ผลกระทบจากภาษีทรัมป์เริ่มปรากฏ ความเชื่อมโยงการค้าไต้หวัน–สหรัฐเด่นชัดยิ่งขึ้น
ประธานาธิบดีสหรัฐ โดนัลด์ ทรัมป์ เริ่มจัดเก็บภาษีตอบโต้ตั้งแต่เดือนเมษายน ปี 2025 หลังผ่านการเจรจาการค้ากับหลายประเทศ อัตราภาษีของสหรัฐเริ่มเข้าสู่ระดับที่ค่อนข้างคงที่ ข้อมูลจากหน่วยงานรัฐบาลสหรัฐระบุว่า ในไตรมาสที่ 3 ของปีที่ผ่านมา มาตรการภาษีได้ส่งผลกระทบอย่างชัดเจนต่อห่วงโซ่อุปทานโลกและเศรษฐกิจสหรัฐ โดยการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนยังคงหดตัวต่อเนื่อง ในขณะที่ความเชื่อมโยงทางการค้าระหว่างไต้หวันกับสหรัฐกลับเด่นชัดมากขึ้น พร้อมกับสัญญาณการปรับตัวดีขึ้นของการขาดดุลการค้าสหรัฐ
เมื่อวันที่ 2 เมษายนของปีที่ผ่านมา ประธานาธิบดีสหรัฐ โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ประกาศให้วันดังกล่าวเป็น “วันปลดปล่อย” (Liberation Day) พร้อมเดินหน้าเก็บภาษีตอบโต้กับประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก และเริ่มการเจรจาการค้ากับคู่ค้าหลัก ซึ่งรวมถึงไต้หวันด้วย
การจัดเก็บภาษีในอัตราสูงส่งผลให้สหรัฐมีรายได้จากภาษีศุลกากรต่อปีสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ แม้ว่าตัวเลขการค้าทั้งปี 2025 จะยังไม่ประกาศอย่างเป็นทางการ แต่ข้อมูลในเดือนตุลาคม 2025 ชี้ว่า การขาดดุลการค้าของสหรัฐลดลงเหลือ 29.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2009 และลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนถึง 39%
ข้อมูลจากกระทรวงการคลังสหรัฐยังระบุว่า การปรับขึ้นภาษีอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้รายได้รวมจากภาษีศุลกากรและค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องในปี 2025 เพิ่มขึ้นเป็น 264.05 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ปี 2024 มีรายได้ราว 79 พันล้านดอลลาร์ และปี 2023 ประมาณ 80 พันล้านดอลลาร์ สะท้อนว่ารายได้จากภาษีเพิ่มขึ้นมากกว่าสามเท่าเมื่อเทียบกับสองปีก่อนหน้า
ทั้งนี้ ปีงบประมาณของสหรัฐเริ่มต้นตั้งแต่เดือนตุลาคมของปี 2024 โดยนักวิเคราะห์หลายฝ่ายประเมินว่า หากนับตั้งแต่เดือนมกราคม 2025 ซึ่งเป็นช่วงที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เข้ารับตำแหน่ง รายได้รวมจากภาษีศุลกากรและค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องตลอดทั้งปีอาจพุ่งสูงถึงประมาณ 300 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
ข้อมูลจากแบบจำลองงบประมาณ (Budget Model) ของคณะบริหารธุรกิจวอร์ตัน มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย (Penn Wharton) ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 15 มกราคมปีนี้ ระบุว่า ณ เดือนตุลาคม 2025 อัตราภาษีเฉลี่ยของสหรัฐเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 10.91% จากเดิมเพียง 2.2% ในช่วงที่ทรัมป์เพิ่งเข้ารับตำแหน่ง ส่งผลให้ประเทศที่อยู่แนวหน้าของสงครามภาษีได้รับผลกระทบโดยตรง
