Skip to the main content block
::: หน้าแรก| แผนผังเว็บไซต์| Podcasts|
|
Language

Formosa Dream Chasers - Programs - RTI Radio Taiwan International-logo

รายการ
| รายการล่าสุด
เลือกรายการ
ผู้จัดรายการ ตารางรายการ
ประเด็น (ข่าว) ยอดนิยม
繁體中文 简体中文 English Français Deutsch Indonesian 日本語 한국어 Русский Español ภาษาไทย Tiếng Việt Tagalog Bahasa Melayu Українська แผนผังเว็บไซต์

ไขปัญหาแรงงาน วันพุธที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569

ไขปัญหาแรงงาน กองแรงงานกรุงไทเป เชิญชวนตรวจสุขภาพฟรีที่สถานีรถไฟไทเป
ไขปัญหาแรงงาน กองแรงงานกรุงไทเป เชิญชวนตรวจสุขภาพฟรีที่สถานีรถไฟไทเป

1. เชิญชวนตรวจสุขภาพฟรี ! ที่สถานีรถไฟไทเป ปีนี้มี 4 รอบ รอบแรกเริ่มวันอาทิตย์ที่ 8 มีนาคมนี้เป็นต้นไป

เพื่อส่งเสริมสุขภาพที่ดีและยกระดับคุณภาพชีวิตของแรงงานต่างชาติ กองแรงงานกรุงไทเปร่วมกับมูลนิธิพุทธฉือจี้ จัดบริการตรวจสุขภาพแรงงานต่างชาติที่สถานีรถไฟไทเปเป็นประจำทุกปี  สำหรับปี 2569 มีจำนวน 4 รอบ ได้แก่ :

- วันอาทิตย์ที่ 8 มีนาคม

- วันอาทิตย์ที่ 14 มิถุนายน

- วันอาทิตย์ที่ 16 สิงหาคม

- วันอาทิตย์ที่ 4 ตุลาคม

เวลา : 12:30 - 15:00 น. สถานที่ : ห้องโถงสถานีรถไทเป

เชิญชวนพี่น้องชาวไทยที่มีปัญหาเกี่ยวกับฟัน สายตาและปัญหาสุขภาพอื่น ๆ ไปตรวจและปรึกษาแพทย์ได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย แต่อย่างลืมพกเอกสารสำคัญติดตัวไปด้วย ได้แก่ :

- นำบัตรประกันสุขภาพ บัตรถิ่นที่อยู่ (ARC) หรือหนังสือเดินทางไปด้วย

- หลังการตรวจหรือใช้บริการจะได้รับคูปองสำหรับนวดคลายเส้นฟรี และคูปองร้านสะดวกซื้อ (มีจำนวนจำกัด)

2. เมื่อนายจ้างล้มละลายหรือลดกิจการเลิกจ้างพนักงาน กฎหมายไต้หวันคุ้มครองลูกจ้างรับเงินชดเชยค่าให้ออกจากงานอย่างไร? เท่าไหร่?

แรงงานต่างชาติที่เดินทางมาทำงานในไต้หวัน ส่วนใหญ่ไม่มีปัญหาอยู่ทำงานกับนายจ้างรายเดียวตลอดจนครบ 12 ปีหรือได้รับการยกระดับเป็นแรงงานกึ่งฝีมือ สามารถอยู่ทำงานได้โดยไม่จำกัดเวลา แต่ก็อาจมีบางคนที่โชคร้าย จู่ ๆ นายจ้างประสบปัญหาด้านการเงิน จนต้องลดขนาดกิจการหรือเลิกกิจการไปเลย ซึ่งต้องให้พนักงานออกจากงาน แน่นอนแรงงานต่างชาติจะถูกให้ออกจากงานด้วย สำหรับแรงงานท้องถิ่นสามารถเข้าสู่ระบบประกันการว่างงาน ส่วนแรงงานต่างชาติ ไม่ต้องกังวลในเรื่องการทำงาน เพราะกระทรวงแรงงานมีกระบวนการช่วยเหลือให้ย้ายไปทำงานกับนายจ้างรายใหม่ ซึ่งการย้ายงานของแรงงานต่างชาติเนื่องจากนายจ้างล้มละลาย ง่ายกว่าคนงานที่ขอย้ายงานกันเอง เพราะการย้ายงานที่เกิดจากความประสงค์ของคนงานเอง โดยเฉพาะย้ายงานกลางสัญญา นายจ้างส่วนใหญ่จะไม่อยากรับ เพราะส่วนใหญ่เป็นคนงานที่มีปัญหา ไม่เรื่องใดก็เรื่องหนึ่ง ไม่งั้นนายจ้างเดิมจะไม่ยอมเสียโควตาให้ย้ายงานกลางคัน ผิดกับแรงงานต่างชาติที่ย้ายงานเพราะโรงงานลดขนาดหรือปิดกิจการ คนงานจำต้องย้ายงานโดยไม่ใช่ปัญหาที่เกิดจากตัวคนงาน นายจ้างหรือบริษัทจัดหางาน ส่วนใหญ่จะแย่งกันรับไปทำงานกับตน

