรงกับวันเสาร์และวันอาทิตย์ตามระบบราชการได้ เพื่อลดกรณีพิพาทจากการทำงานล่วงเวลา นายจ้างจึงควรหารือและได้รับความยินยอมจากลูกจ้างก่อน ทั้งนี้ หากนายจ้างฝ่าฝืนกฎหมาย ลูกจ้างสามารถร้องเรียนต่อกองแรงงานท้องที่หรือสายด่วนคุ้มครองแรงงาน 1955
3. อัยการสั่งฟ้องแรงงานไทยที่เจียอี้ คดีรับจ้างเซ็นรับพัสดุซองกาแฟยัดไส้เฮโรอีนบริสุทธิ์เกือบ 100 กิโลกรัม
นายสมหมาย (นามสมมุติ) อายุ 22 ปี แรงงานไทยที่เดินทางมาทำงานที่ไต้หวัน ถูกดำเนินคดีในข้อหาร่วมกันรับพัสดุที่มีการลักลอบซุกซ่อนเฮโรอีนในซองกาแฟ น้ำหนักสุทธิ 96 กิโลกรัม เจ้าหน้าที่ศุลกากรตรวจพบความผิดปกติและจับกุมตัวได้ แรงงานไทยรายนี้ให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา ล่าสุดอัยการสำนักงานอัยการเจียอี้ได้สรุปสำนวนและมีคำสั่งฟ้องในข้อหาฝ่าฝืนกฎหมายป้องกันและปราบปรามอันตรายจากยาเสพติดแล้ว

ตามสำนวนฟ้องของสำนักงานอัยการเจียอี้ระบุว่า ผู้ต้องหาเดินทางมาทำงานที่ไต้หวันเมื่อเดือนสิงหาคม 2568 ต่อมามีบุคคลชาวไทยคนหนึ่งชื่อเล่นว่า “หลาน” ติดต่อมา โดยทั้งสองฝ่ายตกลงกันให้หลานเป็นผู้จัดส่งยาเสพติดเฮโรอีนจากประเทศไทยเข้ามาในไต้หวัน โดยบรรจุในซองกาแฟอำพรางเป็นพัสดุอาหาร ส่วนแรงงานไทยผู้ต้องหารายนี้จะทำหน้าที่รับพัสดุในไต้หวัน แล้วส่งต่อให้บุคคลที่ไม่ทราบชื่อตามคำสั่งของนายหลาน พร้อมรับค่าตอบแทน

แรงงานหญิงไทยทำงานที่เจียอี้ ถูกจับขณะเซ็นชื่อรับพัสดุจากไทยที่บรรจุกระเป๋าถือจำนวนมาก กระเป๋าแต่ละใบมีชั้นในยัดซองเฮโรอีนบริสุทธิ์น้ำหนักรวม 12.5 กก.
อัยการเจียอี้ระบุว่า นายหลานได้นำผงเฮโรอีนบริสุทธิ์ซึ่งเป็นยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 จำนวน 2 ถุง น้ำหนักสุทธิ 96 กิโลกรัม ซุกซ่อนไว้ภายในกล่องพัสดุที่บรรจุซองกาแฟ และจัดส่งมายังที่พักของแรงงานไทยในเมืองเจียอี้ พัสดุดังกล่าวเดินทางถึงท่าอากาศยานนานาชาติเถาหยวนเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2568 เจ้าหน้าที่กรมศุลกากรตรวจพบความผิดปกติจากการสแกนด้วยเครื่องเอกซเรย์ จึงทำการตรวจสอบเพิ่มเติมและพบว่ามีการลักลอบซุกซ่อนยาเสพติดไว้ในกล่องพัสดุ ก่อนส่งเรื่องให้กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางดำเนินการสืบสวนต่อ ต่อมาเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม เจ้าหน้าที่สำนักงานสอบสวนเมืองเจียอี้ปลอมตัวเป็นพนักงานส่งพัสดุเพื่อนำกล่องดังกล่าวไปส่ง นายสมหมายเป็นผู้ลงนามรับพัสดุด้วยตนเอง ก่อนถูกจับกุมตัวได้ในที่เกิดเหตุทันที

