Skip to the main content block
::: หน้าแรก| แผนผังเว็บไซต์| Podcasts|
|
Language

Formosa Dream Chasers - Programs - RTI Radio Taiwan International-logo

รายการ
| รายการล่าสุด
เลือกรายการ
ผู้จัดรายการ ตารางรายการ
ประเด็น (ข่าว) ยอดนิยม
繁體中文 简体中文 English Français Deutsch Indonesian 日本語 한국어 Русский Español ภาษาไทย Tiếng Việt Tagalog Bahasa Melayu Українська แผนผังเว็บไซต์

ชีพจรเศรษฐกิจ ประจำวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

ชีพจรเศรษฐกิจ 23 กุมภาพันธ์ 2569
ชีพจรเศรษฐกิจ 23 กุมภาพันธ์ 2569

บริษัทประกันชีวิตหนานซานเปิดเผยข้อมูลสินไหม การเคลมประกันดูแลระยะยาวของโรคสมองเสื่อมติดท็อปอันดับ 3

    สังคมผู้สูงอายุระดับสูงมากของไต้หวันกำลังใกล้เข้ามาอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้สัดส่วนประชากรผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลล่าสุดจากการวิเคราะห์การเคลมสินไหมของบริษัทประกันชีวิตหนานซาน ระบุว่า ณ สิ้นเดือนตุลาคม ปี 2025 ผู้เอาประกันที่เคลมประกันดูแลระยะยาวจากโรคสมองเสื่อม รวมถึงโรคพาร์กินสัน มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 16.11% สูงกว่าการเคลมจากอุบัติเหตุซึ่งอยู่ที่ประมาณ 14.5% ทำให้ตอนนี้โรคสมองเสื่อมขยับขึ้นมาเป็นสาเหตุการเคลมประกันดูแลระยะยาวอันดับสามอย่างเป็นทางการค่ะ

    หากแยกตามสาเหตุการเคลมประกัน จะพบว่าสาเหตุที่มีสัดส่วนสูงสุดยังคงเป็นโรคหลอดเลือดสมอง คิดเป็น 23% รองลงมาคือโรคมะเร็ง ประมาณ 21% ขณะที่ในปี 2024 อันดับสามยังเป็นการดูแลระยะยาวจากอุบัติเหตุ แต่ในปี 2025 โรคสมองเสื่อม รวมถึงโรคพาร์กินสัน ได้แซงขึ้นมาแทนที่เป็นที่เรียบร้อยแล้วค่ะคุณผู้ฟัง

    ทั้งนี้ ตามการคาดการณ์ของกระทรวงสาธารณสุขและสวัสดิการ ระบุว่า ภายในปี 2031 ไต้หวันจะมีผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมทั่วประเทศมากกว่า 490,000 คน โดยในจำนวนนี้เป็นผู้ป่วยอายุ 65 ปีขึ้นไปมากกว่า 470,000 คน ขณะเดียวกัน อัตราการเกิดโรคสมองเสื่อมในกลุ่มผู้สูงอายุก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น จาก 7.99% เป็น 8.34% ซึ่งนี่สะท้อนให้เห็นว่า เมื่อโครงสร้างประชากรก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ แนวโน้มผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมที่เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้รูปแบบการจ่ายผลประโยชน์ของประกันดูแลระยะยาวเปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน

    สำหรับประกันการดูแลระยะยาว เป็นประกันที่ให้ความคุ้มครองและจ่ายค่าสินไหม เมื่อผู้เอาประกันได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์เฉพาะทางของโรงพยาบาลว่าอยู่ในภาวะต้องได้รับการดูแลระยะยาว โดยมีเป้าหมายเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่าย และลดแรงกดดันทางการเงินของผู้เอาประกันและครอบครัวในระยะยาว

    ตลอดหลายปีที่ผ่านมา บริษัทประกันชีวิตหนานซานได้ผลักดันผลิตภัณฑ์ประกันดูแลระยะยาวอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมสร้างเครือข่ายความคุ้มครองด้านการดูแลผู้สูงอายุให้กับประชาชน และปัจจุบันหนานซานยังครองตำแหน่งบริษัทประกันที่มีส่วนแบ่งตลาดประกันดูแลระยะยาวเป็นอันดับหนึ่งของประเทศ

    ข้อมูลโครงสร้างอายุของผู้เอาประกันยังพบว่า สัดส่วนการทำประกันดูแลระยะยาวของหนานซานประกันชีวิตในแต่ละช่วงอายุ ไม่ว่าจะเป็นวัยหนุ่มสาว วัยทำงาน วัยกลางคน หรือวัยก่อนเข้าสู่วัยสูงอายุ มีสัดส่วนใกล้เคียงกัน อยู่ที่ประมาณ 20% ต่อช่วงอายุ สะท้อนให้เห็นว่าประชาชนในทุกช่วงวัยเริ่มตระหนักถึงความเสี่ยงด้านสุขภาพและการดูแลระยะยาวมากขึ้น และยังรวมถึงการวางแผนทางการเงินล่วงหน้าอย่างจริงจังมากขึ้นเช่นกัน

