1. เตือนภัยเมาแล้วขับ! แรงงานไทยที่ไทจงขี่จักรยานไฟฟ้าพุ่งชนเสาไฟฟ้า ศีรษะกระแทกรุนแรงหัวใจหยุดเต้น แพทย์เร่งช่วยชีวิต
เมื่อบ่ายวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นวันแรกของช่วงหยุดยาวเทศกาลตรุษจีน แรงงานไทยรายหนึ่งประสบอุบัติเหตุขณะขี่รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าเสียหลักพุ่งชนเสาไฟฟ้าข้างทาง ส่งผลให้ได้รับบาดเจ็บสาหัสบริเวณศีรษะและอยู่ในภาวะหัวใจหยุดเต้น เจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำส่งโรงพยาบาลเพื่อรับการรักษาฉุกเฉิน แพทย์ช่วยกู้ชีพเต็มกำลัง ส่วนสาเหตุของอุบัติเหตุอยู่ระหว่างการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร ขณะที่พนักงานอัยการมีคำสั่งให้ตรวจเลือดเพื่อพิสูจน์ว่ามีการดื่มสุราขณะขับขี่หรือไม่

สถานที่เกิดเหตุแรงงานไทยขี่จักรยานไฟฟ้าพุ่งชนเสาไฟฟ้า ศีรษะกระแทกรุนแรงหัวใจหยุดเต้น (ภาพจากสถานีตำรวจไทจง)
โฆษกสถานีตำรวจฟงหยวนแถลงว่า เมื่อเวลาประมาณ 15.00 น. ของวันที่ 14 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ได้รับแจ้งเกิดเหตุอุบัติเหตุทางถนนบริเวณถนนฉางผิงตอนที่ 5 ในเขตเสินกัง นครไทจง เจ้าหน้าที่ตำรวจรุดไปยังที่เกิดเหตุโดยทันที พบนายอรุณ (นามสมมุติ) อายุ 40 ปี แรงงานไทยซึ่งทำงานอยู่ในนครไทจง ขี่รถจักรยานไฟฟ้าไปตามถนนโดยไม่มีการเฉี่ยวชนกับยานพาหนะคันอื่น แต่เกิดเสียหลักด้วยสาเหตุที่ยังไม่ทราบแน่ชัด ก่อนพุ่งเข้าชนเสาไฟฟ้าริมทางอย่างแรง

สถานที่เกิดเหตุแรงงานไทยขี่จักรยานไฟฟ้าพุ่งชนเสาไฟฟ้า ศีรษะกระแทกรุนแรงหัวใจหยุดเต้น (ภาพจากสถานีตำรวจไทจง)
เจ้าหน้าที่กู้ชีพตรวจสอบพบว่าผู้บาดเจ็บไม่มีสัญญาณชีพ อยู่ในภาวะหัวใจหยุดเต้น และมีบาดแผลรุนแรงบริเวณศีรษะ หน่วยกู้ภัยนครไทจงได้นำส่งโรงพยาบาลเพื่อรับการรักษาฉุกเฉินโยทันที อย่างไรก็ตาม เนื่องจากผู้ประสบอุบัติเหตุได้รับบาดเจ็บสาหัส สัญญาณชีพจึงยังไม่คงที่และอยู่ในภาวะวิกฤต ตำรวจระบุว่าได้รายงานต่อพนักงานอัยการเพื่อขออนุญาตเก็บตัวอย่างเลือดตรวจพิสูจน์ว่า ขณะเกิดเหตุมีการดื่มสุราหรือไม่ สำหรับสาเหตุที่แท้จริงของอุบัติเหตุ กำลังดำเนินการวิเคราะห์และสรุปผลต่อไป

