บันทึกชีวิตในไต้หวันสัปดาห์นี้ พาทุกคนไปทำความรู้จักกับคุณหมู เขมณัช สีหวัลลภ นักเรียนไทยที่มาเรียน ป.โท ในไต้หวัน และ ปัจจุบันเป็นวิศวกรข้อมูลในบริษัทแห่งหนึ่งของไต้หวัน เจ้าของผลงานเรื่อง “อาบน้ำหรือยัง?” งานเขียนเพียงหนึ่งเดียวของคนไทย ที่ได้รับรางวัลชมเชยการประกวดวรรณกรรมผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่และแรงงานต่างชาติครั้งที่ 10 จะมาเล่าถึงแรงบันดาลใจในการเขียนบทความชิ้นนี้ ที่กลั่นออกมาจากชีวิตจริงในไต้หวัน และความท้าทายที่เผชิญเกี่ยวกับการต้องเขียนเรื่องราวของตัวเองเป็นบทความ ว่าแต่การถามตัวเองว่า "อาบน้ำหรือยัง?" เกี่ยวกับอะไรกับการรักตัวเองกันนะ? นอกจากนี้ คุณหมูยังฝากคำแนะนำสำหรับเพื่อนๆชาวไทยที่อยากเข้าร่วมการประกวดรางวัลวรรณกรรม เรื่องราวในสัปดาห์นี้น่าสนใจอย่างยิ่ง พร้อมแล้วไปรับฟังพร้อมกันในรายการเลย

พิธีมอบรางวัลวรรณกรรมนักวิศวกรไทยในไต้หวันคว้ารางวัลชมเชย เผยความกดดันแรงงานต่างชาติ
●ช่วยแนะนำตัวสั้น ๆ เป็นใครมาจากไหน
ผมชื่อเขมณัช สีหวัลลภ หรือเรียกว่าหมูก็ได้ครับ เป็นคนกรุงเทพโดยกำเนิด เกิดและโตที่กรุงเทพ เรียนปริญญาตรีด้านผังเมืองจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พอเรียนจบก็ทำงานที่ไทยมาตลอด เคยทำงานเป็นนักผังเมืองอยู่ช่วงนึง แล้วก็เป็นนักวิเคราะห์ในธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ จนปีถัดมา ปี 2020 ซึ่งเป็นช่วงโควิด ตอนนั้นอายุ 25 ปี ก็มีโอกาสได้ทุนมาเรียนต่อปริญญาโทที่ไต้หวันด้านระบบสารสนเทศ (หรือ information system) ที่มหาวิทยาลัยชิงหัว NTHU ที่เมืองซินจู๋
ระหว่างทำงานที่ไทย ก็พยายามสมัครทุนเรียนปริญญาโทของทั้งไทยและต่างประเทศ แต่เนื่องจากตอนนั้นประสบการณ์ทำงานอาจยังไม่มากพอ และยังเห็นตัวเองไม่ชัดว่าอยากเรียนต่อ/ทำวิจัยด้านไหน
ปี 2019 ผมมีโอกาสได้มาเที่ยวที่ไต้หวัน แล้วประทับใจกับสภาพความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิต เหมือนเห็นประเทศไทยในเวอร์ชั่นอนาคต เลยมีความคิดว่าอยากลองมาใช้ชีวิตอยู่ในระยะยาว คิดว่าเราน่าจะได้เรียนรู้อะไรจากที่นี่ได้มาก พอเรียนโทจบก็ได้งานทำที่ไต้หวันต่อ ตอนนี้ก็ทำงานที่ไต้หวันมาได้สองปีกว่าแล้ว ปีนี้อายุ 30 ปี ปัจจุบันเป็นวิศวกรข้อมูล (data engineer) อยู่ที่บริษัทด้านการตลาดแห่งหนึ่งในไทเป เนื้องานหลักๆก็เป็นการวิเคราะห์ข้อมูลอินฟลูเอ็นเซอร์บน social media
● รู้จักการประกวดรางวัลวรรณกรรมผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่และแรงงานต่างชาติจากที่ไหน มีมุมมองต่อการประกวดนี้อย่างไร ?