    อย่างไรก็ตาม ข้อมูลยังชี้ให้เห็นว่า การทำประกันดูแลระยะยาวตั้งแต่อายุน้อย จะมีจำนวนเงินคุ้มครองเฉลี่ยต่อเดือนสูงกว่าอย่างชัดเจน ตัวอย่างเช่น ผู้เอาประกันที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปี จะได้รับเงินชดเชยรายเดือนเฉลี่ยเกือบ 28,400 เหรียญ ขณะที่กลุ่มอายุ 21–30 ปี อยู่ที่ประมาณ 28,000 เหรียญ เมื่ออายุมากขึ้น ระดับเงินชดเชยเฉลี่ยจะลดลงตามลำดับ โดยในช่วงอายุ 51–60 ปี อยู่ที่ประมาณ 21,000 เหรียญ และสำหรับผู้ที่มีอายุ 61 ปีขึ้นไป จะน้อยกว่า 20,000 เหรียญ

    ขณะเดียวกัน ข้อมูลจากสมาคมโรคสมองเสื่อมไต้หวันระบุว่า หากครอบครัวไม่สามารถดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อมได้ด้วยตนเอง และจำเป็นต้องส่งเข้ารับการดูแลตลอด 24 ชั่วโมง ไม่ว่าจะเป็นบ้านพักพยาบาล สถานดูแลผู้สูงอายุ สถาบันดูแลระยะยาว หรือบ้านกลุ่มสำหรับผู้ป่วยสมองเสื่อมซึ่งเป็นที่พักอาศัยแบบกลุ่มขนาดเล็กที่มีผู้ดูแลตลอด 24 ชั่วโม ค่าใช้จ่ายต่อเดือนจะอยู่ที่ประมาณ 25,000 ถึง 60,000 เหรียญ

   เมื่อเปรียบเทียบกับข้อมูลการเคลมสินไหมของบริษัทประกันชีวิตหนานซาน พบว่า ผู้เอาประกันที่ป่วยเป็นโรคสมองเสื่อมบางราย มีระยะเวลารับเงินชดเชยนานสูงสุดถึง 9 ปี หากพักอาศัยในสถานดูแล ค่าใช้จ่ายรวมตลอดระยะเวลาดังกล่าวจะอยู่ที่อย่างน้อยประมาณ 2.7 ล้าน ถึง 6.48 ล้านเหรียญ และตัวเลขนี้ยังไม่รวมค่าอุปกรณ์ดูแล วัสดุสิ้นเปลือง และอาหารเสริมด้านโภชนาการ ซึ่งล้วนเป็นต้นทุนเพิ่มเติมที่ครอบครัวต้องแบกรับ

    จากภาพรวมดังกล่าว แม้ว่าประชาชนในทุกช่วงอายุจะเริ่มตระหนักถึงความเสี่ยงด้านการดูแลระยะยาวมากขึ้นแล้ว แต่ในเชิงโครงสร้าง ระบบความคุ้มครองด้านประกันดูแลระยะยาวของสังคมโดยรวม ยังมีช่องว่างอยู่อีกไม่น้อยเลย

    คุณหลี่ซู่เจวียน (李淑娟) รองประธานอาวุโสของบริษัทประกันชีวิตหนานซาน ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างครอบครัวในปัจจุบัน โดยเฉพาะอัตราของคนที่ไม่แต่งงานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อาจทำให้การใช้ชีวิตลำพัง หรือผู้สูงอายุดูแลกันเอง กลายเป็นรูปแบบหลักของสังคมในอนาคต ส่งผลให้ภาระด้านการดูแลผู้สูงอายุตกอยู่กับแต่ละครอบครัวมากขึ้น

    ด้วยเหตุนี้ คนรุ่นใหม่จึงเริ่มให้ความสำคัญกับประกันดูแลระยะยาวมากขึ้น เนื่องจากการทำประกันตั้งแต่อายุน้อยไม่เพียงช่วยกระจายความเสี่ยงในระยะยาว แต่ยังช่วยให้เบี้ยประกันอยู่ในระดับที่ต่ำกว่า บริษัทหนานซานจึงแนะนำให้ประชาชนเริ่มวางแผนประกันดูแลระยะยาวตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อใช้ต้นทุนที่ต่ำกว่าในการสร้างความคุ้มครองที่สูงขึ้น และรองรับความเสี่ยงในสังคมผู้สูงอายุได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    ขณะเดียวกัน เมื่ออายุขัยเฉลี่ยของประชากรยืนยาวขึ้น ภาวะสมองเสื่อมในวัยชราก็มีแนวโน้มจะกลายเป็นปัญหาสำคัญที่หลายครอบครัวต้องเผชิญในอนาคต บริษัทหนานซานจึงแนะนำว่า นอกจากการดูแลสุขภาพและปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตเพื่อป้องกันหรือชะลอโรคแล้ว ประชาชนควรวางแผนความคุ้มครองด้านโรคสมองเสื่อมและการดูแลระยะยาวตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อเสริมความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว (ที่มาภาพบน: 工商時報)

