1. แจ้งเบาะแสผีน้อยหากนำไปสู่การจับกุม 1 คน รับรางวัลนำจับ 10,000 เหรียญ นายหน้าเถื่อน 1 คน รับรางวัล 20,000 เหรียญ
ปัญหาคนไทยที่เดินทางมาทำงานในไต้หวันในฐานะนักท่องเที่ยวและอยู่เลยกำหนดทำงานอย่างผิดกฎหมาย หรือที่เรียกกันว่าผีน้อยนับวันรุนแรงขึ้น คนไทยเหล่านี้ ใช่ว่าจะไม่รู้ว่าการเดินทางเข้าไต้หวันโดยฟรีวีซ่าผิดวัตถุประสงค์การเดินทางและเสี่ยงถูกจับ แต่ก็ยอมจ่ายค่าหัวคิวให้นายหน้าตั้งแต่ 30,000-50,000 บาท เพราะอยู่ที่บ้านหางานทำลำบาก หลายคนจึงคิดไปตายเอาดาบหน้า ซึ่งส่วนใหญ่ประสบความเดือดร้อนอยู่ไม่ได้ เพราะไม่มีงานทำเป็นหลักแหล่ง ไร้หลักประกันและต้องอยู่อย่างหลบ ๆ ซ่อน ๆ ก่อนการเดินทางคิดแต่เพียงว่า หากถูกจับก็แค่ถูกส่งกลับ แต่ไม่คิดว่าจะกลับไม่ได้ เนื่องจากการหาเลี้ยงชีพในแต่ละวันยังคงมีความลำบากอย่างมาก โอกาสในการทำงานเพื่อเก็บออมเงินมีน้อย ไม่สามารถเดินทางกลับบ้านเกิดได้ เนื่องจากไม่มีเงินชำระค่าปรับซึ่งเริ่มต้นตั้งแต่ 10,000-50,000 เหรียญ แม้ว่าสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจะได้ดำเนินการแก้ไขกฎหมายและประกาศใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 เป็นต้นมา โดยลดค่าปรับลงกึ่งหนึ่งสำหรับชาวต่างชาติที่พำนักเกินกำหนดวีซ่าและเข้ามอบตัวก่อนถูกจับกุม ซึ่งต้องเดินทางตามกำหนดเวลาที่กำหนด แต่ก็ยังคงไม่มีเงินชำระค่าปรับและซื้อตั๋วเครื่องบินอยู่ดี ทำให้มีผีน้อยไทยติดค้างอยู่ในไต้หวันกลับบ้านไม่ได้จำนวนมาก

มีแรงงานไทยหลายคนอย่างคุณ Pangwadi Yenwichit สอบถามเขาสู่รายการว่า แถวโรงงานมีผีน้อยเยอะอาศัยอยู่หลายสิบคน ไม่ทราบว่าหากต้องการแจ้งจับควรแจ้งผ่านช่องทางใด เนื่องจากบุคคลเหล่านั้นดื่มสุราและก่อเสียงดังรบกวน ก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ผู้ที่เดินทางมาด้วยวิธีการที่ชอบด้วยกฎหมายอย่างพวกเราเป็นอย่างมาก ทาง RTI รับแจ้งเรื่องการจับกุมผู้พำนักโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ อีกท่านหนึ่งคือ คุณ B Keawsom JB สอบถามว่า หากพบเห็นบุคคลที่นำคนไทยเข้ามาทำงานในไต้หวันโดยใช้วีซ่าท่องเที่ยว สามารถแจ้งความหรือยื่นเรื่องร้องเรียนได้ไหม มีช่องทางสำหรับการแจ้งเรื่องร้องเรียนหรือไม่

ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองทุกท้องที่ปฏิบัติการตรวจสอบแรงงานผิดกฎหมายตามหอพัก สถานที่ทำงานและไซต์งานก่อสร้างต่าง ๆ อย่างเข้มข้น (ภาพจาก kingtop.com.tw)
การทำงานโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายโดยไม่เกรงกลัวการถูกจับกุม ยังแสดงพฤติกรรมอย่างเหิมเกริมไม่คำนึงถึงกฎหมาย ก่อเสียงดังรบกวนการพักผ่อนของบุคคลอื่น สมควรแล้วที่จะดำเนินการแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อดำเนินการจับกุม สำหรับวิธีการแจ้งเบาะแสเกี่ยวกับชาวต่างชาติที่ทำงานโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย รวมถึงการว่าจ้างชาวต่างชาติเข้าทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาตของนายจ้าง และนายหน้าที่นำคนไทยเข้ามาทำงานในฐานะนักท่องเที่ยว สามารถดำเนินการได้ที่สายด่วนแจ้งเบาะแสซึ่งไม่เสียค่าใช้จ่าย หมายเลข 0800-000-978 ของกรมพัฒนากำลังแรงงาน กระทรวงแรงงาน อย่างไรก็ตาม สายด่วนดังกล่าวเป็นสายสำหรับชาวไต้หวัน หากแรงงานไทยสามารถสื่อสารภาษาจีนได้ สามารถติดต่อสายด่วนหมายเลขนี้ได้ แต่หากมีข้อจำกัดในการสื่อสารภาษาจีน ให้ติดต่อสายด่วนคุ้มครองแรงงาน 1955 ซึ่งไม่เสียค่าใช้จ่ายเช่นกัน มีล่ามภาษาไทยให้บริการตลอด 24 ชั่วโมงและตลอดทั้งปี ไม่เว้นวันหยุด และหากการแจ้งเบาะแสนำไปสู่การจับกุมได้ กระทรวงแรงงานยังมีเงินรางวัลมอบให้แก่ผู้แจ้งข้อมูลหรือแจ้งความตามจำนวนผู้ถูกจับกุมและลักษณะของคดี

จับนายหน้าเถือนและนายจ้าง รวมถึงแรงงานผิดกฎหมายกลางสวนจำนวน 15 คน (ภาพจากตำรวจตรวจคนเข้าเมืองไถหนาน)
ก่อนหน้านี้ กระทรวงแรงงานได้ออกคำเตือนห้ามนายจ้างว่าจ้างแรงงานโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และส่งเสริมให้ประชาชนแจ้งเบาะแส โดยจัดให้มีรางวัลสำหรับการนำจับ ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ได้จ่ายเงินรางวัลแก่ผู้แจ้งเบาะแสซึ่งนำไปสู่การจับกุมผู้ทำงานโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายแล้วกว่า 36.5 ล้านเหรียญไต้หวัน
การจ้างแรงงานในไต้หวัน ไม่ว่าจะเป็นแรงงานต่างชาติในภาคการผลิตหรือผู้ใช้แรงงานในครัวเรือน ต้องได้รับอนุญาตซึ่งมีเงื่อนไขและข้อจำกัด ส่งผลให้นายจ้างจำนวนหนึ่ง ซึ่งต้องการใช้แรงงานอย่างเร่งด่วน มักจะว่าจ้างชาวต่างชาติเข้าทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ผิดกฎหมาย ส่งผลให้แรงงานต่างชาติหลบหนีมากขึ้นต่อเนื่อง เพื่อจะแก้ปัญหาดังกล่าว นอกจากเพิ่มการประสัมพันธ์แล้ว กระทรวงแรงงานยังส่งเสริมให้มีการแจ้งข้อมูลหรือเบาะแสนายจ้างที่ว่าจ้างชาวต่างชาติโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย นายหน้าจัดหางานเถื่อนและแรงงานต่างชาติที่หลบหนี รวมถึงชาวต่างชาติที่ถือฟรีวีซ่าแต่อยู่ทำงานอย่างผิดกฎหมาย ด้วยการตั้งรางวัลนำจับ ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา มีการยื่นขอรับรางวัลนำจับแล้ว 3,678 คดี และจ่ายเงินรางวัลรวมกว่า 36.5 ล้านเหรียญ

ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองตรวจสอบไซต์งานก่อสร้างแห่งหนึ่งในไถหนาน จับกุมแรงงานต่างชาติผิดกฎหมายได้ 26 คน ส่วนใหญ่เป็นแรงงานเวียดนาม (ภาพจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองไถหนาน)
เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนช่วยกันรายงานการกระทำที่ผิดกฎหมาย กรมพัฒนากำลังแรงงาน กระทรวงแรงงาน ได้จัดตั้งสายด่วนแจ้งเบาะแสซึ่งไม่เสียค่าใช้จ่าย หมายเลข 0800-000-978 พร้อมทั้งกำหนดหลักเกณฑ์การจ่ายเงินรางวัลสำหรับผู้รายงานการละเมิดกฎหมายด้านการจ้างงาน บุคคลใดแจ้งเบาะแสซึ่งนำไปสู่การจับกุมผู้กระทำผิดได้ จะได้รับเงินรางวัลตามจำนวนผู้ถูกจับกุมและลักษณะของคดี
จากข้อมูลพบว่าในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา มีคดีที่ได้รับรางวัลรวม 3,678 คดี จ่ายเงินรางวัลนำจับรวมกว่า 36.5 ล้านเหรียญ สามารถจับกุมแรงงานต่างชาติที่ทำงานผิดกฎหมายได้ 8,193 คน ในจำนวนนี้เป็นชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าไต้หวันในฐานะนักท่องเที่ยวแต่อยู่ทำงานอย่างผิดกฎหมายจำนวน 5,574 คน ส่วนนายจ้างที่จ้างแรงงานผิดกฎหมายและชาวต่างชาติโดยไม่ได้รับอนุญาตถูกจับกุม 2,673 คน และนายหน้าจัดหางานผิดกฎหมาย 95 คน
กระทรวงแรงงานระบุว่า การจัดตั้งเงินรางวัลแจ้งเบาะแส มีวัตถุประสงค์เพื่อลดการจ้างงานที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทั้งแรงงานต่างชาติที่หลบหนีนายจ้างและชาวต่างชาติที่เป็นนักท่องเที่ยวแต่ทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยเงินรางวัลจะแบ่งตามประเภทของผู้ถูกจับกุม ได้แก่ นายจ้างที่กระทำผิดกฎหมาย นายหน้าหรือบริษัทจัดหางานที่ดำเนินการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และแรงงานต่างชาติที่ทำงานผิดกฎหมาย

ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองจู่โจมตรวจสอบโรงเชือดและชำแหละไก่ในเขตว่านหัว กลางกรุงไทเป จับ 22 แรงงานเวียดนามผิดกฎหมาย (ภาพจาก CNA)
สำหรับการจ้างแรงงานผิดกฎหมายหรือชาวต่างชาติเข้าทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต :
- ผู้แจ้งเบาะแสและนำไปสู่การจับกุมได้ 1 คน ได้รับรางวัล 10,000 เหรียญ
- 2-4 คน ได้รับ 20,000 เหรียญ
- 5-7 คน ได้รับ 50,000 เหรียญ
- 8-10 คน ได้รับ 60,000 เหรียญ
- 11 คนขึ้นไป ได้รับ 70,000 เหรียญ
ส่วนนายหน้าเถื่อนหรือบริษัทจัดหางานผิดกฎหมาย :
- จับกุมได้ 1 คน ได้รับรางวัล 20,000 เหรียญ
- 2-4 คน ได้รับ 50,000 เหรียญ
- 5 คนขึ้นไป ได้รับ 70,000 เหรียญ
สำหรับการแจ้งเบาะแสแรงงานต่างชาติผิดกฎหมายหรือชาวต่างชาติที่ลักลอบทำงาน :
- จับกุมได้ 1-3 คน ได้รับ 5,000 เหรียญ
- 4-6 คน ได้รับ 10,000 เหรียญ
- 7-9 คน ได้รับ 15,000 เหรียญ
- 10 คนขึ้นไป ได้รับ 20,000 เหรียญ
กระทรวงแรงงานเตือนให้นายจ้างต้องว่าจ้างแรงงานต่างชาติอย่างต้องตามถูกกฎหมาย เนื่องจากไต้หวันใช้ระบบห้ามชาวต่างชาติทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต การจ้างแรงงานต่างชาติเข้าทำงานจะต้องยื่นขออนุญาตและได้รับการอนุมัติจากกระทรวงแรงงานก่อน แนะนายจ้างที่มีความจำเป็นต้องจ้างงานด่วน ควรปฏิบัติตาม 3 ขั้นตอน คือ ตรวจสอบ ตรวจเช็กและสอบถาม
โดยก่อนจ้างงาน นายจ้างต้อง :
1. ตรวจสอบเอกสารสำคัญ เช่น ใบอนุญาตทำงานและบัตรถิ่นที่อยู่หรือ ARC
2. ตรวจเช็กว่าเอกสารตรงกับตัวบุคคลหรือไม่
3. สอบถามสถานะว่าเป็นผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่หรือชาวต่างชาติที่แต่งงานกับชาวไต้หวัน หรือเป็นผู้ติดตาม นักศึกษาต่างชาติ หรือแรงงานต่างชาติ
ส่วนนายจ้างใช้บริการบริษัทจัดหางาน ต้องตรวจสอบว่า เป็นบริษัทที่ได้รับอนุญาตและมีการจดทะเบียนอย่างถูกกฎหมายหรือไม่
กระทรวงแรงงานย้ำว่า หากนายจ้างคำนึงถึงเฉพาะปัญหาขาดแคลนแรงงานเฉพาะหน้าและละเลยขั้นตอนข้างต้น นำไปสู่การจ้างชาวต่างชาติอย่างผิดกฎหมาย อาจต้องเสียค่าปรับสูงสุดถึง 750,000 เหรียญ
2. ไต้หวันลดค่าปรับกึ่งหนึ่งแก่ชาวต่างชาติที่อยู่อย่างผิดกฎหมายและเข้ามอบตัวก่อนถูกจับ แต่ต้องเดินทางตามกำหนดเวลา
ผีน้อยไทยที่อยากกลับบ้านแต่ไม่มีเงินเสียค่าปรับที่แพงลิบลิ่ว กระทรวงมหาดไทยไต้หวันได้ประกาศแก้ไขร่างข้อบังคับว่าด้วย "มาตรการพิจารณาเหตุพิเศษและการลดหย่อนโทษปรับ ตามมาตรา 74-1 ของกฎหมายคนเข้าเมือง" สาระสำคัญของการแก้ไขคือ การเพิ่มเหตุพิเศษให้แก่ชาวต่างชาติหรือชาวไต้หวันที่ไม่มีทะเบียนบ้าน ซึ่งพำนักเกินกำหนดวีซ่าหรือบัตรถิ่นที่อยู่ (ARC) หมดอายุ และเข้ามอบตัวต่อหน่วยงานที่รับผิดชอบ เช่น สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ก่อนถูกเจ้าหน้าที่ตรวจพบ และแสดงความประสงค์จะเดินทางกลับประเทศโดยสมัครใจ พร้อมยอมรับผิดชอบค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ชำระค่าปรับและเดินทางกลับประเทศตามกำหนดเวลา จะได้รับสิทธิลดโทษปรับลงครึ่งหนึ่ง ทั้งนี้ ประกาศดังกล่าวมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป

ตามกฎหมายคนเข้าเมือง มาตรา 74-1 วรรคสอง กำหนดว่า ชาวต่างชาติที่อยู่เกินกำหนดพำนักจะถูกปรับตั้งแต่ 10,000 – 50,000 เหรียญไต้หวัน แต่ก็มีข้อยกเว้น หากมีเหตุพิเศษที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาแล้วเห็นสมควร สามารถลดหย่อนโทษได้
ข้อบังคับดังกล่าวกำหนดเหตุพิเศษไว้แล้ว 6 ประการ ที่สามารถลดโทษปรับลงครึ่งหนึ่ง เช่น ต้องดูแลบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ช่วยเหลือครอบครัวที่อยู่ในสถานการณ์พิเศษ มีความพิการหรือเจ็บป่วย รวมถึงกรณีตั้งครรภ์และการคลอดบุตร เป็นต้น

