Skip to the main content block
::: หน้าแรก| แผนผังเว็บไซต์| Podcasts|
|
Language

Formosa Dream Chasers - Programs - RTI Radio Taiwan International-logo

รายการ
| รายการล่าสุด
เลือกรายการ
ผู้จัดรายการ ตารางรายการ
ประเด็น (ข่าว) ยอดนิยม
繁體中文 简体中文 English Français Deutsch Indonesian 日本語 한국어 Русский Español ภาษาไทย Tiếng Việt Tagalog Bahasa Melayu Українська แผนผังเว็บไซต์

อย่างงี้คุณจะว่าไง วันเสาร์ที่ 28 มี.ค.2569

หัวหน้าคนงานชาวเวียดนามเป็นผู้นำทีม แต่ละครั้งที่ออกไปทำงานจะพาแรงงานเกือบ 10 คน ไปรับเหมางานเก็บเกี่ยวทั้งหมด(photo:newsmarket)
หัวหน้าคนงานชาวเวียดนามเป็นผู้นำทีม แต่ละครั้งที่ออกไปทำงานจะพาแรงงานเกือบ 10 คน ไปรับเหมางานเก็บเกี่ยวทั้งหมด(photo:newsmarket)

แรงงานผิดกฎหมายจากอาเซียนส่วนหนึ่งได้กลายเป็นกำลังสำคัญที่ขาดไม่ได้ของภาคเกษตรในชนบทไต้หวันไปแล้ว ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา พวกเขายังเริ่มขยับขยายมาทำธุรกิจโดยใช้ประโยชน์จากที่ดินเกษตร จนก้าวขึ้นเป็น “เถ้าแก่เวียดนามใต้ดิน” ที่ควบคุมตั้งแต่การเพาะปลูกไปจนถึงการกระจายสินค้าออกสู่ตลาด กล่าวได้ว่าการ “ครอบครองที่ดินเกษตร” คือจุดเริ่มต้นของบทบาทและอำนาจ โดยมี “กำลังแรงงาน” และ “ช่องทางจำหน่าย” เป็นเส้นเลือดสำคัญที่หล่อเลี้ยงให้ระบบใต้ดินนี้เติบโตขึ้น

การสำรวจของสื่อ Newsmarket (上下游) พบว่า เถ้าแก่เวียดนามใต้ดินแต่ละคนล้วนมีกลุ่ม “กองกำลังแรงงาน” ของตัวเอง สมาชิกมีจำนวนมากและหลากหลายสัญชาติ สามารถเรียกใช้งานได้ทันที อีกทั้งยังมีความยืดหยุ่นในการทำงานสูง ในขั้นตอนสุดท้ายคือการจำหน่ายเข้าสู่ตลาดประมูลผัก พวกเขายังใช้นอมินีหรือ “ยืมชื่อผู้อื่นขึ้นทะเบียนผู้ขาย” ควบคู่กับการเลือกใช้ “ตลาดเงินสด” ทำให้สามารถขายผักเข้าสู่ตลาดได้อย่างราบรื่น พร้อมรับเงินสดกลับคืนมา กลายเป็นรายได้ที่ดูถูกต้องตามกฎหมายอย่างแนบเนียน

แม้แรงงานเวียดนามผิดกฎหมายที่ออกมาทำธุรกิจเองจะมีความขยันสูง แต่หากอาศัยกำลังตนเองเพียงลำพังย่อมไม่เพียงพอ การดำเนินธุรกิจปลูกผักอย่างจริงจังจำเป็นต้องมีแรงงานที่มั่นคงคอยสนับสนุน กลุ่มผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ที่เดินทางมาไต้หวันก่อนหน้า แรงงานเวียดนามที่เข้ามาภายหลัง รวมถึงหญิงเวียดนามที่แต่งงานเข้าสู่ครอบครัวเกษตรกรไต้หวันในชนบท ต่างมีวิถีชีวิตและวงการทำงานที่สอดประสานกัน เชื่อมโยงเป็นเครือข่าย ผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่จำนวนไม่น้อยกลายเป็นจุดเชื่อมสำคัญของแรงงาน บ้านไหนขาดคน หรือใครกำลังมองหางาน มักอาศัยพวกเธอเป็นผู้ช่วยจับคู่จัดสรรแรงงานให้