จริงๆแล้วรู้จักรางวัลวรรณกรรมจาก Rti fanpage บนเฟสบุ๊ค ตั้งแต่เมื่อปี 2023 ตอนนั้นเพิ่งเรียนจบปริญญาโทและกำลังหางานในไต้หวัน พอเห็นโพสเชิญชวน ก็เข้าใจว่าเป็นการประกวดที่เปิดโอกาสให้ชาวต่างชาติที่มาใช้ชีวิตอยู่ในไต้หวัน (หรือเคยมาอยู่ไต้หวันและอาจจะกลับประเทศของตนเองไปแล้ว) ได้แบ่งปันเรื่องราวและประสบการณ์ชีวิตในไต้หวัน
ในตอนนั้นเองผมก็ชอบเขียนไดอารี่หรือบันทึกประจำวันอยู่แล้ว ก็เลยเคยเขียนส่งประกวดไปรอบนึง โดยเป็นการเอาบันทึกประจำวันที่เขียนอยู่แล้ว มาปะติดปะต่อให้เป็นเรื่องราวเดียวกัน แต่ในปีนั้นก็ไม่ได้เข้ารอบคัดเลือก น่าจะเป็นเพราะเราอาจจะไม่ได้เรียบเรียงให้มันสละสลวยมากพอ อารมณ์มันเหมือนได้อ่านไดอารีหรือจดหมายมากกว่ายทความหรือเรื่องสั้น
ปีล่าสุด 2025 สองปีให้หลัง หลังจากที่มีเริ่มทำงานแรกในไต้หวันมาได้ปีนึง และก็มีเหตุการณ์หลายอย่างเกิดขึ้นกับชีวิต พอเรามีประสบการณ์มากขึ้น และมีเวลาได้ตกตะกอนมันมากพอ ก็เลยตัดสินใจส่งประกวดอีกครั้งนึง รู้สึกดีใจมากที่บทความที่ส่งประกวดในปีนี้ได้รับเลือก

ช่วงโควิด ได้ทุนมาเรียนต่อปริญญาโทที่ไต้หวันด้านระบบสารสนเทศ
● บทความเรื่อง “อาบน้ำหรือยัง?” เป็นงานที่เขียนจากชีวิตตัวเอง เพราะมีช่วงหนึ่งที่ทำงานยุ่งมากจนกลับมาถึงบ้าน ไม่มีเวลาอาบน้ำก็นอนเลย ในฐานะนักเขียน ทำไมถึงเลือกเขียนเรื่องนี้ ? อยากส่งสารอะไรถึงผู้อ่านมากที่สุด ?