ชาวต่างชาติที่อยู่อย่างผิดกฎหมายและเข้ามอบตัวก่อนถูกจับ จะได้รับการลดหย่อนค่าปรับกึ่งหนึ่ง แต่ต้องเตรียมเอกสารให้พร้อมและเดินทางกลับประเทศตามกำหนดเวลา
ร่างแก้ไขล่าสุดจึงเสนอให้เพิ่มเหตุพิเศษข้อที่ 7 คือ การที่ผู้พำนักเกินกำหนดเข้ามอบตัวก่อนถูกตรวจพบ และยินยอมดำเนินการเดินทางออกนอกประเทศด้วยตนเอง โดยรวมถึงการเตรียมค่าใช้จ่ายในการซื้อตั๋วเครื่องบิน การยื่นขอเอกสารเดินทางกลับประเทศ การซื้อตั๋วตามกำหนด และการชำระค่าปรับตามเวลาที่กำหนด
แม้จะเข้ามอบตัวและแสดงความตั้งใจจะเดินทางกลับ แต่หากไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขในภายหลัง เช่น ไม่ชำระค่าปรับภายในกำหนด ไม่ดำเนินการขอเอกสารเดินทาง หรือไม่ออกนอกประเทศภายในเวลากำหนด สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองมีสิทธิยกเลิกการลดหย่อนโทษและเรียกเก็บค่าปรับส่วนที่เหลือเต็มจำนวน

ชาวต่างชาติที่อยู่อย่างผิดกฎหมายและเข้ามอบตัวก่อนถูกจับ จะได้รับการลดหย่อนค่าปรับกึ่งหนึ่ง แต่ต้องเตรียมเอกสารให้พร้อมและเดินทางกลับประเทศตามกำหนดเวลา
กระทรวงมหาดไทยระบุว่า การแก้ไขครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างแรงจูงใจให้ชาวต่างชาติที่อยู่เกินกำหนดเข้ามอบตัวด้วยความสมัครใจ แทนที่จะรอให้เจ้าหน้าที่ตรวจจับ ซึ่งนอกจากจะช่วยลดภาระงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้ว ยังเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการคนเข้าเมือง ควบคู่กับการรักษาความมั่นคงของประเทศ การคุ้มครองสิทธิมนุษยชน และการเสริมสร้างประสิทธิภาพทางการปกครอง

ชาวต่างชาติที่อยู่อย่างผิดกฎหมายและเข้ามอบตัวก่อนถูกจับ จะได้รับการลดหย่อนค่าปรับกึ่งหนึ่ง แต่ต้องเตรียมเอกสารให้พร้อมและเดินทางกลับประเทศตามกำหนดเวลา
บทลงโทษในกฎหมายคนเข้าเมืองฉบับปัจจุบัน ชาวต่างชาติที่อยู่เลยกำหนดวีซ่า แรงงานต่างชาติที่ปล่อยให้บัตร ARC หมดอายุ หรือที่หลบหนีนายจ้างจนถูกเพิกถอนใบอนุญาตทำงานและบัตรถิ่นที่อยู่ จะต้องชำระค่าปรับตามอัตราที่กำหนดตามระยะเวลาที่หลบหนีหรือพำนักเลยกำหนดดังนี้ :
- ไม่เกิน 10 วัน เสียค่าปรับ 10,000 เหรียญไต้หวัน
- 11 วันขึ้นไป ไม่เกิน 30 วัน เสียค่าปรับ 20,000 เหรียญไต้หวัน
- 31 วันขึ้นไป ไม่เกิน 60 วัน เสียค่าปรับ 30,000 เหรียญไต้หวัน
- 61 วันขึ้นไป ไม่เกิน 90 วัน เสียค่าปรับ 40,000 เหรียญไต้หวัน
- 91 วันขึ้นไป เสียค่าปรับ 50,000 เหรียญไต้หวัน
นอกจากเสียค่าปรับเพิ่มขึ้นแล้ว ยังจำกัดสิทธิห้ามเดินทางเข้าไต้หวันเป็นเวลา 7 ปี