ในระบบนี้ เถ้าแก่เวียดนามจะอาศัยผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ช่วยเชื่อมโยงหาแรงงาน และอาศัยประสบการณ์จากการเคยทำหน้าที่เสมือนหัวหน้าคนงาน ตระเวนรับจ้างตามชนบทหลายแห่งมาก่อน จึงมีเครือข่ายคนรู้จักกว้างขวาง เมื่อเช่าที่ดินเกษตรได้ ก็สามารถเรียกแรงงานจากกลุ่มของตนเอง แจกจ่ายงานให้ทีมของตัวเอง จัดสรรแรงงานที่จำเป็นต่อการผลิตได้อย่างลงตัว ขณะที่เกษตรกรไต้หวันกลับอยู่ในภาวะขาดแคลนแรงงาน

จากการสำรวจพบว่า เถ้าแก่เวียดนามแต่ละคนมีทีมแรงงานของตนราว 10 คน ในกลุ่มนี้มีทั้งแรงงานผิดกฎหมาย หญิงผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ รวมถึงชาวไต้หวันในชนบทที่รับจ้างรายวัน แรงงานเหล่านี้มีเวลาทำงานที่ยืดหยุ่นและความอดทนสูง ในระดับที่ระบบเกษตรของไต้หวันยากจะเทียบได้ ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตลดลง จนเกษตรกรแบบดั้งเดิมแทบไม่สามารถแข่งขันได้

หากขับรถผ่านพื้นที่ปลูกผักในชนบท ตั้งแต่เช้ามืดตีหนึ่งไปจนถึงยามเย็น จะเห็นทีมแรงงานจำนวนมากกำลังทำงานอยู่ตามแปลงเกษตร ไม่ว่าจะเป็นการเก็บเกี่ยวผักใบชนิดต่าง ๆ ในแปลงกลางแจ้งหรือโรงเรือนตาข่าย สิ่งที่เหมือนกันคือเสียงสนทนาภาษาเวียดนามที่ดังอยู่ทั่วแปลง แต่หากสังเกตให้ดี จะพบว่าองค์ประกอบของทีมแรงงานเหล่านี้ “หลากหลายเชื้อชาติ” อย่างมาก นอกจากแรงงานผิดกฎหมายจากเวียดนามแล้ว ยังมีหญิงผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ และแม่บ้านเกษตรกรชาวไต้หวันในท้องถิ่นร่วมทำงานอยู่ด้วย

ที่นี่ ภาษาไม่ใช่อุปสรรคอีกต่อไป เพราะการอยู่รอดคือผลประโยชน์ร่วมกัน เถ้าแก่เวียดนามไม่เพียงควบคุมฐานแรงงานจากเพื่อนร่วมชาติของตนเท่านั้น แต่ด้วยการมีงานให้ทำตลอดทั้งปี ยังสามารถดึงดูดแรงงานท้องถิ่นส่วนเกินในชนบทเข้ามาร่วมงานได้ จนกลายเป็นกองกำลังแรงงานเกษตรที่แข็งแกร่ง

อย่างไรก็ตาม แรงงานในทีมเหล่านี้ไม่ได้เป็นแรงงานผิดกฎหมายทั้งหมด บางส่วนเป็นแรงงานต่างชาติที่มีสถานะถูกกฎหมาย ซึ่งทำงานอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมใกล้ชนบท พวกเขาใช้ช่วงเวลาว่างระหว่างกะในโรงงาน ลงไปช่วยเก็บผักในแปลงตั้งแต่ก่อนรุ่งสาง หรือหลังเลิกงานตอนเย็นก็รีบไปเก็บมะเขือเทศในโรงเรือน แม้ว่ากฎหมายปัจจุบันจะห้ามแรงงานต่างชาติทำงานเสริมนอกระบบอย่างชัดเจน แต่เมื่อพื้นที่เพาะปลูกขาดแรงงาน ขณะที่แรงงานเองก็ต้องการหารายได้เพิ่ม ข้อห้ามนี้จึงแทบไม่มีผลในทางปฏิบัติ

เกษตรกรหลายคนเล่าให้ผู้สื่อข่าวฟังว่า ทุก ๆ ไม่กี่วัน มักมีแรงงานต่างชาติหน้าใหม่เดินมาเคาะประตูโรงเรือน พร้อมพูดภาษาจีนแบบไม่คล่องนักว่าเถ้าแก่ มีงานพิเศษให้ทำไหม?”

