Skip to the main content block
::: หน้าแรก| แผนผังเว็บไซต์| Podcasts|
|
Language

Formosa Dream Chasers - Programs - RTI Radio Taiwan International-logo

รายการ
| รายการล่าสุด
เลือกรายการ
ผู้จัดรายการ ตารางรายการ
ประเด็น (ข่าว) ยอดนิยม
繁體中文 简体中文 English Français Deutsch Indonesian 日本語 한국어 Русский Español ภาษาไทย Tiếng Việt Tagalog Bahasa Melayu Українська แผนผังเว็บไซต์

ไขปัญหาแรงงาน วันพุธที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569

ไขปัญหาแรงงาน นายจ้างจ่ายค่าจ้างต้องมอบใบแสดงรายการค่าจ้างหรือสลิปเงินเดือนสองภาษาให้แรงงานต่างชาติ
ไขปัญหาแรงงาน นายจ้างจ่ายค่าจ้างต้องมอบใบแสดงรายการค่าจ้างหรือสลิปเงินเดือนสองภาษาให้แรงงานต่างชาติ

1. นายจ้างจ่ายค่าจ้างต้องมอบใบแสดงรายการค่าจ้างหรือสลิปเงินเดือนสองภาษาให้แรงงานต่างชาติ ฝ่าฝืนมีโทษปรับ 300,000 และเพิกถอนใบอนุญาตจ้างแรงงานต่างชาติ 2 ปี

      แรงงานต่างชาติส่วนใหญ่ไม่สามารถอ่านภาษาจีนได้ เมื่อได้รับค่าจ้างพร้อมใบแสดงรายการค่าจ้างหรือใบสลิปเงินเดือนที่เป็นภาษาจีน ไม่รู้ว่ามีรายการหักถูกต้องตามกฎหมายและจำนวนค่าจ้าง ค่าตามโอทีตามความเป็นจริงหรือไม่ กระทรวงแรงงานเตือนว่านายจ้างมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าจ้างแรงงานต่างชาติอย่างโปร่งใส ครบถ้วน และต้องจัดทำใบแสดงรายการค่าจ้าง หรือที่เรียกสลิปเงินเดือนแบบสองภาษา มอบให้แรงงานต่างชาติทุกครั้งที่มีการจ่ายเงินเดือน เพื่อคุ้มครองสิทธิแรงงาน ป้องกันการเอาเปรียบ และเป็นหลักฐานทางกฎหมายในการกำกับดูแลของรัฐ

สลิปเงินเดือนของแรงงานไทยรายหนึ่งเมื่อ 6 ปีที่แล้ว แม้อัตราค่าจ้างขั้นต่ำในขณะนั้นเพียง 23,800 เหรียญ แต่รวมโบนัสและโอทีแล้ว สูงจนคนไต้หวันตกใจ

      ปัจจุบัน คิดว่าโรงงานส่วนใหญ่ปฏิบัติตามกฎระเบียบ อาจมีเพียงส่วนน้อยที่มีแต่ภาษาจีน หรือโรงงานครอบครัวบางแห่ง ใช้วิธีเขียนด้วยลายมือเป็นภาษาจีนไว้บนซองเงินเดือน ตัวคนงานแม้จะอ่านไม่ออก แต่ส่วนใหญ่ก็เชื่อและไว้วางใจนายจ้าง ไม่ได้ร้องเรียนแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม การไม่จัดทำหรือไม่มอบใบแสดงรายการค่าจ้างให้แรงงานต่างชาติเก็บรักษาถือเป็นพฤติกรรมที่ผิดกฎหมายว่าด้วยระเบียบการอนุญาตและการบริหารจัดการการจ้างงานแรงงานต่างชาติ มาตรา 66 มีโทษปรับ 60,000-300,000 เหรียญไต้หวัน และเพิกถอนใบอนุญาตจ้างแรงงานต่างชาติบางส่วนหรือทั้งหมดนาน 2 ปี

รูปแบบสลิปเงินเดือนของแต่ละโรงงานอาจเหมือนกัน แต่กระทรวงแรงงานเน้นย้ำว่า ทั้งหมดต้องมีภาษาแม่ของแรงงานต่างชาติกำกับคู่กับภาษาจีน