กฎหมายมาตรฐานแรงงานของไต้หวัน (勞動基準法) เป็นกฎหมายแรงงานหลักที่มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองสิทธิและผลประโยชน์ขั้นพื้นฐานของลูกจ้าง สร้างความเป็นธรรมในความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง และรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและสังคม หนึ่งในประเด็นสำคัญที่กฎหมายให้ความคุ้มครองอย่างเข้มงวด คือ การเลิกจ้างลูกจ้าง เนื่องจากการสูญเสียงานย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อการดำรงชีวิตของลูกจ้างและครอบครัว

รายการวันนี้จะนำกลไกการคุ้มครองลูกจ้างกรณีถูกเลิกจ้างตามกฎหมายมาตรฐานแรงงานมาเล่าให้ฟัง โดยเน้นหลักการทางกฎหมาย เงื่อนไขการเลิกจ้าง สิทธิของลูกจ้าง และมาตรการเยียวยา

กฎหมายมาตรฐานแรงงานไต้หวัน ไม่ให้นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างโดยพลการ การเลิกจ้างต้องมีเหตุอันชอบด้วยกฎหมาย และเป็นไปตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดเท่านั้น

(1) การเลิกจ้างโดยมีเหตุ ตามกฎหมายมาตรฐานแรงงานของไต้หวัน มาตรา 11 นายจ้างอาจเลิกจ้างลูกจ้างได้เฉพาะกรณี เช่น

- ธุรกิจขาดทุนหรือประสบความยากลำบากในการดำเนินกิจการ

- ปิดกิจการ โอนกิจการ หรือเปลี่ยนแปลงโครงสร้างองค์กร

- ธุรกิจจำเป็นต้องลดกำลังคน

- ลูกจ้างไม่เหมาะสมกับตำแหน่งงานที่รับผิดชอบ

กรณีดังกล่าว ต้องไม่เกิดจากความผิดของลูกจ้าง

(2) การเลิกจ้างเนื่องจากความผิดร้ายแรงของลูกจ้าง ตามกฎหมายมาตรฐานแรงงานของไต้หวัน มาตรา 12 บัญญัติว่า นายจ้างสามารถบอกเลิกสัญญาจ้างแรงงานได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า และไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยการเลิกจ้าง หากลูกจ้างมีพฤติการณ์อย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ :

      1. ลูกจ้างแสดงเจตนาอันเป็นเท็จในการทำสัญญาจ้าง ทำให้นายจ้างหลงเชื่อ และมีความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดความเสียหายแก่นายจ้าง

      2. ลูกจ้างใช้ความรุนแรง หรือกระทำการดูหมิ่นอย่างร้ายแรงต่อนายจ้าง สมาชิกในครอบครัวของนายจ้าง ผู้แทนนายจ้าง หรือเพื่อนร่วมงาน

      3. ลูกจ้างถูกพิพากษาถึงที่สุดให้รับโทษจำคุก โดยมิได้รับการรอลงอาญา และไม่สามารถจ่ายค่าปรับเป็นโทษจำคุกได้

      4. ลูกจ้างฝ่าฝืนสัญญาจ้างหรือข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน และมีลักษณะเป็นการกระทำที่ร้ายแรง

      5. ลูกจ้างจงใจทำให้เครื่องจักร เครื่องมือ วัตถุดิบ ผลิตภัณฑ์หรือทรัพย์สินอื่นใดของนายจ้างเสียหาย หรือจงใจเปิดเผยความลับทางเทคนิคหรือทางธุรกิจของนายจ้าง จนก่อให้เกิดความเสียหายแก่นายจ้าง