เมื่อพิจารณาแยกตามประเทศคู่ค้าหลักของสหรัฐ พบว่า จีนเผชิญอัตราภาษีเฉลี่ยสูงสุดถึง 37.4% ขณะที่เม็กซิโกอยู่ที่ 4.6% แคนาดา 3.9% สวิตเซอร์แลนด์ 9.4% และเวียดนาม 12.3%
ส่วนหากแยกตามประเภทสินค้า เหล็กและอะลูมิเนียมถูกเก็บภาษีสูงสุดถึง 41.1% รองลงมาคือ รถยนต์ 15.5% ชิ้นส่วนรถยนต์ 6.7% เซมิคอนดักเตอร์ 3.5% และเวชภัณฑ์ 1.9%
รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้จุดชนวนสงครามภาษีในระดับโลก แม้ขณะนี้จะยังไม่สามารถระบุได้อย่างชัดเจนว่าแต่ละประเทศต้องจ่ายภาษีให้สหรัฐเป็นจำนวนเท่าใด หรือสินค้าประเภทใดเป็นแหล่งรายได้หลัก แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดคือ อัตราภาษีที่สูงขึ้นได้ทำให้ปริมาณการค้าลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้พฤติกรรมทางการค้าก่อนและหลังการใช้มาตรการภาษีเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งสามารถสังเกตได้จากการเปลี่ยนแปลงอันดับของประเทศคู่ค้าสหรัฐ
ข้อมูลจากสำนักงานสำมะโนและสถิติของสหรัฐ (U.S. Census Bureau) ระบุว่า ณ เดือนตุลาคม 2025 คู่ค้ารายใหญ่ 10 อันดับแรกของสหรัฐ ได้แก่ เม็กซิโก แคนาดา จีน ไต้หวัน เวียดนาม ญี่ปุ่น เยอรมนี สหราชอาณาจักร สวิตเซอร์แลนด์ และเกาหลีใต้
สำหรับจีน ในปี 2024 จีนเป็นคู่ค้ารายใหญ่อันดับ 3 ของสหรัฐ โดยสหรัฐขาดดุลการค้ากับจีนประมาณ 295.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 10.9% ของปริมาณการค้าทั้งหมด แต่ในเดือนตุลาคม 2025 แม้จีนจะยังคงอยู่อันดับ 3 เช่นเดิม การขาดดุลการค้าลดลงเหลือ 14.9 พันล้านดอลลาร์ต่อเดือน และสัดส่วนการค้ากับสหรัฐลดลงเหลือ 6.9% สะท้อนให้เห็นว่าการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนเข้าสู่ภาวะชะลอตัวอย่างชัดเจน
เมื่อเปรียบเทียบกับไต้หวัน ในปี 2024 ไต้หวันเป็นคู่ค้ารายใหญ่อันดับ 7 ของสหรัฐ โดยสหรัฐขาดดุลการค้ากับไต้หวันประมาณ 73.9 พันล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็น 3% ของมูลค่าการค้ารวมของสหรัฐ อย่างไรก็ตาม ในเดือนตุลาคม 2025 ไต้หวันขยับขึ้นมาเป็นคู่ค้ารายใหญ่อันดับ 4 ของสหรัฐ การขาดดุลการค้าเพิ่มขึ้นเป็น 17.5 พันล้านดอลลาร์ต่อเดือน และสัดส่วนการค้ากับสหรัฐเพิ่มขึ้นเป็น 5.7% ขณะที่เกาหลีใต้ปรับอันดับลดลงมาอยู่ที่อันดับ 10 เนื่องจากการส่งออกไปสหรัฐได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีอย่างมีนัยสำคัญ
นักวิเคราะห์มองว่า สงครามภาษีของสหรัฐได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกในวงกว้างอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ พร้อมทั้งทำให้แนวโน้มการแยกตัวทางการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนเริ่มเห็นได้ชัดมากขึ้น ประเทศในเอเชียได้รับผลกระทบแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับโครงสร้างสินค้าและความพึ่งพาตลาดสหรัฐ ส่งผลให้ปริมาณการค้าของแต่ละประเทศเพิ่มขึ้นหรือลดลงไม่เท่ากัน