งานลักษณะ “พาร์ตไทม์” นี้มีแรงจูงใจสูงมาก เพราะเมื่อเทียบกับค่าล่วงเวลาในโรงงานที่ถูกคำนวณอย่างเข้มงวดและต้องถูกหักค่าธรรมเนียมต่าง ๆ แล้ว การทำงานในแปลงเกษตรที่รับค่าแรงรายวันเป็นเงินสดทันที กลับกลายเป็นทางลัดที่ช่วยยกระดับชีวิตของครอบครัวในบ้านเกิดได้รวดเร็วกว่ามาก

ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อแรงงานต่างชาติที่ถูกกฎหมายนั่งยอง ๆ เก็บผักอยู่ในแปลง แล้วเห็นเพื่อนร่วมชาติรุ่นพี่ที่ออกมาทำธุรกิจเอง สามารถเช่าที่ดิน สั่งงานลูกน้อง และถือเงินสดจำนวนมากเพื่อจ่ายค่าแรงในแต่ละวัน ความรู้สึก “ตาชั่งในใจเริ่มเสียสมดุล” ก็เกิดขึ้นมากขึ้นเรื่อย ๆ

ความจริงที่ชัดเจนคือ “ตลาดมืดมีทั้งศักดิ์ศรีและรายได้ดีกว่าระบบถูกกฎหมาย” คำพูดนี้แพร่กระจายผ่านการพูดคุยกันในกลุ่มแรงงาน และจากสิ่งที่พวกเขาเห็นด้วยตาตนเองในแปลงเกษตร ทำให้ระบบเศรษฐกิจใต้ดินกลายเป็น “แม่เหล็กกำลังสูง” ที่ดึงดูดแรงงานในระบบให้ค่อย ๆ ไหลออกไปสู่ภาคนอกระบบ

หลังเก็บเกี่ยวผักแล้ว นอกจากขายให้พ่อค้าคนกลางแบบซื้อขายเงินสด ยังมีคำถามสำคัญคือ จะผ่าน “กำแพงของระบบ” ที่ต้องใช้บัตรประชาชน เพื่อเข้าสู่ตลาดประมูลผักผลไม้ได้อย่างไร นี่คือขั้นตอนสุดท้ายที่สำคัญที่สุดของระบบเศรษฐกิจใต้ดินนี้

การขายส่งผลผลิตของไต้หวันในตลาดประมูลใช้ ระบบยืนยันตัวตน (real-name system) เกษตรกรผู้ส่งสินค้าต้องใช้บัตรประชาชนและสมุดบัญชีธนาคาร เพื่อจดทะเบียน “รหัสผู้ส่งสินค้า” ก่อน จึงจะนำผลผลิตเข้าสู่ตลาดประมูลได้ แต่เถ้าแก่ใต้ดินไม่มีบัตรประชาชนไต้หวัน จึงมักใช้วิธีให้ผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ที่ได้รับสัญชาติแล้ว หรือชาวนาไต้หวันสูงวัยที่ปล่อยเช่าที่ดินให้แรงงานต่างชาติ ไปสมัครขอรหัสแทน แล้วนำรหัสดังกล่าวมา “แขวนชื่อ” ใช้ส่งผักเข้าสู่ตลาด

เนื่องจากระบบจัดจำหน่ายใช้ชื่อจริง หากผักถูกตรวจพบว่ามีปัญหาด้านความปลอดภัยอาหาร เช่น มีสารกำจัดศัตรูพืชตกค้าง ผู้ที่ให้ยืมชื่อจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบ ดังนั้นการ “ยืมชื่อ” จึงมักตั้งอยู่บนความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้น หรือมีเงื่อนไขแลกเปลี่ยนกัน โดยวิธีที่พบได้บ่อยคือ หลังการประมูลเสร็จสิ้น เงินค่าสินค้าจะถูกหัก “ค่ายืมใช้ชื่อ” ตามสัดส่วนที่ตกลงกันไว้ก่อน แล้วจึงส่งเงินส่วนที่เหลือคืนให้เถ้าแก่ใต้ดินในรูปเงินสด