สถานที่เกิดเหตุแรงงานไทยขี่จักรยานไฟฟ้าพุ่งชนเสาไฟฟ้า ศีรษะกระแทกรุนแรงหัวใจหยุดเต้น (ภาพจากสถานีตำรวจไทจง)
โฆษกสถานีตำรวจฟงหยวนได้เตือนให้ผู้ขับขี่เพิ่มความระมัดระวังในการใช้รถใช้ถนน ปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด และหลีกเลี่ยงการขับขี่ในขณะที่ร่างกายอ่อนเพลียหรือภายหลังดื่มสุรา เพื่อป้องกันการสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นได้โดยง่าย
2. แรงงานเวียดนามในเถาหยวนจุดพลุริมถนนใกล้บ้านเรือน เกือบพุ่งชนรถที่สัญจรผ่านไปมา ชาวบ้านเดือดร้อนแจ้งตำรวจ
ในช่วงกลางดึกของเทศกาลตรุษจีนที่ผ่านมา เกิดเหตุการณ์สร้างความไม่พอใจแก่ชาวไต้หวันในหลายพื้นที่ ทั้งในตัวเมืองเถาหยวนและที่เขตต้าหยวน เมื่อกลุ่มแรงงานเวียดนามรวมตัวจุดพลุและดอกไม้ไฟ พร้อมขว้างลงกลางถนนในลักษณะที่เป็นอันตราย ส่งเสียงดังสนั่นรบกวนความสงบของชุมชนโดยรอบ จนชาวบ้านต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่เข้าระงับเหตุและสั่งให้สลายการชุมนุม

กลุ่มแรงงานเวียดนามจุดพลุและดอกไม้ไฟ ขว้างลงกลางถนน ส่งเสียงดังสนั่นรบกวนความสงบของชุมชนโดยรอบ เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าระงับเหตุและสั่งให้สลายการชุมนุม (ภาพจาก @Threads-lion8511010)
เมื่อเวลาประมาณ 00.00 น. ของวันที่ 17 ก.พ. ซึ่งเป็นวันขึ้นปีใหม่ตามปฏิทินจีนหรือวันตรุษจีน บริเวณถนนและย่านที่พักอาศัยหลังสถานีรถไฟเถาหยวน มีกลุ่มแรงงานเวียดนามจำนวนหนึ่งรวมตัวจุดดอกไม้ไฟและประทัด เสียงดังสนั่นสร้างความรำคาญแก่ประชาชนในพื้นที่ นอกจากนี้ ผู้พบเห็นเหตุการณ์ยังระบุว่า มีแรงงานบางรายจุดพลุแล้วขว้างลงกลางถนนทันทีเกือบพุ่งชนยานพาหนะที่สัญจรผ่านไปมา ก่อให้เกิดความเสี่ยงอันตรายอย่างยิ่ง

กลุ่มแรงงานเวียดนามจุดพลุและดอกไม้ไฟ ขว้างลงกลางถนน ส่งเสียงดังสนั่นรบกวนความสงบของชุมชนโดยรอบ เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าระงับเหตุและสั่งให้สลายการชุมนุม (ภาพจาก @Threads-lion8511010)
สถานีตำรวจต้าซู่ชี้แจงว่า แม้ช่วงเวลาดังกล่าวเป็นคืนส่งท้ายปีเก่าเข้าสู่วันขึ้นปีใหม่ แต่บริเวณถนนเหยียนผิงด้านหลังสถานีรถไฟกลับมีเสียงประทัดดังต่อเนื่องจากการเฉลิมฉลองของแรงงานต่างชาติ เจ้าหน้าที่เกรงว่าจะก่อให้เกิดเหตุเพลิงไหม้และปัญหามลพิษทางเสียง จึงประสานกำลังกับเจ้าหน้าที่ดับเพลิงเข้าระงับเหตุ พร้อมแจ้งเตือนห้ามกระทำการใดที่รบกวนความสงบเรียบร้อย และสั่งให้กลุ่มแรงงานต่างชาติแยกย้ายออกจากพื้นที่