เพราะชื่อรางวัลคือ วรรณกรรมผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่และแรงงานต่างชาติ ซึ่งผมเองก็เป็นแรงงานต่างชาติที่มาทำงานที่ไต้หวันเหมือนกัน การมาอยู่ต่างบ้านต่างเมือง ต่างสังคม นอกจากจะมีบางครั้งที่รู้สึกโดดเดี่ยว หรือห่างไกลจากผู้คนและสังคมที่คุ้นเคย ก็ยังเสี่ยงต่อการถูกเอารัดเอาเปรียบ โดยเฉพาะในการทำงาน อาจจะด้วยความไม่รู้ภาษา ไม่รู้กฏหมายและสิทธิของตัวเองในฐานะแรงงานต่างชาติ เข้าไม่ถึงเครือข่ายที่สามารถให้ความช่วยเหลือ รวมถึงอาจรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้มีทางเลือกมากขนาดนั้น ทำให้แรงงานต่างชาติจำนวนไม่น้อย (รวมถึงตัวผมด้วย) ถูกขอให้ทำงานในลักษณะที่เป็นอันตรายต่อชีวิตและสุขภาพของตัวเอง
การรักตัวเองเป็นสิ่งที่สำคัญมากของชีวิตคนเรา ผมว่าจริงๆแล้วการรักตัวเองมันคือสัญชาตญาณเอาตัวรอดพื้นฐานของมนุษย์ ซึ่งหลายครั้งเราเลือกที่จะละเลย หรือถูกคนรอบตัวหรือสิ่งแวดล้อมทำให้ละเลย พอเราหันกลับมารักตัวเองแล้ว เราจะมีขอบเขต และกล้าที่จะปฏิเสธอะไรก็ตามที่เป็นอันตรายตัวเองไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม
ในบทความที่ผมเขียน คือชีวิตเคยยุ่งจนขนาดที่ทำโอทีทุกวันไม่เว้นวันหยุด จนไม่มีเวลาอาบน้ำ ซึ่งมันไม่ดีต่อสุขภาพอย่างแน่นอน หรือยกตัวอย่างพี่ๆ วิศวกรหรือช่างที่ทำงานอยู่ในโรงงาน เรามีอุปกรณ์เซฟตี้ที่พร้อมหรือยัง อาจจะทำงานเร็วขึ้นหรือประหยัดค่าอุปกรณ์ก็จริง แต่ถ้าเกิดอุบัติเหตุขึ้นมา ผมมองว่าอาจได้ไม่คุ้มเสีย

คุณหมูเป็นผู้ฟังของสถานีวิทยุอาร์ทีไอ เคยเข้าร่วมงานนัดพบผู้ฟังปี 2024
●ใช้เวลาคิดและเขียนบทความชิ้นนี้นานแค่ไหน ?
เวลาคิดกับเขียน รวมกันประมาณ 2 สัปดาห์ แต่ว่าเป็น 2 สัปดาห์ที่แต่ละวันคือว่างทั้งวัน เพราะว่าตอนนั้นเป็นช่วงเปลี่ยนงาน รอวันเริ่มงานใหม่
โครงเรื่องหลักๆ คือ เล่าประสบการณ์ชีวิตของตัวเองในไต้หวัน ตอนนั้นก็คิดว่า เรื่องเล่าที่น่าอ่านเนี่ย มันก็มีพวกนวนิยาย เรื่องล่าสุดที่อ่านคือแฮร์รี่พอตเตอร์ หรือเรื่องสั้นในหนังสือขายหัวเราะสมัยเด็กๆ
สองสามวันแรก ก็หานิยายอ่านก่อนเลย พยายามเรียนรู้ว่าปกติเขามีการบรรยายหรือเล่าเรื่องเป็นฉากๆ อย่างไร แล้วก็ไปถามเพื่อนที่เคยส่งประกวดรางวัลวรรณกรรมด้วย (แต่ไม่ใช่รางวัลนี้) เพื่อนเขาก็แนะนำว่า อย่าเขียนแบบเล่าประวัติชีวิตตัวเอง ให้ลองนึกถึงละครหรือภาพยนตร์ที่เล่าเรื่องเป็นฉากๆ ผมก็เลยไปค้นดูละครซีรีส์ที่เคยเซฟไว้ในยูทูบ เอามาเปิดดู แล้วผมก็พบว่า เรื่องราวทั้งหมดที่ผมอยากเล่า ถ้าจะเขียนเป็นฉากๆ เหมือนเขียนบทละครหรือบทภาพยนตร์เนี่ย คงเกินจำนวนคำที่รางวัลวรรณกรรมกำหนดแน่นอน ซึ่งกำหนดไว้ที่ 3,000 คำ
แล้วผมก็ใช้เวลาที่เหลือไปกับการเรียบเรียงบันทึกประจำวันและเหตุการณ์ โดยส่วนที่เราอยากเน้นอารมณ์ร่วม ส่งผ่านอารมณ์ให้ผู้อ่าน ก็แปลงเป็นฉากละคร พรรณนาสภาพแวดล้อม และส่วนที่เราอยากเล่าเป็นข้อมูล ก็ใช้วิธีการบรรยายว่า ใครทำอะไรที่ไหนอย่างไร ไปแบบเร็วๆ พอเป็นแบบนี้แล้ว ย่อหน้านึงก็จะสามารถเล่าเรายละเอียดได้เยอะมาก
●สิ่งที่ท้าทายที่สุดของการเขียนบทความส่งเข้าประกวดคืออะไร ?