      เพื่อให้นายจ้างสามารถจัดทำใบแสดงรายการค่าจ้างที่แนบมาพร้อมการจ่ายค่าจ้างแก่แรงงานต่างชาติให้สอดคล้องตามกฎหมาย กระทรวงแรงงานมีการจัดทำแบบฟอร์มตัวอย่างใบแสดงรายการค่าจ้าง (สองภาษา จีน–ภาษาประเทศต้นทางของแรงงาน) เพื่อใช้เป็นแนวทางอ้างอิงในการปฏิบัติ โดยใบสลิปเงินเดือนมีข้อกำหนดสำคัญต่อไปนี้ :

หน้าที่ของนายจ้าง

1. เมื่อนายจ้างจ่ายค่าจ้างให้แรงงานต่างชาติตามสัญญาจ้าง ต้องจ่ายเต็มจำนวนเป็นเงินสดโดยตรง ยกเว้นเฉพาะรายการหักที่แรงงานต่างชาติต้องรับผิดชอบตามกฎหมาย ได้แก่

      - เบี้ยประกันสุขภาพ

      - เบี้ยประกันแรงงาน

      - ภาษีเงินได้

      - ค่าอาหารและที่พักตามในสัญญาจ้าง

     หากมีการจ่ายค่าจ้างด้วยวิธีอื่นที่ไม่ใช่เงินสด ต้องจัดทำเอกสารหลักฐานประกอบ และมอบให้แรงงานต่างชาติเก็บรักษา พร้อมทั้งเก็บสำเนาไว้กับตนเอง 1 ชุด

2. นายจ้างต้องจัดทำใบแสดงรายการค่าจ้าง (สลิปเงินเดือน) ที่พิมพ์เป็นภาษาจีนและภาษาแม่ของแรงงาน และมอบให้แรงงานต่างชาติเก็บรักษา 1 ฉบับ นายจ้างต้องเก็บสำเนาเพื่อการตรวจสอบอีก 1 ฉบับ

ใบแสดงรายการค่าจ้างต้องระบุให้ชัดเจนในรายการต่อไปนี้

      - รายการหักที่แรงงานต้องรับผิดชอบ

      - จำนวนเงินค่าจ้าง ค่าโอที เงินโบนัสและรายได้ในแต่ละรายการ

      - วิธีการจ่ายและกำหนดเวลาจ่ายค่าจ้าง

3. หากนายจ้างไม่จ่ายค่าจ้างครบถ้วนตามจำนวนที่กำหนด หน่วยงานด้านแรงงานสามารถมีคำสั่งให้ชำระภายในระยะเวลาที่กำหนด หากพ้นกำหนดแล้วยังปฏิเสธการจ่าย จะถูกลงโทษตามกฎหมายการจ้างงาน มาตรา 57 วรรค 9 และมาตรา 67 ปรับเป็นเงินตั้งแต่ 60,000 – 300,000 เหรียญไต้หวัน และอาจถูกเพิกถอนใบอนุญาตจ้างงานบางส่วนหรือทั้งหมด นอกจากนี้ คำขออนุญาตว่าจ้างในอนาคตจะถูกควบคุมและไม่อนุญาตเป็นเวลา 2 ปี กรณีไม่จัดทำหรือไม่มอบใบแสดงรายการค่าจ้างให้แรงงานต่างชาติเก็บรักษา ให้ใช้บทลงโทษในลักษณะเดียวกัน

ตัวอย่างสลิปเงินเดือนมาตรฐานที่กระทรวงแรงงานจัดทำเพื่อให้นายจ้างดาวน์โหลดไปใช้

หน้าที่ของแรงงานต่างชาติ

      1. เมื่อได้รับค่าจ้าง แรงงานต่างชาติต้องตรวจสอบรายละเอียดในใบแสดงรายการค่าจ้างอย่างรอบคอบ ว่านายจ้างได้จ่ายค่าจ้างครบถ้วนตามที่ระบุไว้หรือไม่ และต้องลงนามหรือพิมพ์ลายนิ้วมือในใบแสดงรายการค่าจ้าง ภายหลังตรวจสอบความถูกต้องแล้วเท่านั้น

