ไต้หวันกำลังเผชิญกับการระบาดอย่างรุนแรงของเชื้อโนโรไวรัส กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขและสวัสดิการไต้หวัน(Centers for Disease Control:CDC) แถลงว่า ตลอดช่วงวันหยุดยาวเทศกาลตรุษจีนเป็นเวลา 9 วัน มีผู้ป่วยที่มีอาการอาเจียนและท้องเสียเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและเกือบ 90% เป็นการระบาดแบบกลุ่มก้อนซึ่งมีสาเหตุมาจากโนโรไวรัส ซึ่งเป็นเชื้อที่แพร่กระจายได้ง่ายมาก ติดต่อจากคนสู่คนผ่านอุจจาระหรืออาเจียน กลุ่มเสี่ยงอย่างทารก เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง

ช่วงหยุดยาวเทศกาลตรุษจีน 9 วัน ผู้ป่วยที่มีอาการอาเจียนและท้องเสียจากการติดเชื้อโนโรไวรัสเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง (ภาพจาก CNA)
กรมควบคุมโรคยังเตือนประชาชน เมื่อติดเชื้ออาจมีอาการรุนแรงกว่าคนทั่วไป ดังนั้น หากมีอาการอาเจียนหรือท้องเสีย ควรพักรักษาตัวอยู่ที่บ้าน และหลีกเลี่ยงการออกสู่ที่สาธารณะอย่างน้อย 48 ชั่วโมงหลังอาการหาย เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อสู่ผู้อื่น นอกจากนี้ขอให้ประชาชนดูแลสุขอนามัยอย่างเคร่งครัด ล้างมือด้วยสบู่ก่อนเตรียมและรับประทานอาหาร ปรุงอาหารให้สุกสะอาด หลีกเลี่ยงการปนเปื้อน ล้างผักผลไม้ให้สะอาด ของใช้ที่ปนเปื้อนควรฆ่าเชื้อด้วยน้ำยาฟอกขาวและสวมหน้ากากเมื่ออยู่ในที่สาธารณะ
โนโรไวรัสคืออะไร?
เป็นไวรัสที่ทำให้เกิดการอักเสบของระบบทางเดินอาหาร เป็นสาเหตุของการระบาดของการติดเชื้อท้องเสีย ที่ไม่ใช่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ที่พบบ่อยที่สุดในโลก พบได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ ทำให้เกิดอาการท้องเสียและอาเจียน โรคนี้ติดต่อกันได้ง่ายแม้ร่างกายจะได้รับเชื้อในปริมาณเล็กน้อย และเชื้อยังทนต่อความร้อนและน้ำยาฆ่าเชื้อได้ดี จึงสามารถแพร่ระบาดได้อย่างรวดเร็ว ผ่านอาหาร น้ำ หรือการสัมผัสสิ่งของที่ปนเปื้อนเชื้อ จากนั้นเอามือเข้าปาก นอกจากนี้ยังแพร่จากคนสู่คนผ่านละอองอาเจียนที่มีไวรัส อีกทั้งทนต่อความร้อนและแอลกอฮอล์ ทำให้ควบคุมได้ยากปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันเชื้อโนโรไวรัส ในไต้หวันพบในทุกฤดูกาล ส่วนในประเทศไทยมักระบาดในฤดูฝน และช่วงที่มีอากาศเย็น ระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงมกราคมทุกปี

ระวัง!! โนโรไวรัสระบาดหนักตั้งแต่ตรุษจีน หลีกเลี่ยงไปสถานที่สาธารณะที่มีคนแออัด (ภาพจาก knews.com.tw)
กลุ่มอายุที่พบการติดเชื้อโนโรไวรัส
โนโรไวรัสติดเชื้อได้ทุกวัย แต่อาการจะรุนแรงขึ้นในเด็กเล็ก เนื่องจากเด็กมักจะอมนิ้ว ดูดนิ้วหลังจับสิ่งของ จึงเกิดการระบาดได้ง่ายในสถานรับเลี้ยงเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น โรคเบาหวาน โรคไตเรื้อรัง โรคหัวใจ และโรคตับ รวมทั้งผู้ป่วยมะเร็ง (โดยเฉพาะผู้ที่ได้รับเคมีบำบัดหรือรังสีบำบัด) และผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ เป็นต้น
กลุ่มเสี่ยงอื่น ๆ รวมถึงคนที่อยู่ในที่แออัด หรือมีคนอยู่ร่วมกัน ในช่วงเวลาเดียวกันเป็นจำนวนมาก เช่น โรงเรียน โรงพยาบาล หรือสถานดูแลผู้สูงอายุ
อาการที่พบบ่อย
หลังได้รับเชื้อภายใน 12-28 ชม.จะมีอาการ
-คลื่นไส้ อาเจียนค่อนข้างรุนแรง ซึ่งเป็นอาการหลักและพบได้บ่อยที่สุด
-ถ่ายเหลวเป็นน้ำ
-ปวดท้อง หรือปวดเกร็งที่หน้าท้อง
-อาจมีไข้ต่ำร่วมด้วย บางรายมีไข้สูง 38-39 องศาเซลเซียสได้
-ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยตัว
-ผู้ป่วยเด็กที่ติดเชื้อ ถ้ามีอาการรุนแรง ถ่ายตลอดเวลา จะทำให้เกิดภาวะขาดน้ำ ซึ่งอาจจะทำให้เกิดอาการช็อกได้ อาเจียน กินไม่ได้ มีไข้สูง
-ปัสสาวะออกน้อย ซึม กระสับกระส่าย ปลายมือปลายเท้าเย็น ชีพจรเบาเร็ว อาการเหล่านี้แสดงออกถึงความเสี่ยงที่จะเกิดการติดเชื้อในกระแสเลือด

