Skip to the main content block
::: หน้าแรก| แผนผังเว็บไซต์| Podcasts|
|
Language

Formosa Dream Chasers - Programs - RTI Radio Taiwan International-logo

รายการ
| รายการล่าสุด
เลือกรายการ
ผู้จัดรายการ ตารางรายการ
ประเด็น (ข่าว) ยอดนิยม
繁體中文 简体中文 English Français Deutsch Indonesian 日本語 한국어 Русский Español ภาษาไทย Tiếng Việt Tagalog Bahasa Melayu Українська แผนผังเว็บไซต์

สารานุกรมสุขภาพ 9 มี.ค.69 : ท้องผูก ทำอย่างไรดี?

ท้องผูกทำอย่างไรดี? (ภาพจาก LTN)
ท้องผูกทำอย่างไรดี? (ภาพจาก LTN)

คุณเคยมีประสบการณ์แบบนี้ไหม? รู้สึกปวดอุจจาระแล้ว แต่พอนั่งในห้องน้ำกลับต้องขยับท่าทางไปมา เบ่งจนหน้าบิดเบี้ยว เหงื่อแตกเต็มหัว แต่ก็ยัง ปลดปล่อยไม่ออก สุดท้ายได้แต่ถอนหายใจว่า ทำไมถ่ายยากขนาดนี้!

ท้องผูกเรื้อรังอาจเพิ่มความเสี่ยงมะเร็ง!

ที่ต้องระวังก็คือ ท้องผูกเป็นเวลานานทำให้ของเสียที่ควรถูกขับออกจากร่างกาย ถูกดูดซึมกลับเข้าสู่ร่างกายอีกครั้ง ส่งผลกระทบต่ออวัยวะและเนื้อเยื่อต่าง ๆ และเพิ่มความเสี่ยงต่อโรค เช่น มะเร็งลำไส้ใหญ่ ริดสีดวงทวาร ลำไส้อักเสบจากถุงผนังลำไส้ (diverticulitis) โรคตับ เป็นต้น และผู้ที่ท้องผูกมักมีอาการร่วม เช่น ปวดท้อง ปวดศีรษะ ปวดไหล่ เบื่ออาหาร มีกลิ่นปาก เวียนศีรษะ นอนไม่หลับ หงุดหงิด ปากแห้ง ลิ้นแห้ง อ่อนเพลีย ฯลฯ

อย่างไรก็ตาม ไม่จำเป็นต้องตื่นตระหนกมากเกินไป หากป้องกัน ตรวจเช็ก และปรับการดูแลรักษาอย่างเหมาะสม ก็สามารถบอกลาท้องผูกได้

หากในช่วง 36 เดือนที่ผ่านมา มีอาการต่อไปนี้อย่างน้อย 2 ข้อขึ้นไป ควรระวังว่าคุณอาจมีภาวะท้องผูก :

-มากกว่า 1 ใน 4 ครั้งของการถ่าย ต้องเบ่งแรง

-มากกว่า 1 ใน 4 ครั้ง อุจจาระเป็นก้อนแข็งหรือเป็นก้อนเล็กลง

-มากกว่า 1 ใน 4 ครั้ง เบ่งอุจจาระไม่ออก หรือไม่สุด

-มากกว่า 1 ใน 4 ครั้ง รู้สึกเหมือนมีสิ่งอุดตันที่ทวารหนัก/ลำไส้ตรง

-มากกว่า 1 ใน 4 ครั้ง ต้องใช้มือช่วยล้วงหรือพยุงอุ้งเชิงกรานเพื่อช่วยถ่าย

-หากไม่ใช้ยาระบาย แทบไม่ค่อยมีอุจจาระเหลว

-ถ่ายเองน้อยกว่า 3 ครั้งต่อสัปดาห์

ทั้งหมดนี้บ่งบอกว่าคุณมีอาการท้องผูกอย่างแน่นอน ปัญหานี้ต้องได้รับการแก้ไข เพราะหากปล่อยให้เกิดภาวะท้องผูกเรื้อรังไปนานๆ หรือมีภาวะการขับถ่ายที่ผิดปกติดำเนินไปโดยไม่แก้ไข หรือแก้ไขอย่างผิดวิธี อาจนำไปสู่ความเสี่ยงต่อการเป็นริดสีดวงทวาร ลำไส้ผิดปกติ หรือขั้นร้ายแรงเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้