      2. แรงงานต่างชาติต้องเก็บรักษาใบแสดงรายการค่าจ้างที่นายจ้างมอบให้ไว้ด้วยตนเอง เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการตรวจสอบของหน่วยงานรัฐ

      3. ค่าจ้างเป็นกรรมสิทธิ์ของแรงงานต่างชาติผู้รับค่าจ้างโดยชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้น ภายหลังได้รับค่าจ้างแล้ว แรงงานต่างชาติมีสิทธิในการจัดการ ใช้จ่าย และกำหนดวิธีการใช้รายได้ของตนเองได้โดยเสรี ตามเจตจำนงของตน

2. การส่งออกอุตสาหกรรมดั้งเดิมซบเซา หลายกิจการลดการผลิต ลดโอที แนะแรงงานไทยปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต ใช้เงินเป็น แล้วจะเก็บเงินได้

      ตั้งแต่ปลายปี พ.ศ. 2565 เป็นต้นมา ภาวะเศรษฐกิจไต้หวันอยู่ในช่วงขาลงการส่งออกลดลงต่อเนื่องมาหลายปี โดยเฉพาะโรงงานอุตสาหกรรมดั้งเดิมได้รับผลกระทบอย่างเด่นชัด มีเพียงอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์หรือที่เกี่ยวข้องกับ AI เท่านั้นที่ยังเฟื่องฟู และเมื่อต้นปี 2568 รัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์แห่งสหรัฐอเมริกา ประกาศขึ้นภาษีศุลกากร ทำให้โรงงานต่าง ๆ ในไต้หวัน ซึ่งส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐอเมริกาในสัดส่วนประมาณ 20% รองจากส่งออกไปยังจีนแผ่นดินใหญ่ที่มีกว่า 30% ได้รับผลกระทบอย่างหนัก แม้เมื่อวันที่ 16 มกราคมที่ผ่านมา ข้อตกลงภาษีศุลกากรระหว่างไต้หวันกับสหรัฐฯ จะได้ข้อยุติแล้ว สินค้าส่งออกไปสหรัฐฯ ถูกจัดเก็บภาษีในอัตรา 15% และไม่ถูกเรียกเก็บซ้อนกับอัตราภาษีประเทศได้รับสิทธิพิเศษสูงสุด (MFN) ซึ่งถือเป็นเงื่อนไขการแข่งขันที่ค่อนข้างดี

      อย่างไรก็ตาม ภาคอุตสาหกรรมที่พึ่งพาการส่งออกของไต้หวัน ได้รับแรงกดดันด้านราคาโดยตรง ประกอบกับความไม่แน่นอนของอัตราภาษีตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา ทำให้ผู้ประกอบการไม่สามารถกำหนดทิศทางการดำเนินธุรกิจได้ ต้องลดขนาดกิจการหรือล้มละลายเป็นจำนวนมาก หลายโรงงานโดยเฉพาะอุตสาหกรรมดั้งเดิมและธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) มีการปลดพนักงานท้องถิ่นและต่างชาติ แรงงานไทยก็พลอยเดือดร้อนไปด้วย การย้ายงานจึงยากลำบากมากขึ้น แตกต่างจากอดีตที่เศรษฐกิจดีและขาดแคลนแรงงาน มีการชักชวนให้ย้ายงานกันมาก แต่ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา สถานการณ์เปลี่ยนแปลงไป คนที่ถูกให้ออกจากงาน ต้องหางานใหม่ สำหรับผู้ที่โชคดีที่ยังมีงานทำปกติในโรงงานหรือยังมีโอที ควรประหยัดอดออม ตั้งใจทำงานและเก็บเงิน เนื่องจากปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นไต้หวัน ไทย หรือประเทศใด ก็ต่างเผชิญปัญหาภาวะเงินเฟ้อ รายได้เพิ่มขึ้นไม่ทันราคาสินค้า จำนวนเงินเท่าเดิมแต่ซื้อของได้น้อยลง ยังต้องเผชิญกับค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐประมาณร้อยละ 9.4 ในปี พ.ศ. 2568 ซึ่งสูงเป็นอันดับต้น ๆ ของภูมิภาค รองเพียงมาเลเซียที่อยู่ที่ 9.5% เท่านั้น ส่งผลให้แรงงานไทยที่ทำงานในต่างประเทศส่งเงินกลับบ้านในจำนวนเท่าเดิม แต่เมื่อแปลงเป็นเงินบาทแล้วได้รับน้อยกว่าปีก่อนมาก จึงต้องมีวิธีประหยัดและใช้เงินเป็น เพราะจะช่วยให้เก็บเงินได้