      6. ลูกจ้างขาดงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควรเป็นเวลา 3 วัน หรือขาดงานรวมกันภายใน 1 เดือนเป็นจำนวน 6 วัน

กรณีดังกล่าวล้วนเป็นเหตุที่มีความร้ายแรง ตัวอย่างเช่น หากพนักงานเปิดเผยความลับของบริษัทให้แก่คู่แข่งทางการค้า ย่อมเข้าข่ายเหตุแห่งการเลิกจ้างตามข้อ 5 ข้างต้น

      กฎหมายมาตรฐานแรงงานของไต้หวันยึดหลักว่า นายจ้างไม่มีอำนาจเลิกจ้างลูกจ้างโดยพลการ การเลิกจ้างจะกระทำได้เฉพาะเมื่อมีเหตุอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นไปตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดดังที่กล่าวมา ทั้งนี้ เพื่อรักษาความมั่นคงในการจ้างงานและป้องกันการใช้อำนาจโดยไม่เป็นธรรม แต่เมื่อมีเหตุสุดวิสัย เช่น กรณีที่เกิดการลดขนาดกิจการหรือปิดกิจการ กำหนดให้นายจ้างต้องปฏิบัติดังนี้ :

      1. จ่ายค่าชดเชยให้ออกจากงาน :

นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยให้ออกจากงาน เพราะการที่นายจ้างบอกเลิกสัญญาจ้างกับลูกจ้าง โดยที่ลูกจ้างไม่มีความผิด ตามกฎหมายมาตรฐานแรงงานของไต้หวัน แบ่งการคำนวณค่าชดเชยการเลิกจ้างเป็นระบบเดิม และระบบใหม่ โดยพิจารณาจากวันที่ลูกจ้างเริ่มเข้าทำงาน

      - หลักเกณฑ์การคำนวณค่าชดเชยตามระบบเดิม ระบบเดิมใช้บังคับกับลูกจ้างที่เริ่มทำงานสถานประกอบการเดียวกัน ก่อนวันที่ 1 กรกฎาคม 2548 ตามมาตรา 17 แห่งกฎหมายมาตรฐานแรงงาน หลักเกณฑ์การคำนวณมีดังนี้

      - ทำงานต่อเนื่องกับนายจ้างรายเดียวกันครบทุก 1 ปี ให้จ่ายค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างเฉลี่ย 1 เดือน

      - ระยะเวลาที่เหลือซึ่งไม่ครบ 1 ปี ให้คำนวณตามสัดส่วน

      - หากระยะเวลาที่เหลือน้อยกว่า 1 เดือน ให้นับเป็น 1 เดือน

      หลักเกณฑ์การคำนวณค่าชดเชยตามระบบใหม่ ตามมาตรา 12 กฎหมายบำเหน็จบำนาญแรงงาน ระบบใหม่ใช้บังคับกับลูกจ้างที่เริ่มทำงานครั้งแรกหลังวันที่ 1 กรกฎาคม 2548 หรือลูกจ้างที่กลับเข้าทำงานใหม่หลังวันที่ดังกล่าว หลักเกณฑ์การคำนวณจะคิดจากอายุงานครบทุก 1 ปี ให้จ่ายค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างเฉลี่ย ½ เดือน เศษเดือนให้คำนวณตามสัดส่วน ค่าชดเชยรวมสูงสุดไม่เกินค่าจ้างเฉลี่ย 6 เดือน

      ทั้งนี้ การจ่ายค่าชดเชยให้ออกจากงานที่กล่าวมาข้างต้น นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างตามจำนวนเงินที่กำหนดภายในเวลา 30 วัน

      2. การบอกกล่าวล่วงหน้าก่อนเลิกจ้าง : เมื่อนายจ้างประสงค์จะบอกเลิกสัญญาจ้าง นอกจากจ่ายค่าชดเชยให้ออกจากงานแล้ว นายจ้างยังต้องมีการบอกกล่าวล่วงหน้าก่อนเลิกจ้าง ระยะเวลาที่นายจ้างต้องบอกกล่าวล่วงหน้าต่อลูกจ้าง ให้เป็นไปตามอายุงานต่อไปนี้ :

      - หากลูกจ้างทำงานมาเกินกว่า 3 เดือนขึ้นไปติดต่อกัน แต่ไม่เกิน 1 ปี ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าอย่างน้อย 10 วัน

      - หากลูกจ้างทำงานมาเกินกว่า 1 ปีขึ้นไปติดต่อกัน แต่ไม่เกิน 3 ปี ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าอย่างน้อย 20 วัน

