เวลาเดินตลาด คุณคงสังเกตว่า ผลไม้นำเข้าในไต้หวันเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ จากสถิติของกระทรวงเกษตร ผลผลิตผลไม้ในประเทศลดลงมากกว่า 20% ในรอบ 10 ปี อัตราการพึ่งพาตนเองลดลงแตะระดับต่ำสุด ขณะเดียวกัน ปริมาณและมูลค่าผลไม้นำเข้าเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยในปี 2025 มูลค่านำเข้าผลไม้รวมแตะ 30,200 ล้านเหรียญไต้หวัน ทำสถิติสูงสุด เพิ่มขึ้น 44.5% ใน 5 ปี
ส่วนปริมาณผลไม้ที่ผลิตในประเทศลดจาก 2.8 ล้านตันในปี 2015 เหลือ 2.22 ล้านตันในปี 2024 อัตราพึ่งพาตนเองลดจาก 88.3% เหลือ 81.9% ขณะเดียวกัน ปริมาณนำเข้าผลไม้เพิ่มจาก 560,000 ตันเป็น 620,000 ตัน สัดส่วนการนำเข้าต่ออุปทานในประเทศเพิ่มจาก 17.7% เป็น 22.9% และถ้าดูในแง่มูลค่า ผลไม้ 24 ประเภท รวมทั้งผลไม้สดแช่เย็นและผลิตภัณฑ์แปรรูป ปี 2025 มูลค่านำเข้ารวมแตะ 30,200 ล้านเหรียญไต้หวัน เป็นครั้งแรกที่ทะลุ 30,000 ล้าน
หากนับเฉพาะผลไม้สดแช่เย็น มูลค่านำเข้าก็อยู่ที่ 26,300 ล้านเหรียญไต้หวัน ทำสถิติสูงสุดในรอบ 10 ปีเช่นกัน
แชมป์ผลไม้นำเข้า ยังคงเป็น แอปเปิล นำเข้า 780 ล้านลูกต่อปี มูลค่า 9,020 ล้านเหรียญไต้หวัน น้ำหนักรวม 156,000 ตัน เฉลี่ยคนไต้หวันหนึ่งคนบริโภคประมาณ 34 ลูก หรือราว 6.8 กิโลกรัมต่อปี ผลไม้ที่ตามมา ได้แก่ กีวี เชอร์รี และองุ่น โดยกีวีครองอันดับสองมาตลอด แต่หลังปี 2021 เชอร์รีและองุ่นมูลค่าเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนในปี 2025 กีวีถูกแซงเป็นครั้งแรก
อย่างไรก็ตาม ผลไม้ที่เติบโตมากที่สุดคือ เชอร์รี มูลค่าผลไม้สดแช่เย็น 4,320 ล้านเหรียญไต้หวัน เพิ่ม 23.8% ต่อปี ปริมาณนำเข้ากว่า 20,000 ตัน หากคิดลูกละ 10 กรัม คนไต้หวันบริโภครวมประมาณ 2,130 ล้านลูกต่อปี รองลงมาคือ องุ่น มูลค่า 4,450 ล้านเหรียญไต้หวัน น้ำหนัก 37,000 ตัน หากคิดลูกละ 5 กรัม เท่ากับบริโภคประมาณ 7,400 ล้านลูก แต่ถ้าเป็น องุ่นมัสกัต ลูกละ 13 กรัม จะบริโภครวมมากกว่า 2,800 ล้านลูก เฉลี่ยคนไต้หวันกินปีละกว่า 120 ลูก หรือราว 1.6 กิโลกรัม
ทำไมคนไต้หวันถึงรัก แอปเปิล กันนัก? ศ.กิตติคุณ หลี่หมิงสง(呂明雄) จากภาควิชาพืชสวน มหาวิทยาลัยแห่งชาติเจียอี้ วิเคราะห์ว่า ไต้หวันไม่เหมาะกับการปลูกแอปเปิลเมืองหนาวเชิงพาณิชย์ จึงต้องพึ่งพาการนำเข้าเป็นหลัก โดยแอปเปิลพรีเมียมจากญี่ปุ่นมักถูกจัดเป็นชุดของขวัญยอดนิยม ขณะที่แอปเปิลจากออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และชิลี มีคุณภาพดี ราคาจับต้องได้ ทำให้ครองส่วนแบ่งตลาดอันดับหนึ่งมายาวนาน