      อันดับแรกเลย ต้องเลิกพฤติกรรมเสี่ยงทางการเงิน ไม่ว่าจะเป็นการใช้จ่ายเงินเกินตัว ฟุ่มเฟือย หาได้เท่าไหร่ เปย์หมดตัว โดยละเลยการวางแผนการเงิน ซึ่งหลายคนทราบดีว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร หากไม่วางแผนการเงิน เมื่อไม่ทราบว่าเราใช้จ่ายไปกับอะไรบ้าง การลดรายจ่ายจึงไม่รู้ว่าจะต้องเริ่มต้นจากจุดใด ดังนั้น การแก้ปัญหาดังกล่าวที่ดีที่สุดก็คือ ต้องเริ่มวางแผนการเงินก่อน

      การใช้เงินอย่างมีหลักการจะช่วยให้สามารถเก็บเงินได้ ด้วยการควบคุมการใช้จ่าย โดยพิจารณาว่าอะไรควรซื้อ อะไรไม่ควรซื้อ รู้จักแยกแยะค่าใช้จ่ายที่ “จำเป็น” ออกจากค่าใช้จ่ายที่เป็นเพียง “ความต้องการ” ทำให้การใช้เงินเป็นเรื่องที่นำสุขมาให้ และไม่ทำให้ชีวิตของเราเดือดร้อนภายหลัง วิธีที่เราจะควบคุมเงินได้นั้น คือจัดทำงบประมาณสำหรับการใช้จ่ายในแต่ละเดือน เช่นเดียวกับการตั้งงบประมาณขององค์กรต่าง ๆ เพื่อควบคุมรายจ่ายไม่ให้เกินความจำเป็น ลดปัญหาการกู้ยืมเงินหรือภาวะเงินขาดมือ

      สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งคือการดูแลรักษาสุขภาพ ซึ่งจะช่วยประหยัดค่ารักษาพยาบาลและป้องกันการขาดรายได้ การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอและเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เป็นจุดเริ่มต้นที่ทุกคนสามารถทำได้ เมื่อเริ่มต้นออกกำลังกายและดูแลสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ ค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลก็จะลดลง เนื่องจากได้ป้องกันไว้ล่วงหน้าด้วยการดูแลสุขภาพที่ดีแล้ว

3. เตือนแรงงานต่างชาติฆ่าน้องหมา-แมว คุก 2 ปี ปรับเพิ่ม 2 ล้าน ซื้อ-ขาย-กิน ก็มีโทษปรับสูงสุด 250,000 เหรียญ

      คดีแรงงานต่างชาติบริโภคและฆ่าสุนัข–แมว อันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายคุ้มครองสัตว์ของไต้หวันเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง กระทรวงเกษตรได้จัดทำสื่อประชาสัมพันธ์หลายภาษา พร้อมทั้งมีหนังสือแจ้งไปยังหน่วยงานส่วนกลาง หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และรัฐบาลท้องถิ่น เพื่อเพิ่มความเข้มข้นในการประชาสัมพันธ์และป้องปรามการกระทำผิด เตือนการฆ่าสัตว์โดยผิดกฎหมายมีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี และปรับไม่เกิน 2 ล้านเหรียญ ขณะที่การจำหน่าย ซื้อ หรือบริโภคโดยผิดกฎหมาย มีโทษปรับสูงสุด 250,000 เหรียญไต้หวัน