แรงงานหญิงไทยทำงานที่เจียอี้ ถูกจับขณะเซ็นชื่อรับพัสดุจากไทยที่บรรจุกระเป๋าถือจำนวนมาก กระเป๋าแต่ละใบมีชั้นในยัดซองเฮโรอีนบริสุทธิ์น้ำหนักรวม 12.5 กก.
สำนักงานอัยการระบุว่า ชายชื่อหลานเป็นผู้บงการอยู่เบื้องหลังและทำหน้าที่ลำเลียงเฮโรอีนจากประเทศไทยมายังไต้หวัน ซึ่งถือว่าความผิดฐานลักลอบขนส่งยาเสพติดสำเร็จตั้งแต่ต้นทางแล้ว ดังนั้นแรงงานไทยที่เป็นผู้รับพัสดุจึงมีความผิดทั้งข้อหาลำเลียงยาเสพติดประเภทที่ 1 ตามกฎหมายป้องกันและปราบปรามอันตรายจากยาเสพติด และฐานลักลอบนำเข้าสิ่งของต้องห้ามตามกฎหมายปราบปรามการลักลอบนำเข้า อย่างไรก็ตาม เนื่องจากผู้ต้องหารับสารภาพโดยตลอดในชั้นสอบสวน อัยการจึงเสนอให้ศาลพิจารณาลดโทษตามกฎหมาย ทั้งนี้ การลักลอบขนส่งยาเสพติดประเภทที่ 1 โทษหนักมาก สูงสุดคือประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิตและปรับ 30 ล้านเหรียญไต้หวัน

เจ้าหน้าที่ตำรวจและอัยการระบุว่า เฮโรอีนที่ยึดได้มีน้ำหนักสุทธิมากถึง 96 กิโลกรัม หากคำนวณเป็นมูลค่าตลาดอาจสูงถึง 100 ล้านเหรียญไต้หวัน โชคดีที่สามารถสกัดได้ทันเวลา หากถูกนำไปเจือจางและกระจายออกสู่ตลาดยาเสพติด ย่อมก่อให้เกิดอันตรายต่อสังคมอย่างร้ายแรง
4. เฉียดตายหวุดหวิด! หินยักษ์หนักกว่าร้อยกิโลถล่มใส่รถกระบะกลางภูเขาเหมียวลี่ กระแทกกระจกหน้าเต็มแรง แต่คาอยู่ที่เสา A ช่วยชีวิต 2 แรงงานฟิลิปปินส์รอดปาฏิหาริย์
เกิดเหตุระทึกขวัญบนเส้นทางภูเขาในตำบลไท่อัน เมืองเหมียวลี่ เมื่อคืนวันที่ 8 กุมภาพันธ์ เวลาประมาณ 18.00 น. มีก้อนหินขนาดใหญ่จำนวนมากถล่มลงมาจากไหล่เขาตกใส่รถกระบะที่กำลังแล่นผ่านถนนจากบนเขาลงสู่ตัวเมือง หินก้อนหนึ่งซึ่งมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1 เมตร และมีน้ำหนักมากกว่า 100 กิโลกรัม ตกกระแทกกระจกหน้ารถอย่างรุนแรง ก่อนที่จะติดค้างอยู่บริเวณเสา A หรือเสาคู่แรกด้านหน้าซ้ายและขวาของตัวรถ โชคดีที่โครงสร้างดังกล่าวช่วยรับแรงกระแทก ทำให้ผู้โดยสาร 2 คนรอดชีวิตอย่างหวุดหวิด โดยได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