ท้องผูกเรื้อรังเกิดจากสาเหตุใด

ภาวะท้องผูก มักเกิดขึ้นเมื่อลำไส้บีบตัวหรือเคลื่อนตัวช้าในระหว่างที่ย่อยอาหาร ทำให้ร่างกายไม่สามารถกำจัดของเสียได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อมีของเสียตกค้างในลำไส้ใหญ่เป็นเวลานานจะทำให้เกิดอุจจาระที่แห้ง แข็ง และมีขนาดใหญ่ขึ้นจนขับถ่ายลำบาก ภาวะท้องผูกเรื้อรัง เกิดได้จากหลากหลายสาเหตุ โดยสาเหตุหลักๆ ได้แก่

-พฤติกรรมในชีวิตประจำวันอาจทำให้เกิดท้องผูกเรื้อรัง เช่น การรับประทานอาหารที่มีกากใยน้อย ดื่มน้ำน้อย รับประทานอาหารจำพวกเนื้อสัตว์ ผลิตภัณฑ์จากนม รวมถึงอาหารแปรรูปที่มีไขมันและน้ำตาลปริมาณมาก ออกกำลังกายน้อยหรือไม่ออกเลย กลั้นอุจจาระบ่อยๆ

-ยาบางประเภทอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงเป็นอาการท้องผูกได้ เช่น ยารักษาอาการซึมเศร้า ยารักษาโรคพาร์กินสัน โรคอัลไซเมอร์ ยาลดความดันโลหิต ยาลดกรดที่มีส่วนผสมของแคลเซียม หรืออะลูมิเนียม ยาแก้ปวดที่มีส่วนผสมของมอร์ฟีน เป็นต้น

-ภาวะเจ็บป่วยบางอย่างจะส่งผลให้มีอุจจาระตกค้างในลำไส้จนทำให้เกิดอาการท้องผูกเรื้อรัง เช่น เกิดแผลปริที่ขอบทวารหนัก ลำไส้อุดตัน มะเร็งลำไส้ใหญ่ เป็นต้น

-ภาวะที่ทำให้ฮอร์โมนไม่สมดุลอาจทำให้เกิดปัญหาท้องผูกเรื้อรังได้ เช่น โรคเบาหวาน โรคลำไส้แปรปรวน ต่อมไทรอยด์ทำงานต่ำ หรือการตั้งครรภ์ เป็นต้น

-การทำงานของลำไส้ใหญ่ผิดปกติ หรือภาวะลำไส้เฉื่อย เป็นการที่ลำไส้ใหญ่เคลื่อนไหวน้อยลงทำให้อุจจาระเคลื่อนลงมาช้ากว่าปกติ

ในรายที่อาการไม่รุนแรงสามารถอาหารช่วยบรรเทาท้องผูก (ภาพจาก vogue.co.th)

ท้องผูกเรื้อรังส่งผลอย่างไรบ้าง

การที่มีภาวะท้องผูกเรื้อรัง ส่งผลให้มีอาการเครียด เบื่ออาหาร ไม่สดชื่นกระปรี้กระเปร่า ปวดหัว ปวดหลัง และแสบร้อนบริเวณหน้าอกได้ รวมไปถึงการเบ่งถ่ายอุจจาระเป็นประจำทุกวันอาจส่งผลต่อร่างกาย ได้แก่ ส่งผลให้เกิดโรคริดสีดวงทวาร หรือแผลปริรอบๆ ทวารหนักจากอุจจาระที่แห้งแข็งครูดหลอดเลือดจนฉีกขาดได้