ชาวบ้านแจ้งความกลุ่มแรงงานเวียดนามจุดพลุและประทัดกลางดึกรบกวนความสงบบริเวณชุมชนในเขตต้าหยวน (ภาพจากคลิปที่ชาวบ้านถ่าย)
ในขณะเดียวกัน ชาวเน็ตไต้หวันรายหนึ่งได้โพสต์ข้อความในแพลตฟอร์ม Threads ระบุว่า ระหว่างเดินทางไปรับแฟนสาวด้านหลังสถานีรถไฟ ได้พบเห็นกลุ่มแรงงานดังกล่าวไม่ได้วางดอกไม้ไฟกับพื้นอย่างปลอดภัย แต่จุดแล้วขว้างออกไปทันที ทำให้รู้สึกหวาดเสียวและเป็นห่วงว่ารถของตนอาจได้รับความเสียหาย นอกจากนี้ ยังมีผู้แสดงความเห็นว่า ภายหลังจุดพลุเสร็จสิ้น พื้นที่เกิดเหตุเต็มไปด้วยเศษซาก แม้จะมีการเก็บกวาดบางส่วน แต่ยังคงสภาพไม่เรียบร้อย

แรงงานเวียดนามผิดกฎหมายรายหนึ่งมีอาการเมาและจุดพลุกับพวกในเขตต้าหยวน เห็นตำรวจสร่างเมาวิ่งหนี ถูกจับกลับไปยังสถานีตำรวจ (ภาพจากคลิปที่ชาวบ้านถ่าย)
นอกจากนี้ เมื่อเวลา 23.50 น. ของคืนวันที่ 16 กุมภาพันธ์ สถานีตำรวจต้าหยวนได้รับแจ้งเหตุมีการจุดดอกไม้ไฟรบกวนความสงบบริเวณชุมชนในเขตต้าหยวน เจ้าหน้าที่รุดตรวจสอบพบกลุ่มแรงงานเวียดนามรวมตัวจุดดอกไม้ไฟ ระหว่างการตรวจสอบ ชายรายหนึ่งอยู่ในอาการมึนเมา ไม่สามารถแสดงเอกสารประจำตัว และพยายามหลบหนี จึงถูกควบคุมตัวกลับไปยังสถานีตำรวจ ภายหลังการตรวจสอบ พบว่าเป็นแรงงานเวียดนามผิดกฎหมาย จึงดำเนินการส่งต่อไปยังสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองนครเถาหยวนเพื่อดำเนินการกฎหมายต่อไป
เจ้าหน้าที่ตำรวจย้ำเตือนว่า ในช่วงเทศกาลตรุษจีน หากประสงค์จะจุดดอกไม้ไฟควรคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นสำคัญ และหลีกเลี่ยงการจุดในช่วงเวลากลางดึก เพื่อมิให้กระทบต่อความสงบสุขของประชาชนในพื้นที่โดยรอบ
3. แรงงานเวียดนามกบดานบนเขาไทจง 5 ปี ทำปืนเถื่อนล่าสัตว์ป่าสงวนขายทางออนไลน์ แมวดาวตัวละ 3,000 ศาลสั่งจำคุก 12 ปี เนรเทศหลังพ้นโทษ
คดีสะเทือนสังคมด้านการคุ้มครองสัตว์และความมั่นคงสาธารณะในไต้หวัน สิ้นสุดลงด้วยคำพิพากษาศาลชั้นต้นไทจง เมื่อแรงงานเวียดนามผิดกฎหมายรายหนึ่งถูกศาลตัดสินจำคุกยาว ในคดีล่าสัตว์ป่าสงวนและผลิตอาวุธปืนเถื่อน หลังมีพฤติกรรมใช้พื้นที่ป่าเสมือนเป็นเจ้าของ ลักลอบฆ่าและชำแหละทั้งสัตว์จรจัดและสัตว์คุ้มครองเพื่อจำหน่ายทางออนไลน์ หลังถูกจับกุมเมื่อปลายปี 2568 ศาลสั่งจำคุก 8 ปี 2 เดือน ปรับ 140,000 เหรียญ และจะถูกเนรเทศออกนอกประเทศหลังพ้นโทษ