      - หากลูกจ้างทำงานมาเกิน 3  ปีขึ้นไปติดต่อกัน ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าอย่างน้อย 30 วัน

      เมื่อลูกจ้างได้รับแจ้งการบอกกล่าวล่วงหน้าแล้ว อาจขอลางานเพื่อไปหางานใหม่ทำก็ได้ โดยได้รับค่าจ้าง ทั้งนี้ ต้องไม่เกิน 2 วันต่อสัปดาห์ หากนายจ้างไม่บอกกล่าวล่วงหน้าต่อลูกจ้างตามระยะเวลาที่กำหนดในวรรคก่อน ต้องจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้าง เท่ากับจำนวนวันที่ระบุให้ต้องบอกกล่าวล่วงหน้านั้น ๆ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง แม้กฎหมายกำหนดให้นายจ้างต้องให้ระยะเวลาบอกกล่าวล่วงหน้าตามอายุงาน แต่ก็อนุญาตให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างแทนระยะเวลาที่ขาดไป โดยคำนวณจากค่าจ้างเฉลี่ยรายวัน

      คนที่ถูกให้ออกจากงาน ยังพอหาได้ แม้จะยากกว่าแต่ก่อน แต่สำหรับคนที่ขอย้ายงานเอง แนะนำว่าอย่าดีกว่า เพราะคนงานต่างชาติที่ขอย้ายงานเอง นายจ้างและบริษัทจัดหางานบอกว่า ส่วนใหญ่จะมีปัญหา โอกาสที่จะย้ายงานสำเร็จน้อยลงมาก สำหรับแรงงานไทยที่ในโรงงานยังมีงานทำตามปกติ หรือหลายแห่งไม่ได้รับผลกระทบ ถือว่าโชคดี ขอให้ตั้งใจทำงาน ประหยัดอดออม เพราะไม่รู้ว่าจะเกิดปัญหากับตัวเมื่อไหร่

3. กรณีนายจ้างล้มละลาย ไม่มีเงินจ่ายค่าชดเชยให้ออกจากงาน ติดค้างค่าจ้าง ควรทำอย่างไรดี? ไม่ต้องกังวล กองทุนชดเชยค่าจ้างค้างจ่ายช่วยคุณได้

      ค่าจ้างเป็นค่าตอบแทนในการทำงานของลูกจ้าง และเป็นแหล่งรายได้หลักในการดำรงชีพของลูกจ้างและครอบครัว ขณะที่เงินบำนาญและเงินชดเชยการเลิกจ้างเป็นหลักประกันการดำรงชีวิตของลูกจ้างภายหลังการออกจากงาน ดังนั้น การคุ้มครองค่าจ้าง เงินบำนาญ และเงินชดเชยการเลิกจ้างจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้ลูกจ้างได้รับการคุ้มครองโดยทันทีในกรณีที่นายจ้างเลิกกิจการ อยู่ระหว่างการชำระบัญชี หรือถูกศาลพิพากษาให้ล้มละลาย จนเป็นเหตุให้มีการค้างชำระค่าจ้าง ค่าโอที เงินบำนาญ หรือเงินชดเชยการเลิกจ้าง และเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ลูกจ้างสูญเสียหลักประกันในการดำรงชีวิตอย่างกะทันหัน รัฐบาลจึงได้กำหนดระบบกองทุนชดเชยค่าจ้างค้างจ่ายไว้ตามบทบัญญัติมาตรา 28 แห่งกฎหมายมาตรฐานแรงงาน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมจิตสำนึกแห่งการเกื้อกูลกันของภาคธุรกิจและความรับผิดชอบร่วมกันของสังคม ตลอดจนเสริมสร้างความคุ้มครองด้านเศรษฐกิจและการดำรงชีวิตของลูกจ้าง