อาการสำคัญของการติดเชื้อโนโรไวรัสคือคลื่นไส้ อาเจียนและท้องเสีย (ภาพจาก commonhealth.com.tw)
การตรวจวินิจฉัยและการรักษา
การตรวจเชื้อโนโรไวรัส โดยการเก็บตัวอย่างอุจจาระส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ
การรักษา
ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนหรือยาที่รักษาโนโรไวรัสโดยตรง จึงต้องรักษาตามอาการ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ต้องดื่มน้ำและเกลือแร่ให้พอ เพื่อทดแทนที่ร่างกายเสียไปจากการอาเจียนและท้องเสีย
-ถ้าท้องเสียหนักหรืออาเจียนจนกินอะไรไม่ได้ ควรไปหาหมอเพื่อให้น้ำเกลือทางเส้นเลือด
-กินอาหารอ่อน ๆ เพราะการติดเชื้อทำให้กระเพาะอาหารและลำไส้อักเสบ จนย่อยและดูดซึมอาหารได้ไม่ปกติ
-พักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวเร็วขึ้น
-หลีกเลี่ยงการใช้ยาปฏิชีวนะที่นิยมใช้กัน เช่น Norfloxacin (นอร์ฟล็อกซาซิน) เพราะเป็นยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย จึงไม่ช่วยรักษาการติดเชื้อไวรัส และอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงที่เป็นอันตราย รวมถึงทำให้เชื้อดื้อยาได้

วิธีป้องกันเชื้อโนโรไวรัสที่ดีที่สุดคือหมั่นล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่เหลวและน้ำ นานอย่างน้อย 20 วินาที ก่อนรับประทานอาหาร หลังใช้ห้องน้ำ และก่อนการเตรียมอาหาร (ภาพจาก helloyishi.com.tw)
การป้องกันและดูแลตนเอง
-ล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่เหลวและน้ำ นานอย่างน้อย 20 วินาที ก่อนรับประทานอาหาร หลังใช้ห้องน้ำ และก่อนการเตรียมอาหาร
-รับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ หรืออาหารสำเร็จรูปที่ผ่านการอุ่นร้อนอย่างทั่วถึง ดื่มน้ำที่สะอาด และหลีกเลี่ยงการบริโภคน้ำแข็งในกรณีที่ไม่มั่นใจในความสะอาด
-ควรใช้ช้อนกลางหรือตะเกียบแยกสำหรับคีบอาหารเพื่อลดการปนเปื้อน
-หลีกเลี่ยงการใช้ภาชนะร่วมกับผู้อื่น เช่น แก้วน้ำ
-ทำความสะอาดพื้นผิวที่อาจปนเปื้อนเชื้อ เช่น โต๊ะ เก้าอี้ ในร้านอาหาร โรงอาหาร ห้องน้ำ และห้องส้วม ด้วยผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อโรคที่มีส่วนผสมของคลอรีน
-หากมีอาการป่วย ควรพักผ่อนอยู่บ้าน หลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมหรือสัมผัสใกล้ชิดกับผู้อื่น รวมถึงการประกอบอาหาร และการรับประทานอาหารร่วมกันเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อ
การป้องกันผู้อื่น
หลังจากอาการหายดีแล้ว ควรหยุดพักฟื้นและดูแลตนเองที่บ้านอีก
อย่างน้อย 2 วัน (48 ชั่วโมง) ก่อนกลับไปทำงานหรือทำกิจกรรมในร้านอาหารโรงเรียน สถานรับเลี้ยงเด็ก ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ หรือสถานที่อื่น ๆ ที่อาจเสี่ยงต่อการแพร่เชื้อโนโรไวรัสไปยังผู้อื่น เนื่องจากเชื้อยังคงอยู่ในอุจจาระของผู้ป่วยอีกระยะหนึ่งหลังอาการหายดีแล้ว
ที่มาข้อมูล
1. cdc.gov.tw
2. thaimedcouncil