คนไทยที่อยู่อย่างผิดกฎหมาย หากประสงค์จะกลับประเทศและมีเงินเสียค่าปรับและค่าตั๋วเครื่องบินเที่ยวกลับเรียบร้อยแล้ว สามารถติดต่อเจ้าหน้าที่หรือศูนย์บริการสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองในพื้นที่ เพื่อยื่นเรื่องขอกลับประเทศได้ จะได้ลดหย่อนค่าปรับลงกึ่งหนึ่งตามที่กล่าวมา หรือติดต่อขอคำปรึกษาเรื่องการเข้ามอบตัวที่สายด่วน 1955
3. แรงงานต่างชาติในเถาหยวนพุ่งสูงกว่า 1.46 แสนคน คดีเกี่ยวข้องอาชญากรรมทำสถิติใหม่ ขณะที่มีตำรวจดูแลเพียง 51 คน
ข้อมูลของกระทรวงแรงงานพบว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ยอดจำนวนแรงงานต่างชาติทั่วไต้หวันเพิ่มขึ้นจาก 670,000 คน เป็น 866,000 คน ขณะที่แรงงานต่างชาติที่หลบหนีกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมายและยังไม่ถูกตรวจพบเพิ่มจาก 55,000 คน เป็น 95,000 คน ต่อปัญหานี้ นายซูจวิ้นปิน รองผู้ว่าการนครเถาหยวน กล่าวในที่ประชุมสภาบริหารเมื่อวันที่ 29 มกราคมที่ผ่านมาว่า ระหว่างปี 2563-2568 จำนวนแรงงานต่างชาติในไต้หวันเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ระบบบริหารจัดการ การกำกับดูแล และทรัพยากรที่เกี่ยวข้องกลับไม่เพิ่มขึ้นตามสัดส่วน เขากล่าวว่า แม้โครงการแผนยกระดับแรงงานต่างชาติของสภาบริหาร ซึ่งเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่ 1 มกราคมปีนี้ จะช่วยบรรเทาปัญหาการขาดแคลนแรงงานในบางอุตสาหกรรมได้บ้าง แต่ก็ทำให้ภาระงานของหน่วยงานระดับปฏิบัติการด้านการดูแลและควบคุมแรงงานต่างชาติเพิ่มขึ้นอย่างมาก

รองผู้ว่าการนครเถาหยวนจึงเรียกร้องให้รัฐบาลกลางเพิ่มอัตรากำลังให้กับตำรวจฝ่ายกิจการต่างประเทศและสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง พร้อมทั้งเตรียมมาตรการควบคุมและกำกับดูแลบัญชีธนาคารของแรงงานต่างชาติล่วงหน้า เพื่อป้องกันไม่ให้ถูกนำไปใช้เป็นบัญชีม้าของขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์
ตามสถิติ ปี 2568 มีแรงงานต่างชาติทั่วไต้หวันเกี่ยวข้องกับคดีอาชญากรรมถึง 13,056 คน ซึ่งเป็นตัวเลขสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยในจำนวนนี้เป็นแรงงานต่างชาติที่หลบหนีถึง 3,443 คน สะท้อนว่าแรงงานที่หลบหนีมีแนวโน้มเข้าไปเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมมากขึ้นอย่างชัดเจน เมื่อวิเคราะห์ประเภทคดี พบว่าเกือบ 60% เป็นคดีฉ้อโกงออนไลน์ และจากข้อมูลของนครเถาหยวนพบว่า กรณีที่แรงงานต่างชาติเกี่ยวข้องกับการฉ้อโกง ส่วนใหญ่มาจากการรับซื้อบัญชีธนาคารเป็นบัญชีม้า