นอกจากนี้ยังส่งผลให้ความดันในช่องทรวงอกเพิ่มขึ้น ผู้ป่วยโรคหัวใจอาจเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด และทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะได้ อีกทั้งยังส่งผลให้ความดันในลูกตาสูงขึ้นซึ่งเป็นอันตรายต่อผู้ที่เข้ารับการผ่าตัดตาและหู ส่งผลให้แรงดันในช่องท้องสูงขึ้นจนเป็นสาเหตุของไส้เลื่อนได้ ส่งผลให้กล้ามเนื้อในอุ้งเชิงกรานอ่อนแอ กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ ท้องผูกเรื้อรังอาจเป็นอาการเริ่มต้นของโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ และท้องผูกเรื้อรังจนทำให้มีอาการของลำไส้อุดตัน

ท้องผูกเรื้อรังอาจเป็นสัญญาณมะเร็งลำไส้ใหญ่

ปัญหาท้องผูกเรื้อรังอาจเป็นผลมาจากปัญหาสุขภาพอื่น ๆ ที่เป็นอันตราย อย่างโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ หากเกิดอาการอาการใดอาการหนึ่ง หรือตั้งแต่ 2 อาการขึ้นไป ผู้ป่วยควรรีบไปพบแพทย์ เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสมต่อไป ได้แก่

ท้องผูกอย่างต่อเนื่องนานกว่า 2 สัปดาห์

ท้องเสียเล็กน้อยนาน 1 สัปดาห์

ท้องเสียอย่างรุนแรงนานเกิน 2 วัน

ถ่ายเหลวและถ่ายเป็นเลือด

อุจจาระมีสีดำ

ปวดถ่ายอุจจาระในแบบที่ต้องถ่ายทันทีอย่างหาสาเหตุไม่ได้

การวินิจฉัยอาการท้องผูกเรื้อรัง

เบื้องต้นแพทย์จะทำการซักประวัติ อาการร่วมต่างๆ และการตรวจร่างกายทั่วไป รวมถึงการตรวจทางทวารหนัก บางกรณีอาจมีการตรวจพิเศษอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น

ส่องกล้องตรวจภายในลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy) เพื่อแยกภาวะอุดกั้นหรือตีบแคบของลำไส้

การตรวจการเคลื่อนไหวของลำไส้

การตรวจการทำงานของกล้ามเนื้อในการขับถ่ายและการรับรู้ความรู้สึกของลำไส้ตรง

การตรวจการทำงานของกล้ามเนื้อที่ใช้การขับถ่าย ได้แก่ กล้ามเนื้อช่องท้อง กล้ามเนื้อเชิงกราน และกล้ามเนื้อหูรูดทวารหนัก

รักษาอาการท้องผูกเรื้อรัง

การรักษาอาการท้องผูกเรื้อรัง จะรักษาตามสาเหตุที่เป็น โดยมีหลายวิธี ได้แก่

การปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน ได้แก่ ควรฝึกขับถ่ายให้เป็นนิสัย พยายามขับถ่ายให้ตรงเวลา ไม่กลั้นอุจจาระโดยไม่จำเป็น ปวดเมื่อไหร่ควรรีบไปเข้าห้องน้ำ นั่งขับถ่ายในท่านั่งที่เหมาะสม รับประทานผักผลไม้ที่มีกากใย โดยอาหารที่ช่วยบรรเทาท้องผูก ได้แก่ ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ เช่น ราสป์เบอร์รี่ แบล็กเบอร์รี่ อุดมด้วยใยอาหาร ช่วยกระตุ้นการเคลื่อนไหวของลำไส้ ถั่วต่างๆ บรอกโคลี ผักโขม มีทั้งไฟเบอร์และแมกนีเซียม ช่วยเพิ่มน้ำในลำไส้และกระตุ้นการขับถ่าย ลูกแพร์ ลูกพรุน/บ๊วยแห้ง มะเดื่อฝรั่ง เป็นต้น นอกจากอาหารแล้วยังต้องดื่มน้ำในปริมาณที่เหมาะสมในแต่ละวัน ออกกำลังกายตามความเหมาะสม ฝึกกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน เพราะในบางครั้งปัญหาท้องผูกอาจเกิดจากกล้ามเนื้อบริเวณดังกล่าวทำงานบกพร่อง เป็นต้น