เมื่อนายจ้างล้มละลายหรือปิดกิจการโดยไม่มีเงินจ่ายค่าชดเชยให้ออกจากงาน แม้แต่ค่าจ้างก็ยังติดค้าง จะทำอย่างไรดี? ไม่ต้องกังวล ไต้หวันมีระบบช่วยเหลือแรงงานที่โชคร้าย นายจ้างล้มละลายหรือปิดกิจการและไม่สามารถจ่ายเงินสิทธิประโยชน์หรือค่าให้ออกจากงานได้ เรียกว่ากองทุนชดเชยค่าจ้างค้างจ่าย กองทุนฯ นี้ เป็นส่วนหนึ่งของระบบประกันภัยแรงงาน จะเก็บเบี้ยประกันเข้ากองทุนชดเชยค่าจ้างค้างจ่ายต่างหากจากนายจ้างแต่เพียงฝ่ายเดียว ซึ่งเป็นเงินไม่มาก แต่มีส่วนช่วยแรงงานได้เยอะ กล่าวคือ นายจ้างจะต้องจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนชดเชยค่าจ้างค้างจ่ายเป็นรายเดือน คิดเป็นอัตราส่วน 0.025% หรือ 2.5 เหรียญต่อวงเงินที่เอาประกันภัยแรงงาน 10,000 เหรียญ ยกตัวอย่างเช่น โรงงานแห่งหนึ่ง นายจ้างว่าจ้างแรงงาน 40 คน สมมุติว่าแต่ละเดือนวงเงินประกันที่นายจ้างจะต้องเอาประกันให้แก่ลูกจ้างทั้ง 40 คน เท่ากับ 1 ล้านเหรียญ นอกจากเบี้ยประกันภัยแรงงานในส่วนที่นายจ้างต้องรับผิดชอบแล้ว นายจ้างยังต้องจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนชดเชยค่าจ้างค้างจ่ายหมื่นละ 2.5 หรือ 250 เหรียญ จะเห็นได้ว่า จำนวนเงินที่จ่ายน้อยมาก แต่จะมีส่วนช่วยเหลือโรงงาน กรณีที่โชคร้ายต้องปิดกิจการและไม่มีเงินจ่ายค่าจ้างค้างจ่ายในส่วนที่ไม่เกิน 6 เดือนและเงินชดเชยให้ออกจากงาน สามารถยื่นขอจากกองทุนฯ นี้ได้ เป็นระบบคุ้มครองแรงงานกรณีที่โชคร้าย ซึ่งครอบคลุมถึงแรงงานต่างชาติด้วย

กรณีนายจ้างไม่นำส่งเงินสมทบกองทุนภายในกำหนด จะมีโทษหรือไม่ และจะส่งผลกระทบต่อลูกจ้างหรือไม่?

หากนายจ้างไม่นำส่งเงินสมทบกองทุนชดเชยค่าจ้างค้างจ่ายภายในกำหนดเวลา สำนักงานประกันภัยแรงงานจะดำเนินการทวงถาม จำกัดระยะเวลาการชำระ และส่งเรื่องบังคับคดีควบคู่ไปกับหนี้ค้างชำระของการประกันภัยแรงงาน การประกันการจ้างงาน และการประกันอุบัติเหตุจากการทำงาน นอกจากนี้ ยังจะจัดส่งข้อมูลการค้างชำระดังกล่าวเป็นรายเดือนให้กระทรวงแรงงาน เพื่อให้รัฐบาลท้องถิ่นในแต่ละเมืองตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมาย หากยังไม่นำส่งเงินสมทบ อาจถูกลงโทษปรับเป็นเงินตั้งแต่ 20,000-300,000 เหรียญไต้หวัน ทั้งนี้ แม้นายจ้างจะเคยค้างชำระเงินสมทบกองทุน แต่ภายหลังได้ชำระเงินสมทบครบถ้วนแล้ว ลูกจ้างยังคงมีสิทธิยื่นคำขอรับเงินสำรองจ่ายจากกองทุนดังกล่าวได้ตามกฎหมาย

กฎหมายมาตรฐานแรงงานของไต้หวันได้วางระบบการคุ้มครองลูกจ้างกรณีถูกเลิกจ้างไว้อย่างรอบด้าน โดยจำกัดอำนาจการเลิกจ้างของนายจ้าง กำหนดเงื่อนไขและขั้นตอนที่ชัดเจน รับรองสิทธิด้านค่าจ้างและเงินชดเชย และเปิดช่องทางการเยียวยาทางกฎหมาย หลักการดังกล่าวสะท้อนแนวคิดการคุ้มครองลูกจ้างเป็นสำคัญ และมุ่งรักษาความเป็นธรรมและความมั่นคงในการดำรงชีวิตของแรงงานในสังคมไต้หวัน

為提供您更好的網站服務,本網站使用cookies。

若您繼續瀏覽網頁即表示您同意我們的cookies政策,進一步了解隱私權政策。 

我了解