      ปัจจุบัน รัฐบาลท้องถิ่นหลายแห่ง อาทิ นครนิวไทเป นครไทจง และเมืองผิงตง ฯลฯ ได้ออกข้อบัญญัติท้องถิ่น กำหนดให้นายจ้างมีหน้าที่รับผิดชอบในการห้ามหรือป้องกันไม่ให้แรงงานต่างชาติของตน ใช้สถานที่พักอาศัยหรือสถานที่ที่นายจ้างจัดให้ กระทำการบริโภคหรือฆ่าสัตว์ หากฝ่าฝืนข้อกำหนด หรือไม่ดำเนินการประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ตามหน้าที่ จะมีโทษปรับตามที่กฎหมายกำหนด

      กฎหมายคุ้มครองสัตว์ของไต้หวัน มาตรา 6 และมาตรา 12 วรรค 3 กำหนดว่า บุคคลใดห้ามรบกวน ทารุณกรรม หรือทำร้ายสัตว์ และห้ามฆ่าสุนัขหรือแมว รวมถึงห้ามจำหน่าย ซื้อ บริโภค หรือครอบครองซากสัตว์ อวัยวะภายใน หรืออาหารที่มีส่วนประกอบของสุนัขหรือแมว ผู้ฝ่าฝืนการฆ่าสัตว์ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี และปรับตั้งแต่ 200,000 ถึง 2,000,000 เหรียญไต้หวัน หากใช้ยา อาวุธปืน หรือวิธีการที่ทำให้สัตว์เสียชีวิตในลักษณะร้ายแรง ตามมาตรา 25-1 มีโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ถึง 5 ปี และปรับตั้งแต่ 500,000 ถึง 5,000,000 เหรียญไต้หวัน ส่วนผู้ฝ่าฝืนการจำหน่าย ซื้อ บริโภค หรือครอบครองซากหรืออวัยวะของสุนัข–แมว หรืออาหารที่มีส่วนประกอบดังกล่าว ตามมาตรา 27 ข้อ 6 มีโทษปรับตั้งแต่ 50,000 ถึง 250,000 เหรียญไต้หวัน และอาจถูกเปิดเผยชื่อ ภาพถ่าย และข้อเท็จจริงแห่งการกระทำผิดให้สาธารณชนทราบ

      เพื่อยกระดับสวัสดิภาพสัตว์ ที่ผ่านมา สมาชิกสภานิติบัญญัติทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านได้เสนอแก้ไขกฎหมายคุ้มครองสัตว์ เพื่อเพิ่มโทษให้มีผลยับยั้งมากขึ้น ล่าสุด สภาบริหารไต้หวันมีมติเมื่อวันที่ 8 มกราคม อนุมัติร่างแก้ไขกฎหมายตามที่กระทรวงเกษตรเสนอ และจะนำไปรวมพิจารณากับฉบับร่างของสมาชิกสภานิติบัญญัติต่อไป

      กระทรวงเกษตรชี้แจงว่า การแก้ไขกฎหมายครั้งนี้ให้ความสำคัญกับมาตรการที่สังคมมีฉันทามติสูงและสามารถปฏิบัติได้จริง ครอบคลุม 5 ด้านหลัก ได้แก่ การเสริมสร้างความรับผิดชอบของผู้เลี้ยงสัตว์ การยกระดับการบริหารจัดการสถานสงเคราะห์สัตว์ การพัฒนาการกำกับดูแลอุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยง การเพิ่มอำนาจในการบังคับใช้กฎหมายของเจ้าหน้าที่คุ้มครองสัตว์ และการเสริมสร้างการคุ้มครองสัตว์ โดยมีการแก้ไขกฎหมายรวมทั้งสิ้น 27 มาตรา

      ในส่วนการเพิ่มโทษเพื่อป้องปรามการทารุณสัตว์ ร่างกฎหมายเสนอให้เพิ่มโทษในกรณีการทารุณกรรมร้ายแรง โดยผู้ที่จงใจฆ่า หรือทารุณกรรมจนสัตว์พิการอย่างรุนแรง หรือสูญเสียการทำงานของอวัยวะสำคัญ จะต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 5 ปี และปรับตั้งแต่ 300,000 ถึง 3,000,000 เหรียญไต้หวัน หากใช้ยา อาวุธปืน ความรุนแรง หรือวิธีทรมานอื่น อาจเพิ่มโทษได้อีกไม่เกินกึ่งหนึ่ง และยกเลิกเงื่อนไขเดิมที่ต้องเป็นกรณีสัตว์หลายตัวเสียชีวิต

