บันทึกชีวิตในไต้หวันสัปดาห์นี้ ยังคงอยู่กับคุณหมู เขมณัช สีหวัลลภ นักเรียนไทยที่มาเรียน ป.โท ในไต้หวัน และปัจจุบันทำงานเป็นวิศวกรข้อมูลในบริษัทแห่งหนึ่งของไต้หวัน จะมาเล่าประสบการณ์จริงเกี่ยวกับการหางานทำในไต้หวัน ที่หายากเหมือนที่ใครหลายๆคนเคยได้ยิน ไม่ใช่เพราะไม่มีงาน แต่ด้วยเงื่อนไขของหลายบริษัทที่ไม่อาจรับพนักงานต่างชาติได้ และหลังจากที่คุณหมูได้งานแรกในไต้หวัน เขาเผชิญกับสถานการณ์อะไรบ้าง นอกจากนี้ สำหรับใครที่กำลังหางานทำในไต้หวัน คุณหมูยังมีคำแนะนำที่เป็นประโยชน์มาฝาก ว่าแต่ชีวิตจริงในไต้หวันกับภาพฝันที่วาดไว้ จะเหมือนและต่างกันแค่ไหน ไปรับฟังชีวิตในไต้หวันของคุณหมูพร้อมกันในรายการเลย

ช่วงโควิด ได้ทุนมาเรียนต่อปริญญาโทที่ไต้หวันด้านระบบสารสนเทศ
● ทำไมถึงเลือกมาเรียนต่อที่ไต้หวัน ?
ผมมาไต้หวันเมื่อปี 2020 ก่อนที่จะมานั้นทำงานเป็น data scientist หรือนักวิทยาศาสตร์ข้อมูล มาได้ 2 ปีแล้ว พยายามดูทุนของประเทศต่างๆที่เกี่ยวกับระบบสารสนเทศเพื่อต่อยอดทักษะตามสายอาชีพ หรือ career path ของตัวเอง แล้วก็ได้เจอทุน ICDF ของรัฐบาลไต้หวัน เลยลองสมัครและได้ทุน อีกทั้งตอนนั้นถึงแม้ว่าจะมีโควิด แต่ไต้หวันก็เป็นประเทศที่จัดการกับปัญหาโควิดได้ดีมาก เป็นหนึ่งในประเทศที่ปลอดภัยมากที่สุดในช่วงนั้นเลยก็ว่าได้ ยังสามารถไปเข้าชั้นเรียนได้ตามปกติ ถ้าตอนนั้นผมเลือกเรียนปริญญาโทอยู่ที่ไทย หรือไปประเทศอื่น ก็คงต้องเรียนออนไลน์ และผมคิดว่ามันไม่ดีเท่ากับการได้ไปเข้าชั้นเรียนจริงๆ ได้เจอกับอาจารย์และเพื่อนร่วมชั้น การสนทนาแลกเปลี่ยนกันต่อหน้าน่าจะมีประสิทธิภาพมากกว่าพูดคุยกันผ่านจอคอม
● คุณหมูเคยบอกว่าเคยมาเที่ยวไต้หวันในปี 2019 แล้วรู้สึกว่า “เหมือนเห็นประเทศไทยในเวอร์ชันอนาคต”ความรู้สึกนั้นมาจากอะไรบ้าง ในตอนนั้น ภาพอะไรของไต้หวันที่ประทับใจที่สุด
หลักๆคือเรื่องโครงสร้างพื้นฐานที่ครอบคลุมและทั่วถึง โดยเฉพาะขนส่งมวลชนที่เข้าถึงได้ พื้นที่ต่างจังหวัดก็ยังมีรถเมล์วิ่ง มีตารางเวลาและป้ายรถเมล์บอกข้อมูลที่ชัดเจน เมื่อเรามองถึงอนาคต มันไม่ได้มีแค่การพัฒนาในเชิงวัตถุหรือเทคโนโลยี เช่น หุ่นยนต์ ปัญญาประดิษฐ์หรือ AI อนาคตของมนุษย์ก็คือ ทุกคนก็จะอายุมากขึ้น และแก่ขึ้น กลายเป็นผู้สูงอายุ
ผมรู้สึกว่าไต้หวันเป็นมิตรกับคนแก่และผู้พิการ โดยเฉพาะในอนาคตประเทศไทยก็จะกลายเป็นสังคมผู้สูงอายุเช่นเดียวกับไต้หวันเหมือนกัน ไต้หวันเป็นประเทศที่ผมสามารถจินตนาการได้ว่าเราสามารถแก่ตัวไปโดยที่ยังใช้ชีวิตได้ไม่ลำบากมากนัก ถ้าสมมติว่าอนาคตต้องนั่งรถเข็นวีลแชร์ ไม่ว่าตัวเองจะต้องออกแรงเข็นเอง หรือให้คนอื่นเข็น ทางเท้าที่นี่ก็ค่อนข้างเอื้ออำนวย

ผมรู้สึกว่าไต้หวันเป็นมิตรกับคนแก่และผู้พิการ
● หลังจากได้มาใช้ชีวิตจริง ทั้งมาเรียน และทำงานอยู่ยาว ชีวิตที่นี่เหมือนกับภาพที่เคยคิดไว้มากน้อยแค่ไหน ?