การรักษาโดยการใช้ยาช่วยการขับถ่าย อุจจาระได้ง่ายขึ้น โดยยาแต่ละชนิดจะออกฤทธิ์ต่อระบบทางเดินอาหารแตกต่างกันไป เช่น ยาระบายในกลุ่มกระตุ้นให้กล้ามเนื้อลำไส้บีบตัว (Stimulant Laxatives) ยาระบายกลุ่มที่ออกฤทธิ์ดูดซึมน้ำเพื่อให้อุจจาระมีปริมาณน้ำมากขึ้น (Osmotic Laxatives) ไหลกลับเข้าสู่ลำไส้ใหญ่ ยาเหน็บหรือยาสวนทวาร ทั้งนี้ควรขึ้นอยู่กับคำแนะนำของแพทย์เฉพาะทางเป็นสำคัญ ไม่แนะนำให้ซื้อยามารับประทานเอง

การผ่าตัด โดยจะเป็นการผ่าตัดเอาลำไส้ใหญ่ออก ซึ่งเป็นทางเลือกสุดท้ายในการแก้ปัญหาท้องผูกเมื่อรักษาด้วยวิธีอื่นๆ แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการใช้ยาระบายหรือการฝึกเบ่งแต่ลำไส้ใหญ่ยังคงเคลื่อนไหวช้าอย่างรุนแรง

ท้องผูกเป็นปัญหาระบบทางเดินอาหารที่พบได้บ่อย และส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของเรา เมื่อเข้าใจสาเหตุ อันตราย และวิธีแก้ไขแล้ว ขอให้ทุกคนเริ่มปรับพฤติกรรม กินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ เพิ่มการออกกำลังกาย หลีกเลี่ยงการนั่งนาน และอย่าเบ่งแรงเกินไป เพื่อบอกลาปัญหาท้องผูกอย่างยั่งยืน

ที่ต้องย้ำเตือนก็คือ ปัญหาท้องผูกเรื้อรังไม่ใช่เรื่องที่ควรละเลยหรือนิ่งนอนใจ เพราะหากปล่อยไว้ให้เรื้อรังอาจส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ตามมาได้ ซึ่งไม่เป็นผลดีกับร่างกายในระยะยาว ดังนั้นหากพบว่ามีอาการท้องผูกติดต่อกันควรเข้ามาตรวจเช็กและเข้ารับการรักษากับแพทย์เฉพาะทางทางเดินอาหารและตับโดยเร็ว

 

 ดื่มน้ำมากขึ้นช่วยบรรเทาอาการท้องผูกได้ (naturebiotec.com) 

โรคริดสีดวงทวาร พบได้กับทุกเพศทุกวัย เกิดจากการเบ่งถ่ายรุนแรงและเรื้อรัง เพราะผู้ที่ท้องผูกต้องเบ่งอย่างรุนแรงเวลาขับถ่ายจึงทำให้เลือดคั่งในเส้นเลือดดำที่ผนังรูทวารหนัก ส่งผลให้กลุ่มเส้นเลือดดำ และเนื้อเยื่อบริเวณส่วนปลายของทวารหนักโป่งพองเกิดเป็นริดสีดวงทวาร ปัจจัยของโรคนอกจากการเบ่งถ่ายรุนแรงแล้ว สามารถเกิดจากท้องผูกเรื้อรัง ถ่ายอุจจาระบ่อยๆ นั่งถ่ายเป็นเวลานานๆ เช่น อ่านหนังสือพร้อมกับขับถ่าย หญิงตั้งครรภ์ ภาวะตับแข็ง อายุมากขึ้น

ประเภทของโรคริดสีดวงทวาร

1.ริดสีดวงทวารภายใน (Internal Hemorrhoids) ริดสีดวงประเภทนี้อาจมองไม่เห็นก้อนริดสีดวงทวาร แต่สามารถสังเกตได้ว่าเป็นโรคริดสีดวงทวารได้หลังถ่ายอุจจาระจะมีเลือดหยดออกมา