ด้วยวิธี “ยืมชื่อขึ้นทะเบียน” และแบ่งผลประโยชน์เป็นเงินสด เถ้าแก่ใต้ดินจึงสามารถสร้าง โมเดลธุรกิจเกษตรแบบครบวงจร ขึ้นมาได้ท่ามกลางช่องว่างของระบบกฎหมาย

ระบบการจำหน่ายผักในบางพื้นที่ของไต้หวันกำลังสะท้อนปรากฏการณ์ที่ซับซ้อนมากขึ้น เมื่อเครือข่ายแรงงานข้ามชาติและผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่เข้ามามีบทบาทในห่วงโซ่การผลิตและการตลาดของภาคเกษตรอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในขั้นตอนการนำผลผลิตเข้าสู่ตลาดหรือสหกรณ์การเกษตร

หัวหน้าฝ่ายของสหกรณ์การเกษตรฟู่ซิงยอมรับว่า ตามระเบียบแล้วผู้ส่งผลผลิตต้องใช้บัตรประชาชนไต้หวันเพื่อลงทะเบียนรหัสผู้ส่งสินค้า แต่ในทางปฏิบัติ สหกรณ์กลับยึดหลักว่า “ดูผัก ไม่ได้ดูคน” กล่าวคือ หากผลผลิตมีคุณภาพและมีผู้รับผิดชอบเมื่อเกิดปัญหา ก็สามารถรับเข้าสู่ระบบได้ สหกรณ์เองก็แทบไม่มีศักยภาพในการตรวจสอบว่า ผู้ที่ใช้รหัสส่งสินค้านั้นเป็นผู้ปลูกตัวจริงหรือไม่

รูปแบบการค้าขายที่ไม่ตรวจสอบที่มาและใช้เงินสดเป็นหลัก ทำให้ผักจากเครือข่ายใต้ดินสามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้อย่างรวดเร็ว พื้นที่ดังกล่าวจึงกลายเป็นทั้งตลาดแรงงานนอกระบบและพื้นที่การค้าที่ยืดหยุ่นสำหรับผู้ประกอบการกลุ่มนี้

ผู้เชี่ยวชาญด้านสหกรณ์การเกษตรในเมืองหยุนหลินประเมินว่า ในบางพื้นที่อย่างตำบลหลุนเปย(崙背)และเอ้อร์หลุน(二崙) ที่ดินเกษตรราว 20% อาจอยู่ภายใต้การดำเนินการของผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่หรือแรงงานไร้เอกสาร หากพิจารณาทั้งเมืองหยุนหลิน สัดส่วนเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 5% แม้ตัวเลขจะดูไม่สูงมาก แต่ก็สะท้อนถึงเครือข่ายทุนและแรงงานที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว

เนื่องจากแรงงานไร้เอกสารต้องเผชิญความเสี่ยงทางกฎหมายอยู่เสมอ พวกเขาจึงมักเลือกปลูกพืชผักใบที่มีรอบการผลิตสั้น สามารถขายและเปลี่ยนเป็นเงินสดได้เร็ว แทนการลงทุนระยะยาวอย่างสวนผลไม้หรือการทำนา

ปรากฏการณ์ที่ถูกเรียกว่า “เกษตรกรรมคู่ขนาน” นี้ กำลังค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงโครงสร้างแรงงานและอำนาจทางเศรษฐกิจในชนบทของไต้หวันอย่างเงียบ ๆ โดยเกิดขึ้นในพื้นที่จริง โดยที่ภาครัฐยังไม่ได้เข้ามากำกับดูแลอย่างเต็มที่

為提供您更好的網站服務,本網站使用cookies。

若您繼續瀏覽網頁即表示您同意我們的cookies政策,進一步了解隱私權政策。 

我了解