สำหรับเศรษฐกิจสหรัฐเอง ผลกระทบจากมาตรการภาษีและการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานเริ่มปรากฏชัดตั้งแต่ไตรมาสที่ 3 ของปีที่ผ่านมา โดยข้อมูลจากสำนักงานวิเคราะห์เศรษฐกิจ กระทรวงพาณิชย์สหรัฐ (Bureau of Economic Analysis) ระบุว่า การขาดดุลการค้าในไตรมาสดังกล่าวลดลงจากไตรมาสที่ 2 ประมาณ 11% และสื่อสหรัฐประเมินว่า ในปี 2025 การขาดดุลการค้าอาจลดลงมาอยู่ที่ราว 1.02 ล้านล้านดอลลาร์ จากระดับ 1.21 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2024 หรือหดตัวประมาณ 15.7%
ในโอกาสครบรอบหนึ่งปีการเข้ารับตำแหน่ง ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้แถลงผลงานที่ทำเนียบขาว ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์ด้านภูมิรัฐศาสตร์และความเสี่ยงของสงครามภาษีรอบใหม่กับยุโรป แม้ความคิดเห็นจากหลายฝ่ายจะยังแตกต่างกัน แต่เมื่อพิจารณาจากตัวเลขรายได้ภาษี การปรับตัวดีขึ้นของการขาดดุลการค้า ผลการดำเนินงานของตลาดหุ้น รวมถึงอัตราเงินเฟ้อและการจ้างงานที่ยังคงมีเสถียรภาพ ล้วนถูกมองว่าเป็นปัจจัยสนับสนุนความเชื่อมั่นของรัฐบาลทรัมป์
ขณะเดียวกัน ธนาคารกลางสหรัฐ สาขาริชมอนด์ (Federal Reserve Bank of Richmond) วิเคราะห์ว่า ในช่วงเดือนมกราคมถึงธันวาคม 2025 รายได้จากภาษีศุลกากรของสหรัฐประมาณหนึ่งในสามมาจากไตรมาสที่ 4 ของปี ขณะที่อัตราภาษีของประเทศคู่ค้าหลักตั้งแต่เดือนสิงหาคมของปีก่อนเริ่มเข้าสู่ภาวะทรงตัวมากขึ้น บางประเทศถึงขั้นปรับลดอัตราภาษี และมีแนวโน้มว่าอัตราภาษีโดยรวมจะมีเสถียรภาพมากขึ้นในอีกหลายปีข้างหน้า
ในภาพรวม มาตรการภาษีของสหรัฐในยุคประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้เร่งให้โครงสร้างการค้าโลกเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน ท่ามกลางการชะลอตัวของการค้าสหรัฐ–จีน ไต้หวันกลับมีบทบาทโดดเด่นขึ้นในห่วงโซ่อุปทานโลก โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงและเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งช่วยหนุนการส่งออก การจ้างงาน และการลงทุนจากต่างประเทศ (ที่มา: 財訊)

(ที่มา: 風傳媒)
สำนักงานการศึกษาเมืองจีหลงชี้แจง นโยบาย “อาหารกลางวันโรงเรียนฟรี” จะไม่กระทบงบครูต่างชาติและการศึกษาพิเศษแน่นอน
นโยบาย “อาหารกลางวันโรงเรียนฟรี” ที่จะเริ่มในปีการศึกษาหน้า สร้างความกังวลในสังคมว่าอาจกระทบงบประมาณครูต่างชาติและการศึกษาพิเศษ อย่างไรก็ตาม สำนักงานการศึกษาของเมืองจีหลงก็ได้ออกมาชี้แจงนะคะว่า ฐานะการคลังของเทศบาลแข็งแกร่งขึ้นอย่างชัดเจน หลังสามารถลดภาระหนี้จากราว 6.7 หมื่นล้าน เหลือประมาณ 4 หมื่นล้านเหรียญไต้หวัน ณ สิ้นปีที่ผ่านมา จึงมีพื้นที่เพียงพอในการวางแผนงบประมาณอาหารกลางวันอย่างรอบคอบ โดยยืนยันว่าโอกาสการเรียนรู้ภาษาอังกฤษของนักเรียนยังคงได้รับการรับประกัน และงบประมาณด้านการศึกษาพิเศษไม่ได้ถูกตัดลดแต่อย่างใด