      นอกจากส่วนกลางแล้ว บางพื้นที่ได้กำหนดข้อบัญญัติท้องถิ่นเพื่อเพิ่มบทบาทของนายจ้าง อาทิ ข้อบัญญัติคุ้มครองสัตว์ของนครนิวไทเปและนครไทจง กำหนดให้นายจ้างต้องอบรม ห้ามหรือป้องกันไม่ให้แรงงานต่างชาติในสถานที่ทำงาน สถานที่พักอาศัย หรือพื้นที่ที่นายจ้างจัดให้ กระทำการฆ่า จำหน่าย ซื้อ บริโภค หรือครอบครองซากหรืออวัยวะของสุนัข–แมว หรืออาหารที่มีส่วนประกอบดังกล่าว นายจ้างที่ฝ่าฝืนมีโทษปรับตั้งแต่ 15,000 ถึง 75,000 เหรียญไต้หวัน และสามารถปรับซ้ำได้ตามจำนวนครั้งที่ฝ่าฝืน

      กระทรวงเกษตรระบุว่า คดีที่ตรวจพบในช่วงหลังมีลักษณะเป็นขบวนการและแฝงตัวสูง มักเกิดในพื้นที่ส่วนบุคคล เช่น โรงเรือนหรือคลังสินค้า และการรวบรวมพยานหลักฐานมักเกี่ยวข้องกับการตรวจค้นและยึดของกลาง ซึ่งต้องอาศัยอำนาจของเจ้าหน้าที่ตำรวจ จึงได้มีหนังสือถึงรัฐบาลท้องถิ่นให้เสริมสร้างการประสานงานระหว่างหน่วยงาน และร่วมมือกับตำรวจในการปราบปราม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมายต่อไป

4. ไต้หวันหนักใจแรงงานเวียดนามผิดกฎหมาย ยอดหนีที่ยังไม่ถูกตรวจพบสูงกว่า 6 หมื่นคน เอี่ยวทุกเรื่องที่ผิดกฎหมาย ทั้งลักลอบตัดไม้ ร่วมมือมาเฟียท้องถิ่น เรียกค่าไถ่ ต้มตุ๋นและค้ายา ฯลฯ

      จากข้อมูลของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง กระทรวงมหาดไทยของไต้หวัน ณ วันที่ 30 พฤศจิกายน 2568 แรงงานต่างชาติที่หลบหนีนายจ้างกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมายและยังไม่ถูกตรวจพบพุ่งสูงต่อเนื่องเป็น 94,919 คน หรือแรงงานต่างชาติทุก 10 คนหลบหนีและยังไม่ถูกจับ 1 คน แบ่งเป็นผู้ชาย 55,946 คน หญิง 38,973 คน ภาคการผลิตหลบหนีมากที่สุด 54,332 คน ตามด้วยผู้อนุบาล 30,182 คน ลูกเรือประมง 3,108 คนและก่อสร้าง 3,711 คน แต่หากจำแนกตามสัญชาติ แรงงานเวียดนามหลบหนีมากที่สุด 60,635 คน ครองสัดส่วน 64% ของยอดจำนวนแรงงานต่างชาติที่หลบหนี ตามด้วยแรงงานอินโดนีเซีย 29,651 คน อันดับ 3 แรงงานฟิลิปปินส์ 27,02 คน ส่วนแรงงานไทยหลบหนี 1,930 คน