เจ้าหน้าที่เถาหยวนปฏิบัติการตรวจจับแรงงานต่างชาติผิดกฎหมายตามไซต์งานก่อสร้างและโรงงานต่าง ๆ (ภาพจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเถาหยวน)
ในปี 2568 นครเถาหยวนมีแรงงานต่างชาติที่เกี่ยวข้องกับคดี 906 คน ในจำนวนนี้กว่า 90% เกี่ยวข้องกับบัญชีม้า และในจำนวนนี้ถึง 70% เป็นกรณีที่บัญชีเริ่มถูกนำไปใช้ก่อเหตุหลังจากแรงงานต่างชาติถูกกฎหมายยกเลิกหรือครบสัญญาเดินทางออกนอกไต้หวันไปแล้ว แสดงให้เห็นว่าแก๊งมิจฉาชีพใช้ช่องว่างด้านเวลาอย่างแยบยล โดยรอให้แรงงานต่างชาติออกนอกประเทศก่อน แล้วจึงเริ่มใช้บัญชีเพื่อหลบเลี่ยงการสืบสวนจับกุม
ซูจวิ้นปินระบุว่า จำนวนคดีฉ้อโกงที่เกี่ยวข้องกับแรงงานต่างชาติหลบหนีในเถาหยวน เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด จาก 21 คดีในปี 2567 เป็น 219 คดีในปี 2568 ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการเสริมกำลังบุคลากรทั้งด้านการบริหารแรงงานต่างชาติ การกำกับดูแลทางการเงิน และระบบข้อมูลข่าวสารของรัฐ ทั้งนี้ ปัจจุบันนครเถาหยวนมีแรงงานต่างชาติประมาณ 146,000 คน แต่มีตำรวจฝ่ายกิจการต่างประเทศเพียง 51 นาย ทำให้สัดส่วนภาระงานสูงถึง 1 ต่อ 3,000 คน ส่วนตำรวจสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ซึ่งรับผิดชอบการสืบสวนและตรวจจับชาวต่างชาติผิดกฎหมาย ควรมีอัตรากำลัง 39 นาย แต่ปัจจุบันยังขาดแคลนถึง 16 ตำแหน่ง และไม่สามารถเติมเต็มได้มาเป็นเวลานาน

แรงงานผิดกฎหมายถูกจับขณะลักลอบทำงานในเถาหยวน (ภาพจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเถาหยวน)
รองผู้ว่าการนครเถาหยวนกล่าวเรียกร้องว่า ในขณะที่รัฐบาลขยายการนำเข้าแรงงานต่างชาติ ควรต้องวางมาตรการกำกับดูแลทางการเงินล่วงหน้า เพื่อป้องกันไม่ให้บัญชีธนาคารของแรงงานต่างชาติถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือของแก๊งมิจฉาชีพ นอกจากนี้ ยังต้องเพิ่มกำลังตำรวจฝ่ายกิจการต่างประเทศและตำรวจตรวจคนเข้าเมือง พร้อมบูรณาการความร่วมมือข้ามหน่วยงาน เพื่อปิดช่องโหว่การหลอกลวง และเสริมมาตรการดูแลแรงงานต่างชาติอย่างรัดกุม
เกี่ยวกับเรื่องนี้ คณะกรรมการกำกับดูแลสถาบันการเงินของไต้หวัน ( FSC) ได้ออกมาตรการเพิ่มเติมอีกครั้ง หลังจากที่ก่อนหน้านี้ กระทรวงการคลังได้เชิญธนาคารรัฐวิสาหกิจมาหารือเรื่องการป้องกันการฉ้อโกง โดยมีการพิจารณาให้ประชาชนต้องแสดงใบหน้าเต็มรูปแบบขณะกดเงินที่ตู้เอทีเอ็ม ล่าสุด FSC ได้ประสานความร่วมมือกับหลายหน่วยงานและมีมติร่วมกันว่า หากแรงงานต่างชาติสิ้นสุดสัญญาจ้างหรือยกเลิกสัญญาจ้างเดินทางออกนอกประเทศ หลบหนีกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมาย หรือถูกจับกุมและควบคุมตัวจากการทำงานผิดกฎหมาย รวม 4 กรณีดังกล่าว สถาบันการเงินจะดำเนินการอายัดบัญชีธนาคารทันที เพื่อแก้ไขปัญหาบัญชีม้าที่เกิดจากแรงงานต่างชาติซึ่งมีจำนวนมากเกินไป