สำนักงานการศึกษาระบุว่า ความกังวลของสังคมต่อผลกระทบนโยบายอาหารกลางวันฟรีเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ อย่างไรก็ตาม ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เทศบาลนครจีหลงสามารถลดภาระหนี้และเสริมเสถียรภาพทางการคลังได้อย่างต่อเนื่อง ทำให้มีพื้นที่ทางการเงินเพียงพอในการผลักดันนโยบายสวัสดิการด้านการศึกษา และสามารถวางแผนงบประมาณอาหารกลางวันได้อย่างเป็นระบบ โดยไม่กระทบทรัพยากรด้านการเรียนการสอนที่สำคัญ
แม้การปรับแก้กฎหมายการจัดสรรรายได้ทางการคลังจะทำให้งบประมาณท้องถิ่นตึงตัวขึ้น สำนักงานการศึกษายืนยันว่า เทศบาลยังคงยึดหลักไม่ลดทอนคุณภาพการศึกษา พร้อมปรับรูปแบบการใช้ทรัพยากรให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ผ่านโครงการ “ครูต่างชาติประจำจุดแบบหมุนเวียน” จากเดิมที่ครูต่างชาติประจำอยู่เพียงโรงเรียนเดียว มาเป็นหลักสูตรจุ่มภาษาในโรงเรียนต่าง ๆ เป็นระยะเวลา 3–8 สัปดาห์ เพื่อกระจายทรัพยากรอย่างทั่วถึงยิ่งขึ้น
สำนักงานการศึกษาชี้ว่า รูปแบบการจัดสรรทรัพยากรใหม่นี้จะช่วยขยายการเรียนรู้สองภาษาไปยังโรงเรียนประถมและมัธยมต้นทั้ง 54 แห่งในนครจีหลง ผ่านการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้นักเรียนทุกคนได้รับโอกาสเรียนภาษาอังกฤษอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะอยู่ในโรงเรียนขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่
สำหรับการศึกษาพิเศษ สำนักงานการศึกษาย้ำว่า งบประมาณที่เกี่ยวข้องไม่ได้ถูกตัดลด ทั้งด้านอุปกรณ์ช่วยเหลือ การให้บริการของทีมผู้เชี่ยวชาญ และมาตรการสนับสนุนต่าง ๆ ยังคงดำเนินการตามแผนเดิมโดยไม่กระทบสิทธิของนักเรียน พร้อมยืนยันว่าจะรักษาเสถียรภาพงบประมาณและขอให้ผู้ปกครองวางใจได้
อย่างไรก็ตาม สมาชิกสภานครจีหลง เฉิน กว้านอวี่ (陳冠羽) ระบุว่า ได้รับเสียงสะท้อนจากผู้ปกครองบางส่วนว่า โรงเรียนบางแห่งอาจลดการขออุปกรณ์การศึกษาพิเศษและชั่วโมงบริการของทีมผู้เชี่ยวชาญ อันอาจกระทบต่อการดำเนินงานพื้นฐานของโรงเรียน เช่น ระบบเครือข่ายและงานวิชาการ เขาชี้ว่า แม้สำนักงานการศึกษาจะออกมาชี้แจงแล้ว แต่ความกังวลดังกล่าวสะท้อนว่านโยบายอาหารกลางวันโรงเรียนฟรียังขาดคำอธิบายที่ชัดเจน โดยเฉพาะเรื่องแหล่งงบประมาณและมาตรการรองรับ ทำให้โรงเรียน ครู และผู้ปกครองยังเกิดความสับสน
นอกจากนี้ จากการปรับกฎหมายการจัดสรรรายได้ทางการคลัง งบประมาณการศึกษาของนครจีหลงลดลงเกือบ 4 พันล้านเหรียญไต้หวัน ทำให้นโยบายด้านการศึกษาจำเป็นต้องพิจารณาอย่างรอบคอบมากขึ้น ท่ามกลางปัญหาอาคารเรียนเก่า การขาดแคลนครู ค่าตอบแทนและสวัสดิการ รวมถึงอุปกรณ์ครัวอาหารกลางวันที่ยังรอการปรับปรุง
คุณเฉิน กว้านอวี่ จึงเรียกร้องให้เทศบาลเดินหน้านโยบายอาหารกลางวันฟรีควบคู่กับการเปิดเผยแผนการเงินและการจัดสรรทรัพยากรอย่างโปร่งใส พร้อมสื่อสารรายละเอียดต่อสาธารณะอย่างชัดเจน เพื่อไม่ให้กระทบคุณภาพการศึกษา และคุ้มครองสิทธิของนักเรียนการศึกษาพิเศษและกลุ่มเปราะบางอย่างแท้จริง

(ที่มา: UDN)