ผมว่าเป็นการเอาเรื่องชีวิตส่วนตัว มาเขียนเล่าให้กับผู้อ่าน เรื่องราวในบทความ เป็นประสบการณ์ส่วนตัวของผมเองในการหางานและการทำงานที่ไต้หวัน และรวมถึงเรื่องราวส่วนตัวและครอบครัวด้วย
สิ่งที่ท้าทายที่สุดคือ จะเล่าเรื่องราวของตัวเองอย่างไรให้ผู้อ่านที่เขาไม่เคยรู้จัก ไม่เคยเห็นหน้าเราเลย อยากที่จะอ่านและติดตามตัวตนของเราไปจนจบเรื่องได้อย่างไร โดยที่ตัวผมเองเป็นทั้งผู้เล่าและผู้ถูกเล่า (ตัวละคร) ในเวลาเดียวกัน มันเลยทำให้บางส่วนของบทความ มีลักษณะเหมือนผมพูดกับตัวเอง มากกว่าที่จะพูดให้คนอื่นฟัง ในฐานะบุคคลที่สาม เพราะว่าอยากให้ผู้อ่านเข้าใจถึงความรู้สึกที่ผมสัมผัสจริงๆในขณะนั้น ก็เลยเล่าเป็นฉากที่มีตัวผมเป็นตัวละครอยู่ในน้ัน จากมุมมองของบุคคลที่หนึ่ง
จริงๆ นี่เป็นอีกความท้าทายนึงเหมือนกัน กระทบกระเทือนอารมณ์เหมือนกัน เพราะว่าต้องไปขุดความทรงจำที่ไม่ดีในอดีต ขึ้นมาวนซ้ำใหม่อีกรอบ

●หากมีคนไทยที่อยากเขียนเรื่องราวตัวเอง ส่งเข้าร่วมประกวด แต่ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร คุณหมูมีคำแนะนำอะไรให้กับพวกเขาไหม ?
อาจต้องเริ่มจากการถามตัวเองว่า เราได้เรียนรู้อะไรจากชีวิตและประสบการณ์ของตัวเองบ้าง เราสามารถมองว่าชีวิตเป็นบทเรียน ที่มีหลายบท บ้างก็เป็นบทเรียนที่ทำให้เราเติบโตขึ้น เป็นคนในแบบที่เราอยากเป็นมากขึ้น หรือชีวิตบางบทเราอาจทำอะไรพลาด เลือกเดินทางที่ผิด ผมมองว่าบทเรียนเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวที่ดีหรือไม่ดี ล้วนมีประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่น
เรื่องดีๆของเรา เราก็อยากแบ่งปันให้คนอื่นรับรู้ ส่วนเรื่องที่แย่ๆ มันก็ควรค่าแก่การแบ่งปันเช่นกัน เพื่อที่ว่าคนอื่นจะได้ไม่ทำผิดพลาดแบบที่เราเคยทำอีก ลองมองว่า เวลาเราได้ไปร้านอาหาร ถ้าได้ไปลองกินเมนูที่อร่อยมาก เราก็อยากจะแนะนำให้คนอื่นต่อ หรือซื้อไปฝาก ไปแบ่งปันคนที่บ้าน หรือบางทีเราได้ไปกินอะไรที่ไม่อร่อย ก็จะได้ไปบอกคนอื่นว่า ร้านนี้เมนูนี้ไม่อร่อย อย่าสั่ง ไปสั่งอย่างอื่นดีกว่า