Skip to the main content block
::: หน้าแรก| แผนผังเว็บไซต์| Podcasts|
|
Language

Formosa Dream Chasers - Programs - RTI Radio Taiwan International-logo

รายการ
| รายการล่าสุด
เลือกรายการ
ผู้จัดรายการ ตารางรายการ
ประเด็น (ข่าว) ยอดนิยม
繁體中文 简体中文 English Français Deutsch Indonesian 日本語 한국어 Русский Español ภาษาไทย Tiếng Việt Tagalog Bahasa Melayu Українська แผนผังเว็บไซต์

อย่างงี้คุณจะว่าไง วันเสาร์ที่ 14 มี.ค.2569

ในไต้หวันกินบุฟเฟต์ราคาทะลุ 2,000 เหรียญไต้หวันเป็นเรื่องปกติ(ภาพโดยAI)
ในไต้หวันกินบุฟเฟต์ราคาทะลุ 2,000 เหรียญไต้หวันเป็นเรื่องปกติ(ภาพโดยAI)

เพดานราคาบุฟเฟต์อยู่ตรงไหน? 2,000 เหรียญไต้หวันกลายเป็นเรื่องปกติ

ยังจำได้ไหมว่าเมื่อไม่กี่ปีก่อน แค่บุฟเฟต์ราคาหัวละ 1,500 เหรียญไต้หวัน เราก็รู้สึกว่าเป็นความหรูหราระดับท็อปแล้ว? แต่วันนี้มาตรฐานนั้นถูกทิ้งห่างไปไกล จากกรณีร้าน “ A Joy” บนตึกไทเป 101 ที่เปิดราคาสูงทะลุ 4,000 เหรียญไต้หวันต่อคนแต่ยังคงจองยากสุด ๆ ไปจนถึงโรงแรมห้าดาวหลายแห่งที่ทยอยปรับขึ้นราคาบุฟเฟต์เป็น 2,000 เหรียญไต้หวัน ดูเหมือนจะกลายเป็นเกณฑ์พื้นฐานของบุฟเฟต์ระดับพรีเมียมไปแล้ว

นี่ไม่ใช่แค่เรื่องเงินเฟ้อธรรมดา แต่คือกลยุทธ์ “แบ่งตลาด” อย่างชัดเจน โมเดลแบบเดิมที่เน้น “หลากหลาย กินให้อิ่มกินให้คุ้ม” ไม่อาจตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ได้อีกต่อไป บุฟเฟต์ราคาสูงในปัจจุบันชูจุดขายเป็นล็อบสเตอร์ ปูจักรพรรดิ วากิว แบบกินไม่อั้น หรือแม้แต่มีเชฟทำอาหารสด ๆ ตรงหน้า ความรู้สึก “อัปเกรด” แบบนี้ทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่า แม้ราคาต่อหัวสูง แต่ถ้าเลือกสั่งเป็นจานอาจแพงกว่านี้ จึงเกิดความคุ้มค่าในเชิงจิตวิทยาอย่างแยบยล

ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า ธุรกิจร้านอาหารไต้หวันกำลังพัฒนาแบบ “ตัว Mอย่างชัดเจน ความหมายของ M-shape คือ ร้านระดับ “ราคากลาง” กลับอยู่ยากที่สุด ดังนั้น ผู้ประกอบการจึงต้องเลือกทางใดทางหนึ่ง คือ จะสุดทางความประหยัด ขายความคุ้มค่าแบบข้าวกล่องหรืออาหารจานด่วนราคาย่อมเยา (100–200 เหรียญไต้หวัน) หรือจะสุดทางความหรู เสิร์ฟวัตถุดิบพรีเมียมและบริการระดับสูง (2,000 เหรียญไต้หวันขึ้นไป) ส่วนร้านที่ราคาต่อหัวอยู่ช่วง 500–800 เหรียญไต้หวัน กลับตกอยู่ในจุดน่าอึดอัด เพราะสำหรับสายประหยัดก็ยังแพงเกินไป แต่สำหรับสายเสพประสบการณ์ก็ยังไม่พิเศษพอ

