แคนาดา–ยุโรป–อินเดียแข็งข้อ ผนึกกำลังมหาอำนาจระดับกลางถ่วงดุลสหรัฐ
ในโลกของภูมิรัฐศาสตร์ที่กำลังผันผวน คำขู่ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อช่วงกลางเดือนมกราคนที่ผ่านมาก่อนที่จะเรียกเก็บภาษีจากดินแดนกรีนแลนด์ ที่ถึงแม้จะถูกยกเลิกไปในเวลาต่อมา แต่แรงสั่นสะเทือนจากวาจานั้นไม่ได้จางหายไป แต่กลับกลายเป็นสัญญาณเตือนภัยครั้งสำคัญที่ปลุกให้เหล่า “มหาอำนาจระดับกลาง” ทั่วโลกตื่นตัวขึ้นมาเผชิญความจริงข้อใหม่ที่ว่า การพึ่งพาสหรัฐอเมริกาเพียงอย่างเดียวอาจไม่ใช่ความมั่นคงอีกต่อไป
ตั้งแต่แคนาดา สหภาพยุโรป ไปจนถึงอินเดีย หลายประเทศเริ่มขยับตัวอย่างชัดเจน โดยพยายามผนึกกำลังและจัดระเบียบ “โลกาภิวัตน์” ในรูปแบบใหม่ ผ่านการลดการพึ่งพาสหรัฐ และเดินหน้ากลยุทธ์ “ลดความเสี่ยง” (De-risking) อย่างจริงจังมากขึ้น
ย้อนกลับไปเมื่อเดือนเมษายนปีที่ผ่านมา รัฐบาลทรัมป์ 2.0 ได้ประกาศมาตรการภาษีในวัน “ปลดปล่อย” (Liberation Day) ซึ่งสร้างแรงสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงต่อการค้าโลก ในเวลานั้น หลายประเทศยังมองว่าทรัมป์ใช้ภาษีเป็นเพียงเครื่องมือระบายความไม่พอใจต่อสิ่งที่เขาเชื่อว่าสหรัฐถูกเอาเปรียบทางการค้ามาอย่างยาวนาน และยังคงมีความหวังว่าการเจรจาจะช่วยคลี่คลายสถานการณ์ได้
อย่างไรก็ตาม ในปีนี้ สถานการณ์ได้เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน ทรัมป์ได้ยกระดับการใช้กำแพงภาษี จากเครื่องมือทางเศรษฐกิจ ไปสู่เครื่องมือเชิงภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งในมิติการขยายอิทธิพลด้านดินแดนและการทหาร ส่งผลให้พื้นที่สำหรับการต่อรองทางการค้าหดแคบลงอย่างมาก
เมื่อปีที่แล้วหลายประเทศยังเชื่อว่าการเจรจายังพอมีทางออก แต่ในปีนี้การใช้ภาษีเป็นเครื่องมือข่มขู่ที่รุนแรงขึ้นของทรัมป์ได้จุดกระแสต่อต้านอย่างเป็นรูปธรรม ยุโรป แคนาดา และเศรษฐกิจขนาดกลางอื่นๆ เริ่มเร่งสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางการค้าเสรีของตนเอง เพื่อเสริมความแข็งแกร่งในการพึ่งพาตนเอง ท่ามกลางนโยบายการค้าของสหรัฐที่ทวีความก้าวร้าวและหวนกลับสู่ลัทธิคุ้มครองทางการค้าอย่างชัดเจน
สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า นายกรัฐมนตรีแคนาดา มาร์ก คาร์นีย์ (Mark Carney) ได้กล่าวสุนทรพจน์อย่างทรงพลังบนเวทีการประชุมเศรษฐกิจโลกที่เมืองดาวอส (WEF) เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ราวกับเป็นการชูคบเพลิงนำทางให้กับกลุ่ม “มหาอำนาจระดับกลาง”คาร์นีย์ระบุว่าหากระเบียบโลกที่ยึดโยงกับกติกาสากลไม่สามารถคุ้มครองประเทศต่างๆ ได้อีกต่อไป แคนาดาและประเทศระดับกลางอื่นๆ ก็จำเป็นต้องรวมพลังกัน เพื่อหลีกเลี่ยงการตกอยู่ภายใต้อำนาจครอบงำของสหรัฐ พร้อมกล่าวอย่างชัดเจนว่า
“เมื่อกฎเกณฑ์เดิมไม่สามารถปกป้องคุณได้อีกต่อไป คุณก็ต้องปกป้องตัวเอง”