ถ้าเป็นช่วงที่ยังเรียนอยู่ในรั้วมหาลัย หลักๆประทับใจกับความเป็นระเบียบของบ้านเมือง และการที่ผู้คนเคารพกฎหมายและข้อบังคับทางสังคม เช่น การไม่ฝ่าไฟแดง การทิ้งขยะเป็นที่เป็นทาง การไม่ส่งเสียงดังยามวิกาล โดยรวมแล้วก็คือการไม่รบกวนคนอื่น คนที่ฝ่าฝืนหรือไม่ทำตามมีน้อยมากๆ แต่ก็ต้องวงเล็บว่า ไม่ใช่ไม่มีเลย แล้วอยู่ไปสักพัก ได้เดินทางไปหลายที่ ก็พบว่าที่ก็ยังมีความเหลื่อมล้ำอยู่เช่นกัน เวลาเดินทางไปพื้นที่ต่างจังหวัดของไต้หวัน
พอเรียนจบมา ทำงานกับบริษัทเล็กๆ ก็ได้เจอกับวัฒนธรรมการทำงานของบริษัทไต้หวัน ซึ่งค่อนข้างให้ความสำคัญกับความสำเร็จของงาน ในระดับที่พนักงานเลือกที่จะสละเวลาส่วนตัวมาทำงานเพิ่ม เช่น การทำงานล่วงเวลา (โอที) ในบางครั้งก็เพิกเฉยละเลยกฎหมายแรงงาน เพื่อให้งานสำเร็จ ในแง่ของสิทธิแรงงาน ไต้หวันอาจยังไม่ได้เข้มแข็งเท่ากับประเทศพัฒนาแล้วทางตะวันตก หรือในบางมุมสิทธิแรงงานอาจจะไม่ได้เข้มแข็งเท่ากับไทยด้วยซ้ำไป โดยเฉพาะสหภาพแรงงานที่ไต้หวัน พวกเราแทบไม่ได้เห็นการรวมกลุ่มตรงนี้เลย เมื่อเทียบกับที่ไทย โดยเฉพาะโรงงานใหญ่ๆ ที่แรงงานมักรวมกลุ่มกันเป็นสหภาพแรงงาน ซึ่งเรื่องนี้เกี่ยวโยงกับหลายองค์ประกอบ ทั้งวัฒนธรรม การปลูกฝังค่านิยมในสังคม รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายด้วย
● ช่วงไหนในชีวิตที่ไต้หวันที่รู้สึกท้าทายที่สุด
ช่วงหางาน เพราะตอนนั้นผมเหมือนจะเป็นคนต่างชาติคนเดียวในแล็บ ที่เรียนจบป.โทในรุ่นนั้นและเลือกทำงานในไต้หวันต่อ ในขณะที่เพื่อนร่วมชั้นคนอื่นๆเลือกที่จะกลับไปหางานในประเทศตัวเอง ซึ่งจริงๆแล้วผมก็กลับไปหางานที่ไทยหลังจากเรียนจบอยู่ประมาณ 3 เดือนแต่พบว่าในขณะนั้นยังไม่มีตำแหน่งงานที่ตรงสาย ที่จะได้ใช้ความรู้และทักษะที่เรียนมา เลยเลือกกลับมาหางานที่ไต้หวันต่อ แต่ว่าการหางานในไต้หวันก็ไม่ได้ง่ายเพราะเราไม่รู้จะเริ่มต้นจากตรงไหน เหมือนไม่มีเพื่อนร่วมทาง และไม่มีต้นแบบให้เราศึกษา เลยใช้วีซ่าหางาน 6+6 เดือน ลองผิดลองถูก จนได้งานในเดือนสุดท้ายที่วีซ่าหมดพอดี ผมยื่นไป 80 กว่าที่ แต่ได้สัมภาษณ์แค่ 3 ที่
● การใช้วีซ่าหางานเต็ม 6+6 เดือน กว่าจะได้งานแรกช่วงนั้นให้บทเรียนอะไรกับคุณหมูบ้าง ?