ตำรวจจับแรงงานเวียดนามกบดานบนเขาไทจง 5 ปี ยึดอาชีพล่าสัตว์ป่าสงวนส่งให้เพื่อนร่วมชาติขายทางออนไลน์ (ภาพจากสถานีตำรวจไทจง)
คดีนี้เริ่มต้นเมื่อเดือนพฤษภาคม 2568 สมาคมพิทักษ์สัตว์จรจัดซินจู๋ ติดตามพฤติกรรมต้องสงสัยของแรงงานเวียดนามแก๊งนี้อยู่นานกว่า 6 เดือน จนพบหลักฐานว่านายฝ่ามลักลอบฆ่าสุนัขและแมวจรจัด รวมทั้งล่าสัตว์ป่าสงวนหลายชนิด อาทิ แมวดาว ตัวนิ่ม เก้งและกวางซิกาไต้หวัน ก่อนชำแหละและนำซากสัตว์ไปขายผ่านช่องทางออนไลน์เพื่อหวังผลกำไร ตั้งราคาขายตั้งแต่ตัวละ 1,500–3,000 เหรียญไต้หวัน โดยมีผู้ร่วมขบวนการชาวเวียดนามอีกสองรายช่วยติดต่อซื้อขายและส่งมอบ ตำรวจป่าไม้จึงเลือกใช้ยุทธวิธีล่องูออกจากถ้ำ โดยเริ่มจากการจับกุมผู้ช่วยขายทั้ง 2 ราย คือ นางสาวเหงียนและนายฝ่าม ซึ่งทำหน้าที่ขายทางออนไลน์และส่งมอบซากสัตว์ให้ลูกค้า ทั้งสองได้รับการปล่อยตัวโดยไม่ต้องควบคุมตัว แต่ถูกสั่งให้สวมกำไลอิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัวหรือ กำไล EM ซึ่งกลายเป็นกุญแจสำคัญที่นำไปสู่การจับกุมนายฝ่าย แรงงานเวียดนามผิดกฎหมายอีกรายที่เป็นตัวการหลักซ่อนตัวอยู่บนภูเขาและประกอบอาชีพล่าสัตว์ป่าทุกประเภท

ตำรวจจับแรงงานเวียดนามกบดานบนเขาไทจง 5 ปี ยึดอาชีพล่าสัตว์ป่าสงวนส่งให้เพื่อนร่วมชาติขายทางออนไลน์ (ภาพจากสถานีตำรวจไทจง)
คำพิพากษาของศาลชั้นต้นไทจงระบุว่า นายฝ่ามไม่ได้เพียงลักลอบล่าสัตว์ แต่ยังผลิตอาวุธปืนเถื่อนด้วยตนเอง โดยใช้เครื่องมือช่าง เช่น เครื่องเจียรหรือลูกหมูและสว่าน ตัดและเจาะท่อเหล็กและแผ่นโลหะที่เก็บมา นำมาดัดแปลงเป็นลำกล้องและตัวปืน จากนั้นเชื่อมโลหะด้วยเครื่องเชื่อมไฟฟ้า จนได้ปืนล่าสัตว์ไม่เป็นมาตรฐานรวม 4 กระบอก ซึ่งสามารถยิงกระสุนโลหะและมีอานุภาพทำลายล้าง หลังผลิตปืนเสร็จ นายฝ่ามใช้ปืนดังกล่าวตระเวนล่าสัตว์ทั้งในเขตป่าและพื้นที่ชุมชนรอบนอก