(ที่มา: 經濟日報)

ข้อเสนอการลงทุนบัญชีเด็กและเยาวชนของ KMT และ TPP ยังอยู่ระหว่างการพิจารณา ขณะที่พรรค DPP เสนอแนวทางที่แตกต่าง ส่วนฝ่ายกระทรวงสาธารณสุขและสวัสดิการ เสนอให้ปรับปรุงบัญชีเดิมที่ใช้อยู่

    คณะกรรมาธิการสังคมสงเคราะห์ สาธารณสุข และสิ่งแวดล้อม ของสภานิติบัญญัติไต้หวัน ได้พิจารณาร่าง “พระราชบัญญัติพิเศษว่าด้วยบัญชีอนาคตไต้หวัน” ซึ่งเป็นเสนอร่วมกันโดยพรรคก๊กมินตั๋ง (KMT) หรือฝ่ายน้ำเงิน และพรรคประชาชนไต้หวัน (TPP) หรือฝ่ายขาว อย่างไรก็ตามหลังเสร็จสิ้นการซักถาม ร่างกฎหมายดังกล่าวยังไม่ผ่านการพิจารณาในวาระแรก และยังต้องเข้าสู่กระบวนการหารือเพิ่มเติมในขั้นตอนต่อไป

    ในเชิงแนวคิดนั้น ทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลต่างเห็นพ้องต้องกันว่า ไต้หวันควรส่งเสริมการออมและการลงทุนตั้งแต่วัยเด็กเพื่อเตรียมความพร้อมทางการเงินในระยะยาว อย่างไรก็ดีในรายละเอียดของการออกแบบระบบ กลไกการออม และแนวทางการลงทุน แต่ละฝ่ายยังคงมีความเห็นที่แตกต่างกัน และจำเป็นต้องปรับแก้ให้เหมาะสมมากขึ้น

    ทางด้านประธานาธิบดีไล่ชิงเต๋อ (賴清德) ได้สนับสนุนแนวคิดการส่งเสริมให้ประชาชนมีนิสัยการลงทุน และเห็นด้วยกับการพัฒนาระบบบัญชีสำหรับเด็กและเยาวชนในอนาคต เพื่อเพิ่มโอกาสและศักยภาพของคนรุ่นใหม่ในระยะยาว

   นอกจากข้อเสนอของพรรค KMT และ TPP แล้ว ฝั่งรัฐบาลนายกัวกั๋วเหวิน (郭國文) จากพรรค DPP ได้เสนอตั้ง ETF สำหรับเด็ก ซึ่งเป็นบัญชีลงทุนระยะยาวคล้ายระบบ TISA ที่จะปรับระดับความเสี่ยงและแผนการลงทุนให้สอดคล้องกับอายุของเด็ก" แนวคิดนี้คือการเปิดพอร์ตลงทุนให้ลูกหลาน คล้ายกับการออมเงินระยะยาว (TISA) แต่ความพิเศษคือ ระบบจะช่วยจัดพอร์ตการลงทุนให้เหมาะกับวัยของเด็ก เช่น ตอนเด็กอาจเน้นเติบโตมากหน่อย พอโตขึ้นก็ปรับให้มั่นคงขึ้น เป็นต้น

    ขณะเดียวกัน ฝ่ายบริหารโดยกระทรวงสาธารณสุขและสวัสดิการเสนอแนวทางที่แตกต่างออกไป โดยเลือกปรับปรุง“บัญชีการศึกษาและพัฒนาอนาคตของเด็กและเยาวชน” ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน แทนการจัดตั้งระบบใหม่ทั้งหมด

เมื่อเปรียบเทียบกลไกการออมเงินของแต่ละแนวทาง พบว่ามีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน ดังนี้

1) เวอร์ชันฝ่ายน้ำเงิน–ขาว (KMT–TPP)