โครงสร้างธุรกิจอาหารที่เปลี่ยนไปเช่นนี้ บีบให้ผู้ประกอบการต้อง “เลือกข้าง” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จึงไม่น่าแปลกใจที่ในภาพเดียวกัน เราจะเห็นอาหารอุ่นร้อนในไมโครเวฟ 60 เหรียญในร้านสะดวกซื้อขายดีถล่มทลาย ขณะที่บุฟเฟต์ 4,000 เหรียญต้องรอคิวสองเดือน นี่คือภาพสะท้อนชัดเจนของพฤติกรรมการบริโภคแบบสุดขั้วในไต้หวันยุคปัจจุบัน

        ทำไมหลายคนยอมควักเงินเกือบครึ่งเดือนของเงินเดือน เพื่อกินข้าวแค่มื้อเดียว? เพราะทุกวันนี้ “การกิน” ไม่ได้มีไว้แค่ตอบสนองความหิวทางกาย แต่กลายเป็น “ค่านิยมทางสังคม” ไปแล้ว

การเช็กอินร้านบุฟเฟต์ระดับท็อปที่จองยากสุด ๆ บน Instagram หรือ Facebook มอบทั้งความพึงพอใจทางจิตใจและความรู้สึกเหนือระดับทางสังคม ซึ่งร้านราคาประหยัดไม่อาจให้ได้ นี่แหละคือสิ่งที่เรียกว่า “เศรษฐกิจแห่งประสบการณ์” ผู้บริโภคไม่ได้จ่ายเงินเพื่อ “อาหารเพียงอย่างเดียว” อีกต่อไป แต่จ่ายเพื่อ “ประสบการณ์การรับประทาน” “บรรยากาศและวิว” รวมถึง “ความรู้สึกพิเศษ” นอกจากนี้ กลยุทธ์การตลาดแบบสร้างความขาดแคลน (scarcity marketing) ก็มีบทบาทสำคัญ จำกัดจำนวนที่นั่ง เปิดจองเฉพาะบางช่วงเวลา ทำให้เกิดความรู้สึกว่าโอกาสมีจำกัด เมื่อคุณรู้สึกว่ามื้อนี้เป็นสิ่งที่ “แย่งชิงมาได้” แม้เห้นป้ายราคา 2,000 เหรียญ ก็ไม่รู้สึกบาดตา

การขึ้นราคาก็ไม่อาจโทษผู้ประกอบการว่าโลภ เพราะพวกเขามีเหตุผลจำเป็นอยู่เบื้องหลัง ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ต้นทุนวัตถุดิบพุ่งสูง เนื้อวัวนำเข้าและอาหารทะเลมีราคาสูงต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน ไต้หวันกำลังเผชิญปัญหาขาดแคลนแรงงานรุนแรงที่สุดในประวัติการณ์ ดังนั้น เพื่อรักษาพนักงานไว้ ธุรกิจร้านอาหารจำเป็นต้องเพิ่มค่าจ้างและสวัสดิการอย่างมาก เมื่อต้นทุนแรงงานและต้นทุนวัตถุดิบพุ่งขึ้นพร้อมกัน การสะท้อนต้นทุนไปยังราคาขายจึงแทบเลี่ยงไม่ได้

การขยับสู่ตลาดระดับสูงจึงเป็น “กลยุทธ์เอาตัวรอด” เพื่อรักษาอัตรากำไร และรองรับต้นทุนบุคลากรที่สูงขึ้น แทนที่จะทำกำไรบาง ๆ แล้วให้พนักงานทำงานหนักเกินไป หลายกลุ่มธุรกิจจึงเลือกยกระดับราคาต่อหัว เพื่อให้บริการลูกค้าที่มีกำลังจ่ายมากกว่า นี่กลายเป็นฉันทามติใหม่ของวงการร้านอาหาร