      หน่วยงานรัฐ อย่างกระทรวงแรงงาน สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและกรมป่าไม้ ฯลฯ ต่างรู้สึกปวดหัวและหนักใจกับแรงงานต่างชาติที่หลบหนีกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมาย โดยเฉพาะแรงงานเวียดนามที่ทุก 5 คนหลบหนี 1 คน ก่อนหน้านี้ มีแรงงานเวียดนามผิดกฎหมายถูกตรวจพบและจับกุม ขณะใส่กุญแจมือในโรงพักยังใช้วิชาหดตัวรอดจากกุญแจมือหลบหนีไปได้ แม้จะถูกจับกุมอีกครั้งใน 5 วันต่อมา แต่ก็ทำให้ตำรวจตะลึงในความสามารถอย่างยิ่ง ที่สำคัญแรงงานเวียดนามที่หลบหนียังทำทุกอย่างที่ผิดกฎหมายในลักษณะที่เป็นกลุ่มแก๊ง ไม่ว่าจะเข้าร่วมแก๊งคอลเซนเตอร์ มาเฟียท้องถิ่น ตั้งบ่อนการพนัน ขายยาเสพติด ลักลอบตัดไม้ทำลายป่า และอุ้มคนบ้านเดียวกันไปเรียกค่าไถ่ ฯลฯ

ตำรวจเกาสงทลายปาร์ตี้ยานรกในผับฉาวแห่งหนึ่งที่เขตต้าเหลียว จับแรงงานเวียดนาม 64 คนมั่วสุมเสพยาเสพติดเป็นประจำในคืนสุดสัปดาห์ (ภาพจากคลิปตำรวจเกาสง)

      จากข้อมูลของสำนักงานตำรวจ กระทรวงมหาดไทยพบว่า 9 เดือนแรกของ 2568 ที่ผ่านมา ชาวต่างชาติที่เป็นผู้ต้องหาก่ออาชญากรรมและถูกจับกุมมีจำนวน 8,293 คน ในจำนวนนี้ร้อยละ 95.37 หรือ 7,909 คนเป็นผู้ต้องหาชาวเอเชีย โดยเฉพาะผู้ที่มีสถานะเป็นแรงงานต่างชาติ อาชญากรรมที่ก่อมากที่สุด ได้แก่คดีฉ้อโกง 3,013 คน คิดเป็นอัตราส่วน 36.33% อันดับ 2 เป็นคดีก่ออันตรายต่อสาธารณะ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคดีเมาแล้วขับ 1,869 คน หรือ 22.54% ตามด้วยคดีลักทรัพย์ 762 คน คิดเป็นอัตราส่วน 9.16% อันดับ 4 คดียาเสพติด 669 คน ครองสัดส่วน 8.07% อันดับ 5 คดีทำร้ายร่างกาย 392 คน ครองสัดส่วน 4.37%

ตำรวจเกาสงทลายปาร์ตี้ยานรกในผับฉาวแห่งหนึ่งที่เขตต้าเหลียว จับแรงงานเวียดนาม 64 คนมั่วสุมเสพยาเสพติดเป็นประจำในคืนสุดสัปดาห์ (ภาพจากคลิปตำรวจเกาสง)

      หากจำแนกผู้ต้องหาตามสัญชาติ ชาวเวียดนามก่อคดีมากที่สุด ถูกจับ 3,991 คน คิดเป็นอัตราส่วน 48.12% ตามด้วยอินโดนีเซีย 1,009 คน หรือคิดเป็นอัตราส่วน 12.177% ส่วนชาวไทยมาเป็นอันดับ 3 ด้วยจำนวนผู้ต้องหาที่ถูกจับกุม 1,004 คน ครองสัดส่วน 12.11% อันดับ 4 ได้แก่ชาวฟิลิปปินส์ ก่อคดีและถูกจับ 708 คน ครองสัดส่วน 8.54%

      ด้านข้อมูลจากกรมป่าไม้ไต้หวันพบว่า ช่วง 5 ปีที่ผ่านมา แรงงานต่างชาติผิดกฎหมายถูกจับฐานฝ่าฝืนกฎหมายป่าไม้ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และผู้ต้องหาส่วนใหญ่เป็นแรงงานเวียดนามผิดกฎหมาย ในปี 2561 จับแรงงานเวียดนามผิดกฎหมายรับจ้างตัดไม้สงวนเพียง 9 ราย ในปี 2565 พุ่งขึ้นเป็น 42 ราย

แรงงานเวียดนามหลบหนีในอัตราส่วนทุก 5 คนหนี 1 คน ที่น่าหนักใจก่ออาชญากรรมทุกรูปแบบ (ภาพจากคลิปตำรวจเกาสง)