หลังจากนั้นคาร์นีย์ได้ลงมือปฏิบัติจริงด้วยการบรรลุข้อตกลงกับประธานาธิบดีจีน สี จิ้นผิง ในการลดอุปสรรคทางการค้าบางส่วน ซึ่งส่งผลให้โดนัลด์ ทรัมป์ ออกมาขู่ว่าจะเรียกเก็บภาษีสินค้าจากแคนาดาสูงถึง 100% ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ทางด้านสหภาพยุโรป ก็แสดงท่าทีแข็งกร้าวมากขึ้น ทั้งในประเด็นกรีนแลนด์ และการเร่งเดินหน้าการเจรจาการค้ากับประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ข้อตกลงการค้าระหว่างสหภาพยุโรปกับกลุ่มตลาดร่วมอเมริกาใต้ (เมอร์-โค-ซูร์Mercosur) ซึ่งใช้เวลาหารือนานถึง 5 ปี ได้ข้อสรุปในที่สุด และในสัปดาห์นี้ มีแนวโน้มว่าสหภาพยุโรปจะสามารถบรรลุข้อตกลงการค้าทวิภาคีกับอินเดีย โดยลดภาษีรถยนต์ของยุโรปและเหล็กจากอินเดีย
ก่อนหน้านี้สหภาพยุโรปยังได้บรรลุข้อตกลงการค้ากับเม็กซิโก อินโดนีเซีย และสวิตเซอร์แลนด์แล้ว ขณะที่เวียดนามอาจเป็นประเทศถัดไปในรายชื่อ อินเดียเอง หลังการเจรจากับสหรัฐล้มเหลว ก็หันไปลงนามข้อตกลงการค้ากับสหราชอาณาจักรและนิวซีแลนด์เมื่อปีที่ผ่านมา และในช่วงต้นเดือนมีนาคมนี้ ระหว่างการเยือนอินเดียของนายกรัฐมนตรีมาร์ก คาร์นีย์ ทั้งสองประเทศคาดว่าจะลงนามความร่วมมือในด้านยูเรเนียม พลังงาน แร่ธาตุ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และสาขาอื่นๆ เพิ่มเติม
นายไมเคิล ฟรอห์แมน (Michael Froman) ประธานสภาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของสหรัฐ (Council on Foreign Relations: CFR) ให้ความเห็นในเวทีดาวอสว่า เขาไม่เชื่อว่าแคนาดาหรือประเทศในยุโรปจะตัดขาดจากสหรัฐอย่างสิ้นเชิง แต่จะเลือกจับมือกับประเทศที่มีแนวคิดเดียวกัน เพื่อสร้างดุลอำนาจทางภูมิรัฐศาสตร์รูปแบบใหม่ ฟรอห์แมนชี้ว่า คำว่า“ลดความเสี่ยง”(De-risking) ซึ่งเดิมถูกใช้โดย อูร์ซูลา ฟอน แดร์ ไลเอิน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป เพื่ออธิบายนโยบายต่อจีน ปัจจุบันกลับถูกนำมาใช้กับสหรัฐแทน โดยหัวใจสำคัญของยุทธศาสตร์นี้คือการกระจายความเสี่ยง ทั้งด้านการค้า สินทรัพย์ทางการเงิน การเสริมศักยภาพการป้องกันประเทศ และการเร่งปฏิรูปโครงสร้างภายใน
แนวโน้มดังกล่าวอาจยังไม่ถึงขั้นสร้างระเบียบโลกใหม่ที่ตัดสหรัฐออกไปอย่างสิ้นเชิง แต่ทิศทางปัจจุบันกำลังสอดคล้องกับข้อเสนอของผู้นำและนักเศรษฐศาสตร์บางรายในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา หนึ่งในนั้นคือ แอนน์ ครูเกอร์ (Anne Krueger) อดีตนักเศรษฐศาสตร์ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก ซึ่งเสนอให้ประเทศสมาชิก WTO จัดตั้ง “องค์การการค้าโลกใหม่” (Global Trade Organization: GTO) โดยรวมสหภาพยุโรป แคนาดา และประเทศสมาชิก CPTPP เข้าด้วยกัน พร้อมใช้กรอบข้อตกลงและกลไกการระงับข้อพิพาทของ WTO เดิม ครูเกอร์ชี้ว่า ปัจจุบันสหรัฐมีสัดส่วนเพียง 10–12% ของการส่งออกโลก ขณะที่ GTO ที่ไม่รวมสหรัฐจะมีสัดส่วนสูงถึงราว 60% และกล่าวว่า “พลังการต่อรองร่วมจะเหนือกว่าสหรัฐอย่างมาก และจะทำให้ยุทธศาสตร์ ‘แบ่งแยกแล้วปกครอง’ ของทรัมป์ใช้ไม่ได้ผล”ครูเกอร์ยังได้เสริมว่า ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือความเป็นหนึ่งเดียวกันเช่นนี้ อาจโน้มน้าวให้ผู้กำหนดนโยบายของสหรัฐกลับเข้าสู่ระบบความร่วมมือที่ยึดกติกาเป็นหลักอีกครั้ง ฟรอห์แมนสรุปว่า บรรยากาศในเวทีดาวอสปีนี้สะท้อนฉันทามติในวงกว้างว่า ผู้นำประเทศต่างๆ เริ่มเลิกพยายามเกลี้ยกล่อมโดนัลด์ ทรัมป์ ให้เปลี่ยนท่าที และหันมามุ่งเน้นการใช้ความร่วมมือทวิภาคีและพหุภาคี เพื่อสร้างอำนาจต่อรองกับสหรัฐ และลดการพึ่งพาสหรัฐอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น