สำหรับ เชอร์รี การเติบโตเร็วเกิดจากการเปลี่ยนแปลงในตลาดจีน ในอดีตเชอร์รีจากชิลีส่งออกไปจีนเป็นหลัก แต่เศรษฐกิจจีนชะลอตัวและความต้องการผลไม้ราคาสูงลดลง ทำให้เชอร์รีจำนวนมากหันมาสู่ตลาดไต้หวัน ส่วน องุ่น นำเข้าหลักมาจากสหรัฐฯ และชิลี โดยองุ่นเขียวและม่วงมีสัดส่วนใกล้เคียงกัน ขณะเดียวกัน องุ่นมัสกัต จากญี่ปุ่นและเกาหลี ได้รับความนิยมสูง เนื่องจากรสหวานกรอบฉ่ำ แต่เมื่อจีนเริ่มผลิตจำนวนมาก ราคาลดลง และบางส่วนเข้าสู่ไต้หวันผ่านเกาหลี ทำให้ตลาดเปลี่ยนไปและผู้บริโภคเข้าถึงได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ ส้มตระกูลต่าง ๆ เติบโตโดดเด่น ส้ม Ponkan (椪柑) เพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่า ส่วนส้ม Mogan (茂谷柑) เพิ่มขึ้น 49% สาเหตุจากการชดเชยผลผลิตในประเทศ ภัยธรรมชาติ และรสนิยมผู้บริโภค
เจิงเหวินจั่ว(曾文佐) ประธานสมาคมผู้นำเข้าผลไม้ไต้หวัน ระบุว่า ผู้นำเข้ามักหลีกเลี่ยงการแข่งขันตรงกับผลผลิตในประเทศ ปริมาณนำเข้าจึงผันตามผลผลิตภายในประเทศ เช่น ปี 2025 ส้ม Ponkan นำเข้าเพิ่มเพราะฤดูฝนทำผลผลิตในประเทศลด ขณะที่ความนิยมของผู้บริโภคก็มีบทบาท เช่น ส้มเปลือกลอกง่ายและส้มเม่ากู่ รสหวาน ราคาจับต้องได้ ทำให้นำเข้าเพิ่มต่อเนื่อง
กำลังซื้อผู้บริโภคไต้หวันสูงเป็นอันดับสองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รองจากญี่ปุ่น สร้างความต้องการผลไม้นำเข้าอย่างแข็งแกร่ง อีกปัจจัยสำคัญคือ การรักษาความสด ผลไม้ท้องถิ่นหลายชนิดไม่มีระบบควบคุมความเย็น ทำให้สดไม่นาน ขณะที่ผลไม้นำเข้ามาพร้อม ระบบห่วงโซ่ความเย็นครบวงจร ทำให้จัดเก็บและจำหน่ายได้ยืดหยุ่นกว่า ในขณะเดียวกัน ผลผลิตในประเทศลดลงชัดเจน เนื่องจากแรงงานสูงวัยและขาดแคลน แต่ไม่ได้หมายความว่าอุตสาหกรรมผลไม้ไต้หวันถดถอย เกษตรกรรุ่นใหม่เน้น ฟาร์มประณีต ใช้ที่ดินอย่างมีประสิทธิภาพ พัฒนาสายพันธุ์พรีเมียม เช่น สับปะรดน้อยหน่า (鳳梨釋迦) และ สาลี่กันลู่ (甘露梨) เพื่อสร้างมูลค่าและความแตกต่าง
แม้ผลไม้นำเข้าจะเพิ่มขึ้น แต่การสนับสนุนผลไม้ท้องถิ่นยังสำคัญ เพราะตอบโจทย์โภชนาการและระบบนิเวศท้องถิ่น แต่ด้วยข้อจำกัดด้านเกษตรกรรายย่อยและพื้นที่ ไต้หวันจึงต้องพึ่งพาผลไม้นำเข้า การพัฒนาอุตสาหกรรมผลไม้จึงควรมุ่งสู่ มูลค่าสูงและเอกลักษณ์เฉพาะตัว เพื่อความยั่งยืนในตลาด