  • รัฐบาลฝากเงินเริ่มต้นให้เด็กคนละ 50,000 เหรียญ

  • สมทบเพิ่มปีละ 10,000 เหรียญ

  • ใช้งบประมาณประมาณ 142,300 ล้านเหรียญต่อปี

2) เวอร์ชันของนายกัว กั๋วเหวิน (郭國文) จากพรรค DPP

  • รัฐบาลและผู้ปกครองร่วมออมเงิน เดือนละ 1,200 เหรียญ เป็นเวลา 10 ปี

  • ครอบครัวผู้ด้อยโอกาส รัฐบาลอุดหนุนให้เต็มจำนวน

  • ใช้งบประมาณต่อปีประมาณ 27,900 ล้านเหรียญ

3) เวอร์ชันปัจจุบันของกระทรวงสาธารณสุขและสวัสดิการ

  • มุ่งช่วยเหลือเฉพาะครัวเรือนที่มีฐานะเปราะบาง

  • รัฐบาลร่วมออมในอัตรา 1 ต่อ 1

  • ผู้ปกครองเลือกออมได้เดือนละ 500 1,000 หรือ 1,250 เหรียญ

  • ฝากได้สูงสุด 15,000 เหรียญต่อปี

  • เมื่อเด็กอายุครบ 18 ปี จะมีเงินสะสมสูงสุดประมาณ 540,000 เหรียญ

    ในด้านการลงทุน ร่างของฝ่ายKMT–TPPเสนอให้นำเงินไปลงทุนในสินทรัพย์ที่อิงดัชนีตลาดหุ้นไต้หวัน พร้อมรับประกันผลตอบแทนขั้นต่ำซึ่งจะเท่ากับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 2 ปี

    ขณะที่ร่างของนายกัว กั๋วเหวินเสนอให้จัดตั้งคณะกรรมการเพื่อคัดเลือก ETF และกองทุนตามช่วงอายุ เปิดโอกาสให้ครอบครัวเลือกลงทุนด้วยตนเองหรือให้รัฐเป็นผู้บริหารเงินลงทุน โดยรับประกันผลตอบแทนขั้นต่ำเท่ากับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 2 ปี บวกด้วยอัตราเงินเฟ้อ (CPI) ต่อปี

    สำหรับแนวทางของกระทรวงสาธารณสุขและสวัสดิการ ยังคงเน้นการออมเป็นหลัก และยังไม่ได้กำหนดรูปแบบการลงทุนอย่างชัดเจน แม้ก่อนหน้านี้กระทรวงจะระบุถึงทิศทางการปรับปรุงในอนาคต เช่น การขยายกลุ่มเป้าหมาย การเพิ่มแรงจูงใจในการออม และการลดความซับซ้อนของขั้นตอนต่างๆ

    ขณะเดียวกัน คณะกรรมการกำกับดูแลทางการเงินของไต้หวันระบุว่า กำลังผลักดันโครงการ“บัญชีออมเพื่อการลงทุนส่วนบุคคลของไต้หวัน”หรือ TISA และหากในอนาคตมีการพัฒนาบัญชีออมสำหรับเด็กและเยาวชนให้เน้นการลงทุนระยะยาวมากขึ้น ก็สามารถนำประสบการณ์จากระบบ TISA มาปรับใช้ได้

    อย่างไรก็ตาม นายกัวกั๋วเหวินตั้งข้อสังเกตว่า ร่างของฝ่ายน้ำเงิน–ขาวที่อ้างอิงโมเดล “บัญชีทรัมป์” ของสหรัฐ และกำหนดเพดานค่าธรรมเนียมกองทุนหรือ ETF ไม่เกินร้อยละ 0.1 ต่อปี อาจไม่สอดคล้องกับสภาพตลาดทุนของไต้หวันในปัจจุบัน เนื่องจากขณะนี้ยังไม่มีกองทุนใดที่สามารถคิดค่าธรรมเนียมในระดับต่ำเช่นนั้นได้จริง เขาจึงย้ำว่า นโยบายนี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับอนาคตของเด็กและเยาวชน และไม่ควรเร่งรีบตัดสินใจ พร้อมเรียกร้องให้ทุกพรรคการเมือง ทั้ง KMT, TPP, DPP และฝ่ายรัฐบาล เปิดเวทีหารือร่วมกันอย่างรอบด้าน เพื่อออกแบบระบบที่เหมาะสม ยั่งยืน และสอดคล้องกับบริบทของสังคมไต้หวันในระยะยาว

    ข้อเสนอเรื่องการลงทุนผ่านบัญชีสำหรับเด็กและเยาวชน สะท้อนความพยายามของไต้หวันในการรับมือกับโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนแปลงไป และการเตรียมความพร้อมทางการเงินในระยะยาว หากสามารถออกแบบระบบที่มีประสิทธิภาพและเหมาะสมได้ ก็จะช่วยส่งเสริมการออมภายในประเทศ เสริมเสถียรภาพให้ตลาดทุน และลดภาระทางการคลังในอนาคต ทั้งด้านการศึกษาและสวัสดิการสังคม

(ที่มา: RTI)

為提供您更好的網站服務,本網站使用cookies。

若您繼續瀏覽網頁即表示您同意我們的cookies政策,進一步了解隱私權政策。 

我了解