บทสรุป ภายใต้แนวโน้มการบริโภคแบบตัว M ตลาดได้คัดกรองกลุ่มลูกค้าที่แสวงหา “ประสบการณ์ขั้นสุด” ออกมาอย่างชัดเจน สำหรับผู้บริโภค นั่นหมายความว่า ทางเลือกเรื่อง “การกิน” ในอนาคตจะยิ่งแบ่งขั้วชัดเจนขึ้น คือในวันธรรมดาเลือกความคุ้มค่าเพื่อให้อิ่มท้อง แต่วันหยุดพร้อมทุ่มเงินก้อนโตเพื่อดื่มด่ำกับมื้อพิเศษสุดหรู การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการบริโภคเช่นนี้ อาจสะท้อนถึงความเป็นผู้ใหญ่และความสุกงอมของเศรษฐกิจไต้หวันในอีกมิติหนึ่งก็เป็นได้

แถมท้ายด้วยเคล็ดลับกินบุฟเฟต์ให้ได้มากขึ้นแบบ “มีหลักวิทยาศาสตร์” จากการทดลองของผู้เชี่ยวชาญชาวญี่ปุ่น ที่ต้องการหาวิธีกินบุฟเฟต์ให้ได้มากที่สุด

การทดลองแบ่งผู้เข้าร่วมออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่

1.       กลุ่มที่กินอาหารญี่ปุ่นรสอ่อน

2.       กลุ่มที่กินทงคัตสึ (หมูทอด) ในปริมาณแคลอรีเท่ากัน

3.       กลุ่มที่งดอาหารก่อนทดลอง

จากนั้นทุกกลุ่มเข้าท้าทายบุฟเฟต์ปิ้งย่าง 90 นาที ผลปรากฏว่า กลุ่มที่กินหมูทอดก่อนทำสถิติกินได้มากที่สุด เฉลี่ยราว 1.9 กิโลกรัม ขณะที่กลุ่มอดอาหารกลับกินได้น้อยที่สุด เพียงประมาณ 1.1 กิโลกรัม ผู้เชี่ยวชาญอธิบายว่า กลุ่มที่อดอาหารเพราะหิวจัดจึงกินเร็ว ทำให้น้ำตาลในเลือดพุ่งเร็วและอิ่มไว ส่วนกลุ่มหมูทอดได้รับไขมัน ซึ่งหลังราว 4 ชั่วโมงจะเปลี่ยนเป็นกรดไขมันอิสระ กระตุ้นศูนย์ควบคุมความอยากอาหารในสมอง ทำให้สมองเข้าใจผิดว่ายังหิวอยู่

วิธีที่สอง: ดื่มน้ำอัดลมโซดา การทดลองพบว่า ดื่มน้ำโซดา 100 มิลลิลิตร ช่วยกระตุ้นผนังกระเพาะให้ขยายและบีบตัว เร่งการส่งอาหารลงลำไส้ ทำให้เกิดความรู้สึกเหมือนกระเพาะว่างและกินต่อได้ กลุ่มน้ำโซดากินได้ราว 4.4 กิโลกรัม

วิธีที่สาม: รีเฟรชรสชาติ (Taste Reset) ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า หากกินของหวานนาน ๆ ประสาทรับรสจะชา ต้อง “รีเซ็ตลิ้น” เพื่อกระตุ้นการรับรสใหม่ ในการทดลองบุฟเฟต์ของหวาน กลุ่มที่รีเฟรชรสชาติกินได้ราว 2 กิโลกรัม

วิธีที่สี่: เก็บจานออกทันที การทดลองให้ผู้ร่วมทดสอบกินซูชิบุฟเฟต์ 2 วันติดกัน วันที่สองมีการเก็บจานทันทีที่กินเสร็จ ผลคือกินได้ 36 จาน มากกว่าวันแรกที่วางจานซ้อนตรงหน้าอยู่ 5 จาน ผู้เชี่ยวชาญอธิบายว่า เมื่อมองไม่เห็นปริมาณที่กินไป สมองจะเกิดภาพลวงตาว่า “ยังไม่ได้กินมาก” จึงทำให้กินต่อได้อีก

為提供您更好的網站服務,本網站使用cookies。

若您繼續瀏覽網頁即表示您同意我們的cookies政策,進一步了解隱私權政策。 

我了解