บทเรียนแรกคือ เรื่องวินัยทางการเงิน การมีเงินเก็บสำรอง สำคัญมาก เพราะวีซ่าหางานไม่อนุญาตให้เราทำงานได้ พาร์ทไทม์ก็ทำไม่ได้ โดยช่วง 12 เดือนนั้นก็ได้ใช้เงินเก็บตอนที่เรียนปริญญาโท ตอนเรียนปริญญาโทก็ได้ทำงานเป็นผู้ช่วยสอน (TA) ด้วย และเพื่อนไต้หวันก็แนะนำให้ไปเข้าร่วมเป็นอาสาสมัคร เป็นกลุ่มตัวอย่างในโครงการวิจัย เช่น เป็นนักเรียนในชั้นเรียนของครูฝึกสอนภาษาจีน ซึ่งก็ได้รับค่าเสียเวลาเล็กๆน้อยๆ ซึ่งจริงๆในเดือนท้ายๆก่อนที่วีซ่าหางานจะหมด เงินเก็บที่ไต้หวันก็ไม่พอใช้ เลยต้องโยกเงินเก็บที่ไทยบางส่วนมาใช้ด้วย
อีกสิ่งที่เรียนรู้คือ การที่เราต้องเป็นคนที่ “จมลง” (วิธีชีวิต ไลฟ์สไตล์) ในช่วงที่รายรับแทบเป็น 0 ปรับมาตรฐานในการใช้ชีวิตของเราลงมา ใช้เงินกับเรื่องที่จำเป็นเป็นลำดับแรก ตัดความต้องการที่ไม่จำเป็นออกไป อีกบทเรียนคือ ผมว่าการหางานคงจะง่ายกว่านี้ ถ้าผมได้ฝึกงานระหว่างเรียน เพราะการเป็นเด็กฝึกงาน บริษัทจะรับเราเข้าง่ายกว่าการเป็นพนักงานเต็มเวลา อีกทั้งการได้ฝึกงานจะทำให้ได้คอนเนคชั่นกับบริษัทด้วย

คุณหมู เขมณัช วิศวกรไทยในไต้หวัน
● มีคำแนะนำอะไรสำหรับคนที่กำลังหางานทำในไต้หวันไหม
หลักๆ คือทักษะภาษาจีน เว็บไซต์ 104 ภาษาจีน บริษัทส่วนใหญ่ทำงานโดยใช้ภาษาจีน ถ้าเป็นบริษัทไต้หวัน เอกสารต่างๆ ส่วนใหญ่ก็เป็นภาษาจีน หรือต่อให้คนที่ทำงานจะพูดภาษาอังกฤษได้ แต่ภาษาแม่เขาคือภาษาจีน เขาสะดวกใจที่จะใช้ภาษาจีนสื่อสารกับเรามากกว่า และพอเราได้ภาษาแล้ว มันก็จะเกี่ยวโยงกับอีกเรื่องนึงที่อยากแนะนำ ผมมองว่าการหางานผ่านคนที่ทำงานอยู่ในไต้หวันอยู่แล้วทั้งคนไต้หวันเองหรือคนต่างชาติ จะง่ายกว่าการหางานโดยสมัครด้วยตัวเองมากๆ
โดยงาน 2 งาน ก็ได้จากการที่มีเพื่อนที่อยู่แล็บวิจัยเดียวกันแนะนำเข้าไป อยากให้ลองเริ่มจากให้คนที่เรารู้จักแนะนำเข้าไปก่อน ไม่แนะนำให้เริ่มจากสมัครไปเองตรงๆ เพราะลองมองในมุมมองของนายจ้าง เขาไม่มีทางรู้จักนิสัยหรือวิธีการทำงานของเราเลย ยิ่งโดยเฉพาะเราเป็นคนต่างชาติอยู่แล้ว มันหลีกเลี่ยงได้ยากที่เขาจะมีอคติ หรือต่อให้เขาไม่มีอคติ มันก็มีเรื่องกฎหมายการจ้างงานคนต่างชาติที่ยุ่งยากกว่าการจ้างงานคนไต้หวัน เช่น ต้องออกใบอนุญาตทำงานหรือ work permit ก่อน สุดท้ายคือ ยื่นสมัครไปเรื่อยๆ อย่าท้อ ยิ่งเป็นคนต่างชาติ ก็ต้องยิ่งพยายามมากกว่าคนท้องถิ่น ผมยื่นไป 80 กว่าที่ แต่ได้สัมภาษณ์แค่ 3 ที่ ใน 3 ที่ ที่เราไปสัมภาษณ์ รับเราเข้าทำงานจริงๆ มี 2 ที่ และมีที่เดียว ที่เนื้องานตรงสาย ตรงกับที่เรียนมา
วัฒนธรรมอย่างนึงของการสมัครงานไต้หวัน (ซึ่งส่วนตัวก็ไม่เห็นด้วย) ถ้าหลังจากยื่นภายในกี่วันกี่วัน ไม่มีการตอบกลับ แปลว่า เราไม่ได้ไปต่อ ซึ่งผมว่ามันขัดกับมารยาทสากลที่อย่างน้อยบริษัทก็จะส่งอีเมลตอบปฏิเสธกลับมา ทำให้รู้สึกใจเสีย หมดกำลังใจ เวลาอีกฝ่ายไม่ตอบกลับอะไรมาเลย เพื่อนผมเคยบอกว่า ยังยื่นไม่ถึง 100 ที่ อย่าเพิ่งถอดใจ