(ที่มา: 聯合新聞網)
ราคาทองคำบัญชีออนไลน์พุ่งทุบสถิติ 5,293 เหรียญไต้หวัน ธนาคารไต้หวันเตือนระวังความเสี่ยงระยะสั้น
ราคาทองคำโลกเดินหน้าทุบสถิติใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยยืนเหนือระดับ 5,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ เป็นวันที่ 3 ติดต่อกัน ส่งผลให้ราคาทองคำในไต้หวันพุ่งขึ้นทำจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ท่ามกลางกระแสความสนใจเปิด บัญชีออมทองออนไลน์ ของประชาชน ที่ล่าสุดทะลุ 5 ล้านบัญชี แล้ว
รายงานสถานการณ์ราคาทองคำล่าสุดระบุว่า ราคาทองคำในตลาดโลกยังคงร้อนแรงจากแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย และส่งผลโดยตรงต่อตลาดภายในประเทศ โดยเมื่อช่วงเช้าวันที่ 28 มกราคมที่ผ่านมา ธนาคารไต้หวัน (Bank of Taiwan) ได้ประกาศราคาขายทองคำผ่านบัญชีออนไลน์ หรือ Gold Passbook ที่ระดับ 5,293 เหรียญไต้หวันต่อกรัม ซึ่งถือเป็นสถิติสูงสุดใหม่ในประวัติศาสตร์
ในวันนี้คณะกรรมาธิการการคลังของสภานิติบัญญัติได้จัดการประชุมรายงานพิเศษในหัวข้อ “สถานการณ์การจัดสรรงบประมาณและการดำเนินงานด้านการประชาสัมพันธ์ของใบกำกับภาษีรวม” โดยเชิญกระทรวงการคลัง และประธานรวมถึงผู้จัดการทั่วไปของกลุ่มสถาบันการเงินของรัฐเข้าร่วมชี้แจง ระหว่างการซักถาม สมาชิกสภานิติบัญญัติจากพรรค KMT นายหลัว หมิงไฉ (羅明才) ได้ตั้งคำถามเกี่ยวกับราคาทองคำ และสอบถามสถานการณ์การเปิดบัญชีทองคำออนไลน์ของธนาคารไต้หวัน
จากประเด็นดังกล่าว ในที่ประชุมคณะกรรมาธิการการคลัง สภานิติบัญญัติคุณซือ หม่า ลี่ (施瑪莉) กรรมการผู้จัดการใหญ่ของไต้หวันไฟแนนเชียลโฮลดิ้ง ได้เปิดเผยข้อมูลที่น่าสนใจว่า ปัจจุบันชาวไต้หวันหันมาเปิดบัญชีออมทองออนไลน์รวมกันมากกว่า 5 ล้านบัญชีแล้ว โดยเป็นบัญชีของธนาคารไต้หวันเพียงแห่งเดียวถึง 750,000 บัญชี คุณซือ หม่า ลี่ ยังกล่าวเสริมด้วยความเสียดายว่า ตนเองเคยเริ่มออมทองตั้งแต่ราคาอยู่ที่ 1,270 เหรียญไต้หวัน แต่ได้เทขายทำกำไรไปเมื่อราคาแตะ 1,600 เหรียญไต้หวัน ซึ่งเมื่อเทียบกับราคาปัจจุบันที่ทะลุ 5,200 เหรียญไต้หวันแล้ว เธอยอมรับกลางสภาว่า "รู้สึกเสียดายมาก"
ทางด้าน นายหยาง เทียนลี่(楊天立) ผู้จัดการฝ่ายโลหะมีค่าของธนาคารไต้หวันวิเคราะห์ว่า ทิศทางราคาทองคำทั่วโลกยังคงเป็นบวก เนื่องจากนักลงทุนต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย หรือ Safe Haven เพื่อหลบความเสี่ยงจากความผันผวนทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม เขาได้ฝากคำเตือนไปยังนักลงทุนว่า แม้แนวโน้มจะดี แต่การปรับตัวขึ้นในระยะสั้นนี้ถือว่ารุนแรงและรวดเร็วมาก ผู้ลงทุนจึงควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและระมัดระวังความเสี่ยงจากการผันผวน

(ที่มา: 東森財經新聞)