เจ้าหน้าที่จับแก๊งแรงงานเวียดนามและยึดเนื้อสัตว์ป่าสงวนจำนวนมากที่เตรียมส่งขายให้ลูกค้า (ภาพจากสถานีตำรวจไทจง)
การสอบสวนพบว่า นายฝ่ามให้เพื่อนร่วมขบวนการใช้ช่องทางออนไลน์หาผู้ซื้อ และมีพฤติกรรมค้าขายอย่างโจ่งแจ้ง โดยบางครั้งแนบภาพซากแมวจรจัดที่ถูกถลกหนังแล้ว เพื่อเป็นตัวอย่างสินค้า จำหน่ายในราคาตัวละ 1,500 เหรียญไต้หวัน นอกจากนี้ ยังล่าแมวดาว ซึ่งเป็นสัตว์คุ้มครองของไต้หวัน ก่อนนำซากไปขายในราคาตัวละ 3,000 เหรียญไต้หวัน รวมถึงสัตว์ป่าอื่นที่ตกเป็นเหยื่อ ได้แก่ เลียงผา เก้ง อีเห็นเครือและตัวนิ่ม ซึ่งล้วนเป็นสัตว์ที่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย ไม่เพียงแค่ล่าสัตว์ป่า นายฝ่ามยังเหิมเกริมยกปืนเถื่อนขึ้นเล็งใส่ตำรวจป่าไม้ ขณะเข้าตรวจค้นและจับกุม ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องถอยตั้งหลักและเรียกกำลังเสริม นายฝ่ามอาศัยจังหวะชุลมุนหลบหนีไปได้ แต่ในวันถัดมา ตำรวจพบเขาขี่รถจักรยานยนต์ออกนอกพื้นที่ และสามารถจับกุมตัวได้ทันที พร้อมยึดของกลางบางส่วน

ตำรวจจับแรงงานเวียดนามกบดานบนเขาไทจง 5 ปี ยึดอาชีพล่าสัตว์ป่าสงวนส่งให้เพื่อนร่วมชาติขายทางออนไลน์ (ภาพจากสถานีตำรวจไทจง)
ในชั้นศาล นายฝ่ามให้การว่าเป็นแรงงานหลบหนี ไม่เข้าใจกฎหมายไต้หวัน และอ้างว่าการทำปืนเองไม่ได้ก่อให้เกิดการบาดเจ็บต่อบุคคลอื่น อีกทั้งยอมรับผิดตั้งแต่ต้นและช่วยตำรวจตามยึดปืนบางส่วน จึงขอให้ศาลลดโทษ อย่างไรก็ตาม ผู้พิพากษาศาลไทจงเห็นว่า การผลิตปืนเถื่อนมากถึง 4 กระบอก ถือเป็นการกระทำร้ายแรง การใช้ปืนยิงสัตว์คุ้มครองแสดงให้เห็นถึงเจตนาผิดกฎหมายชัดเจนและพฤติการณ์ไม่ได้เป็นเพียงการทำปืนเก็บไว้ แต่มีการนำไปใช้ก่ออาชญากรรมจริง จึงไม่ถือว่าเป็นกรณีที่โทษหนักเกินเหตุจนควรเมตตา ศาลสั่งจำคุก 8 ปี 2 เดือน และปรับ 140,000 เหรียญไต้หวัน ข้อหาฝ่าฝืนกฎหมายควบคุมอาวุธปืน กฎหมายคุ้มครองสัตว์ กฎหมายอนุรักษ์สัตว์ป่าและความผิดฐานข่มขู่คุกคามความปลอดภัยเจ้าพนักงานจากการเล็งปืนใส่ตำรวจ หากไม่มีเงินชำระค่าปรับให้แปลงเป็นโทษจำคุกแทน โดยคิดวันละ 1,000 เหรียญไต้หวัน หรือจำคุกเพิ่มอีก 4 ปี 6 เดือน รวมทั้งสิ้น 12 ปี 8 เดือน เมื่อพ้นโทษแล้วให้เนรเทศออกนอกไต้หวันทันทีและห้ามเข้าไต้หวันตลอดไป

เจ้าหน้าที่จับหนึ่งในแก๊งแรงงานเวียดนามผิดกฎหมาย (สวมกางเกงขาสั้น) ล่าสัตว์ป่าสงวนขายทางออนไลน์ (ภาพจากสถานีตำรวจไทจง)
ด้านหน่วยงานอนุรักษ์สัตว์ป่าและภาคประชาสังคมเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไขกฎหมายคุ้มครองสัตว์ เพิ่มโทษให้หนักขึ้น เพื่อยับยั้งตลาดมืดและขบวนการล่าสัตว์ป่าสงวนที่ยังคงระบาดในหลายพื้นที่ของไต้หวัน