2.ริดสีดวงทวารภายนอก (External Hemorrhoids) จะเห็นก้อนเนื้ออยู่ที่ปากทวารหนัก ไม่สามารถดันเข้าไปในทวารหนักได้ บางครั้งเกิดจากการเบ่งถ่ายอุจจาระรุนแรง ทำให้เส้นเลือดดำบริเวณปากทวารหนักแตก และเกิดเป็นก้อนแข็งๆ และเจ็บ

ระยะของอาการริดสีดวงทวาร แบ่งเป็น 4 ระยะ

 ระยะที่ 1 มีริดสีดวงภายในทวารหนัก ไม่โผล่ออกมาขณะอุจจาระ แต่มีเลือดออก

ระยะที่ 2 ริดสีดวงทวารโตขึ้น โดยโผล่ออกมาขณะอุจจาระ และหดกลับเข้าไปได้เอง

ระยะที่ 3 ริดสีดวงทวารโผล่ออกมาขณะอุจจาระ และต้องใช้มือดันกลับ

ระยะที่ 4 ริดสีดวงทวารโผล่ออกมา ไม่สามารถดันกลับเข้าไปได้

แนวทางรักษาริดสีดวงทวาร

1. ปรับพฤติกรรม

หลีกเลี่ยงการเบ่งถ่ายที่แรงเกินไป

หลีกเลี่ยงการนั่งอุจจาระร่วมกับเล่นโทรศัพท์เป็นเวลานาน ๆ

บริโภคอาหารที่มีกากใยสูง

ดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 23 ลิตร

การปรับพฤติกรรมได้ผลดีกับผู้ป่วยริดสีดวงทวาร ระยะที่ 1 อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยริดสีดวงทวารทุกระยะควรปรับพฤติกรรมให้เหมาะสมตามข้างต้น

2. รักษาด้วยวิธีการรัดยางหรือฉีดยาให้ริดสีดวงฝ่อลง

ได้ผลดีกับริดสีดวงทวาร ระยะที่ 2 และ 3

สามารถรักษาแบบผู้ป่วยนอกได้ ไม่จำเป็นต้องนอนโรงพยาบาล ไม่ต้องผ่าตัด

อาการเลือดออก และริดสีดวงที่โผล่มาจะหายได้

ควรรักษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น เพื่อหลีกเลี่ยงภาวะแทรกซ้อน

3.รักษาด้วยการใช้เลเซอร์

เหมาะกับริดสีดวงทวาร ระยะที่ 2 และ 3

เป็นการใช้พลังงานเลเซอร์จี้ให้ริดสีดวงทวารยุบลง โดยไม่ตัดออก

อาการเจ็บปวดน้อยกว่าการผ่าตัดปกติ

การรักษานี้ เหมาะกับท่านหรือไม่ ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์

4.รักษาด้วยการผ่าตัดริดสีดวงทวารออก

เป็นการตัดริดสีดวงทวารออก และเย็บปิด

ไม่ได้ตัดหูรูดทวารหนัก หลังผ่าตัดสามารถกลั้นอุจจาระได้ตามปกติ

เหมาะกับผู้ป่วยริดสีดวงทวาร ระยะที่ 3 และ 4 หรือรักษาวิธีอื่นแล้วไม่ดีขึ้น

เป็นการรักษามาตรฐานที่ได้ผลดี โอกาสกลับมาเป็นซ้ำน้อยที่สุด

 

ที่มาข้อมูล

1. heal-medical.com

2.nakornthon.com

3. kcmh.chulalongkornhospital.go.th

 

ประเด็นร่วม & Podcast
สารานุกรมสุขภาพ
สารานุกรมสุขภาพ
ผู้จัดรายการ: อัญชัน ทรงพุทธิ์
เวลาออกอากาศ: วันจันทร์

為提供您更好的網站服務,本網站使用cookies。

若您繼續瀏覽網頁即表示您同意我們的cookies政策,進一步了解隱私權政策。 

我了解