      จากการวิเคราะห์พบว่า แรงงานเวียดนามเหล่านี้ เกือบทั้งหมดมาจากเวียดนามเหนือ หรือที่อดีตเรียกว่าเวียดกง มีความอึดและทำทุกอย่างเพื่อให้ได้เงิน ไม่ว่าจะตั้งบ่อนพนัน ร่วมมือกับมาเฟียท้องถิ่น ค้ายาเสพติด คุมซ่องค้าประเวณี รับจ้างกดเงินจากตู้ ATM และลักลอบตัดไม้ทำลายป่า เป็นต้น

      ตำรวจป่าไม้ไต้หวันเปิดเผยว่า อาจเป็นเพราะสภาพภูมิประเทศของเวียดนามเหนือละม้ายคล้ายคลึงกับป่าลึกในไต้หวัน แรงงานเวียดนามผิดกฎหมายเหล่านี้ จึงมีความคุ้นเคยและมีความสามารถพิเศษแยกแยะประเภทของไม้ได้อย่างแม่นยำ มีเทคนิคในการขนย้าย และแรงงานเวียดนามผิดกฎหมาย นับวันจะเหิมเกริมมากขึ้น จากที่เคยเป็นผู้รับจ้างขนไม้อย่างเดียว ปัจจุบันยกระดับมาเป็นเถ้าแก่ หรือเป็นหุ้นส่วนในการลักลอบตัดพันธุ์ไม้สงวนราคาแพง อย่างไม้ฮิโนกิ ซึ่งเป็นไม้ตระกูลสนที่มีราคาแพง ทุกวันนี้ต้นฮิโนกิเหลือน้อยและมีราคาแพง ในไต้หวันจัดให้เป็นไม้หวงห้าม ห้ามตัดห้ามซื้อขาย แต่ยังปรากฏข่าวลักลอบตัดและลำเลียงเป็นประจำ ที่ผ่านมา แก๊งลักลอบตัดไม้ฮิโนกิ หรือแก๊งมอดไม้ในไต้หวัน นิยมว่าจ้างหรือร่วมมือกับแรงงานต่างชาติผิดกฎหมาย โดยเฉพาะแรงงานเวียดนาม

ตำรวจหนานโถวจับแก๊งแรงงานเวียดนามลักลอบตัดไม้สงวนเป็นประจำ (ภาพจากสำนักงานอัยการหนานโถว)

      กรมป่าไม้ คณะกรรมการการเกษตร สภาบริหารเตือนว่า กฎหมายป่าไม้เพิ่มโทษปรับผู้ขโมยผลิตผลป่าไม้ ทั้งไม้และของป่าอย่างอื่น ผู้ใดลักลอบตัดไม้ทำลายป่า ร่วมขนย้าย ช่วยผู้อื่นเก็บรักษาหรือรับซื้อไม้หรือของป่าทั้งที่รู้ว่าผิดกฎหมาย มีโทษทางอาญาและโทษปรับ การคุกคามระบบนิเวศและภูมิทัศน์ทางธรรมชาติอันล้ำค่า นอกจากโทษจำคุกสูงสุด 10.5 ปี และมีโทษปรับ 1.5-30 ล้านเหรียญไต้หวันแล้ว เมื่ออัยการสั่งฟ้องหรือศาลตัดสินมีความผิด กระทรวงแรงงานจะเพิกถอนใบอนุญาตทำงานตามกฎหมายการจ้างงาน และห้ามเดินทางมาทำงานที่ไต้หวันตลอดไป จึงเตือนว่าอย่าทำผิดกฎหมาย หากท่านทราบเบาะแสการลักลอบตัดไม้ทำลายป่า โปรดโทรศัพท์แจ้งความได้ที่ 0800-000-930 มีรางวัลนำจับสูงสุด 3 ล้านเหรียญไต้หวัน

ตำรวจเถาหยวนจับแรงงานเวียดนามผิดกฎหมายเข้าร่วมแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หลังตระเวนถอนเงินจากตู้ ATM

為提供您更好的網站服務,本網站使用cookies。

若您繼續瀏覽網頁即表示您同意我們的cookies政策,進一步了解隱私權政策。 

我了解