หินก้อนใหญ่หนักกว่าร้อยกิโลถล่มใส่รถกระบะกลางภูเขาเหมียวลี่ กระแทกกระจกหน้าเต็มแรง แต่คาอยู่ที่เสา A ช่วยชีวิต 2 แรงงานฟิลิปปินส์รอดปาฏิหาริย์ (ภาพจาก setn.com)
สถานีตำรวจต้าหูซึ่งรับผิดชอบพื้นที่เกิดเหตุรายงานว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลา 18.34 น. ผู้ขับซึ่งเป็นแรงงานชาวฟิลิปปินส์อายุ 42 ปี ขับรถกระบะพาผู้หญิงเพื่อนร่วมชาติวัย 51 ปี ลงจากภูเขาเพื่อพบแพทย์ และกำลังเดินทางกลับบ้านพักบนเขา เมื่อมาถึงช่วงโค้งบริเวณกิโลเมตรที่ 2 ของถนนสายดังกล่าว เกิดหินจำนวนมากหล่นถล่มลงมาจากไหล่เขาอย่างกะทันหัน หินขนาดใหญ่ก้อนหนึ่งพุ่งเข้าใส่รถอย่างตรง กระแทกทั้งกระจกหน้าและหลังคารถ จนฝังติดอยู่บริเวณส่วนหน้าของตัวรถ

หินก้อนใหญ่หนักกว่าร้อยกิโลถล่มใส่รถกระบะกลางภูเขาเหมียวลี่ กระแทกกระจกหน้าเต็มแรง แต่คาอยู่ที่เสา A ช่วยชีวิต 2 แรงงานฟิลิปปินส์รอดปาฏิหาริย์ (ภาพจาก setn.com)
แม้ว่าหินก้อนดังกล่าวจะมีขนาดใกล้เคียงกับเสา A ของรถกระบะ แต่โชคดีที่มันติดคาอยู่กับโครงสร้างตัวรถ ทำให้ไม่ทะลุเข้าสู่ห้องโดยสาร และไม่โดนตัวผู้ขับขี่หรือผู้โดยสารโดยตรง มิฉะนั้นอาจเกิดความสูญเสียร้ายแรงได้ ทั้งสองคนได้รับเพียงบาดแผลถลอกเล็กน้อยและอยู่ในอาการตกใจ

หินจำนวนมากหล่นลงมาจากไหล่เขาที่เหมียวลี่ ตกใสรถกระบะเล็กคันหนึ่งที่กำลังวิ่งผ่าน 2 แรงงานฟิลิปปินส์รอดปาฏิหาริย์ (ภาพจาก setn.com)
เจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยกู้ภัยเดินทางถึงที่เกิดเหตุอย่างรวดเร็ว เจ้าหน้าที่กู้ชีพตรวจร่างกายเบื้องต้นและยืนยันว่าไม่มีใครได้รับบาดเจ็บสาหัส อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์หินถล่มทำให้การจราจรในพื้นที่ได้รับผลกระทบ ตำรวจจึงเร่งเคลียร์เศษหินขนาดเล็กออกจากผิวถนนเป็นการชั่วคราว พร้อมตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ของคนขับ ซึ่งไม่พบว่ามีการดื่มสุรา

หินจำนวนมากหล่นลงมาจากไหล่เขาที่เหมียวลี่ ตกใสรถกระบะเล็กคันหนึ่งที่กำลังวิ่งผ่าน 2 แรงงานฟิลิปปินส์รอดปาฏิหาริย์ (ภาพจาก setn.com)
สถานีตำรวจต้าหูระบุว่า จะประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เพิ่มการตรวจตราและเฝ้าระวังในเส้นทางช่วงดังกล่าว เพื่อป้องกันเกิดเหตุซ้ำและดูแลความปลอดภัยของผู้ใช้รถใช้ถนน ขณะเดียวกันได้กล่าวเตือนว่า ถนนในพื้นที่ภูเขามีความเสี่ยงต่อการเกิดหินถล่ม โดยเฉพาะช่วงฝนตกหรือสภาพดินไม่มั่นคง จึงขอให้ผู้ขับขี่เพิ่มความระมัดระวัง ลดความเร็ว และสังเกตสภาพแวดล้อมรอบข้างอย่างใกล้ชิด เพื่อความปลอดภัยในการเดินทาง