ร้านถังไม้ทำมือ “จงหยวนซิง” (鐘元興木桶) ย่านซานเสีย นครนิวไทเป คือกิจการเก่าแก่กว่าร้อยปี ปัจจุบันดูแลโดยทายาทรุ่นที่หก จางจงฉี(張鐘祺) เมื่อก้าวเข้าสู่เวิร์กช็อป สิ่งที่ต้อนรับไม่ใช่เสียงเครื่องจักรอึกทึก หากเป็นกลิ่นไม้หอมอุ่นที่ลอยอบอวลในอากาศ บอกเล่าเรื่องราวของไม้แต่ละชนิด ช่างผู้สืบทอดงานฝีมือครอบครัวผู้นี้ใช้สองมือทำงานเคียงข้างเนื้อไม้มานานนับสิบปี แววตาสะท้อนความมุ่งมั่นและแน่วแน่
การทำถังไม้คุณภาพดีเริ่มจากการคัดเลือกไม้เนื้อแข็งที่มีน้ำมันธรรมชาติสูง ตัดเป็นแผ่นและแต่งขอบให้ได้องศาแม่นยำ เพื่อให้ประกบกันแน่นสนิท ความละเอียดของมุมมีผลโดยตรงต่อความแข็งแรงของโครงสร้าง จากนั้นใช้เทคนิคเข้าเดือยแบบดั้งเดิมประกอบตัวถัง ฝังแผ่นก้นถังลงในร่องอย่างพอดีเพื่อป้องกันการรั่วซึม แล้วเข้าสู่ขั้นตอน “รัดถัง” ใส่ห่วงเหล็กหรือห่วงไม้ไผ่ตามขนาด พร้อมเคาะกระชับด้วยค้อนซ้ำ ๆ จนโครงสร้างมั่นคง เขาย้ำว่านี่คือขั้นตอนที่สำคัญและใช้แรงงานมากที่สุด ต้องอาศัยประสบการณ์และความชำนาญล้วน ๆ
ท่ามกลางสังคมที่เน้นประสิทธิภาพและผลตอบแทน จางจงฉีแทบไม่เคยหยุดพักตลอด 25 ปี ทำงานตั้งแต่เช้าจรดดึก สิ่งที่ทำให้เขายืนหยัดไม่ใช่แรงกดดันจากครอบครัว แต่เป็นความชอบส่วนตัว เขาเชื่อว่าหากไม่รักจริง งานฝีมือยากจะยั่งยืน สิ่งที่ทำเพราะแรงผลักภายนอกมักไม่ลึกซึ้งพอจะพัฒนาไปไกล
ความผูกพันกับงานไม้เริ่มตั้งแต่วัยเด็ก ภาพกบไสไม้และขี้เลื่อยที่ม้วนตัวกลางอากาศตราตรึงอยู่ในความทรงจำ กลายเป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางชีวิต เขามองอย่างเป็นจริงว่าแต่ละคนควรเลือกทำสิ่งที่ตนถนัดและมั่นใจที่สุด
สำหรับความท้าทายของอาชีพนี้ เขามองว่างานช่างคือการทำซ้ำอย่างสม่ำเสมอ แต่แรงกดดันที่แท้จริงมาจากปัจจัยด้านตลาดและการยอมรับของผู้บริโภค กระนั้น เขาเลือก “สนุกกับกระบวนการ” ตั้งแต่กลิ่นไม้ การคำนวณ การประกอบ ไปจนถึงความพึงพอใจเมื่อชิ้นงานเสร็จสมบูรณ์ วงจรเชิงบวกนี้ทำให้งานไม่ใช่เพียงแรงงาน หากเป็นวิถีชีวิต
แม้กระแสงานหัตถกรรมจำนวนมากจะหันสู่การสร้างภาพลักษณ์เชิงวัฒนธรรมสร้างสรรค์ เขายังคงยืนหยัดให้ถังไม้ต้อง “ใช้งานได้จริง” และยึดหลัก “ใช้วัสดุให้เหมาะกับงาน” เช่น ถังข้าวต้องใช้ไม้ไร้กลิ่นและปลอดภัยต่ออาหาร ส่วนถังบ่มเหล้าเลือกไม้โอ๊กเพื่อเสริมรสชาติ เขายังชี้ว่าการยกย่องไม้บางชนิดเกินจริงเป็นเพียงความเข้าใจคลาดเคลื่อน แก่นแท้คือความรู้เรื่องไม้และการใช้อย่างเหมาะสม
เรื่องการสืบทอด เขาเปิดกว้าง ไม่บังคับลูกหลานรับช่วงต่อ เพราะงานนี้ต้องใช้เวลาฝึกฝนนานและผลตอบแทนไม่สูง หากไร้ใจรักย่อมยากจะยืนระยะได้ สำหรับเขา การสืบทอดที่แท้จริงคือการเคารพการตัดสินใจของแต่ละคน
ด้วยความเพียรที่ต่อเนื่องมาหลายสิบปี จางจงฉีพิสูจน์ให้เห็นว่างานหัตถกรรมดั้งเดิมยังมีคุณค่าในโลกปัจจุบัน และชวนให้คนรุ่นใหม่ใคร่ครวญว่า ระหว่างความจริงกับความฝัน เราอาจเลือกเส้นทางที่พร้อมทุ่มเทระยะยาว และมีความสุขกับทุกก้าวของการเดินทางนั้น