ตำรวจเถาหยวนกำลังขอดูเอกสารประจำตัวของชาวต่างชาติรายหนึ่งพบเป็นแรงงานผิดกฎหมาย (ภาพจากสถานีตำรวจเถาหยวน)
ข้อมูลจากสำนักงานตำรวจพบว่า ปัจจุบันบัญชีม้าที่เกี่ยวข้องกับแรงงานต่างชาติคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 70% ของบัญชีม้าที่เพิ่มขึ้นใหม่ในระยะหลัง ทำให้คณะกรรมการกำกับสถาบันการเงินต้องเร่งแก้ไขปัญหาที่ต้นตอ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากแรงงานต่างชาติอาจเดินทางกลับมาทำงานในไต้หวันอีกในอนาคต การปิดบัญชีถาวรจะสร้างความไม่สะดวกอย่างมาก จึงเลือกใช้วิธีอายัดบัญชีและระงับธุรกรรมชั่วคราวแทน
สำหรับกรณีที่แรงงานต่างชาติยังมีเงินสงเคราะห์จากรัฐบาล ค่าจ้างที่นายจ้างยังจ่ายไม่ครบ หรือเงินภาษีคืนจากกรมสรรพากร ก่อนเดินทางออกนอกประเทศ จะใช้วิธีเดียวกับที่กระทรวงการคลังดำเนินการในปัจจุบัน คือออกเช็คคืนเงินภาษี มอบให้นายจ้างหรือบริษัทจัดหางานนำไปขึ้นเงินแล้วโอนคืนให้แรงงานต่างชาติที่เดินทางกลับประเทศไปแล้ว

แรงงานผิดกฎหมายถูกจับขณะลักลอบทำงานในเถาหยวน (ภาพจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเถาหยวน)
แหล่งข่าวยังเปิดเผยว่า ฐานข้อมูลของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง กระทรวงมหาดไทย ได้บันทึกข้อมูลเกี่ยวกับการเดินทางออกนอกประเทศเมื่อครบสัญญา การหลบหนีกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมาย และการถูกควบคุมตัวจากการกระทำผิดแล้ว ขั้นตอนต่อไป เพื่อให้ธนาคารสามารถตรวจสอบข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ คณะกรรมการกำกับดูแลสถาบันการเงินได้มอบหมายให้ศูนย์ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (JCIC) ร่วมกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง กระทรวงแรงงาน สมาคมธนาคาร และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน จัดทำโครงสร้างฐานข้อมูลสำหรับสถาบันการเงิน เพื่อบันทึกข้อมูลดังกล่าวและใช้เป็นเกณฑ์ในการควบคุมบัญชีธนาคารของแรงงานต่างชาติ พร้อมทั้งให้สมาคมธนาคารพิจารณาเพิ่มเงื่อนไขในสัญญาเปิดบัญชีของแรงงานต่างชาติ เช่น การยินยอมให้ธนาคารอายัดบัญชีโดยอัตโนมัติเมื่อเดินทางออกนอกประเทศ
นอกจากนี้ กระทรวงแรงงานจะกำชับให้บริษัทจัดหางานแจ้งแรงงานต่างชาติว่า หากมีกรณีครบหรือยกเลิกสัญญาแล้วเดินทางออกนอกประเทศ หลบหนีกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมาย หรือถูกจับกุม บัญชีธนาคารจะถูกอายัดและระงับการทำธุรกรรมทันที และขอให้บริษัทจัดหางานช่วยเตือนและอำนวยความสะดวกให้แรงงานต่างชาติปิดบัญชีให้เรียบร้อยก่อนเดินทางออกนอกประเทศ อย่างไรก็ตาม หากแรงงานต่างชาติได้รับการว่าจ้างใหม่หรือมีเหตุผลทางกฎหมายที่จะเดินทางกลับเข้ามาทำงานอีก สามารถยื่นขอเปิดใช้บัญชีธนาคารหรือบัญชีไปรษณีย์อีกครั้งได้ตามขั้นตอนปกติ