แรงงานผิดกฎหมายจากอาเซียนส่วนหนึ่งได้กลายเป็นกำลังสำคัญที่ขาดไม่ได้ของภาคเกษตรในชนบทไต้หวันไปแล้ว ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา พวกเขายังเริ่มขยับขยายมาทำธุรกิจโดยใช้ประโยชน์จากที่ดินเกษตร จนก้าวขึ้นเป็น “เถ้าแก่เวียดนามใต้ดิน” ที่ควบคุมตั้งแต่การเพาะปลูกไปจนถึงการกระจายสินค้าออกสู่ตลาด กล่าวได้ว่าการ “ครอบครองที่ดินเกษตร” คือจุดเริ่มต้นของบทบาทและอำนาจ โดยมี “กำลังแรงงาน” และ “ช่องทางจำหน่าย” เป็นเส้นเลือดสำคัญที่หล่อเลี้ยงให้ระบบใต้ดินนี้เติบโตขึ้น
การสำรวจของสื่อ Newsmarket (上下游) พบว่า เถ้าแก่เวียดนามใต้ดินแต่ละคนล้วนมีกลุ่ม “กองกำลังแรงงาน” ของตัวเอง สมาชิกมีจำนวนมากและหลากหลายสัญชาติ สามารถเรียกใช้งานได้ทันที อีกทั้งยังมีความยืดหยุ่นในการทำงานสูง ในขั้นตอนสุดท้ายคือการจำหน่ายเข้าสู่ตลาดประมูลผัก พวกเขายังใช้นอมินีหรือ “ยืมชื่อผู้อื่นขึ้นทะเบียนผู้ขาย” ควบคู่กับการเลือกใช้ “ตลาดเงินสด” ทำให้สามารถขายผักเข้าสู่ตลาดได้อย่างราบรื่น พร้อมรับเงินสดกลับคืนมา กลายเป็นรายได้ที่ดูถูกต้องตามกฎหมายอย่างแนบเนียน
แม้แรงงานเวียดนามผิดกฎหมายที่ออกมาทำธุรกิจเองจะมีความขยันสูง แต่หากอาศัยกำลังตนเองเพียงลำพังย่อมไม่เพียงพอ การดำเนินธุรกิจปลูกผักอย่างจริงจังจำเป็นต้องมีแรงงานที่มั่นคงคอยสนับสนุน กลุ่มผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ที่เดินทางมาไต้หวันก่อนหน้า แรงงานเวียดนามที่เข้ามาภายหลัง รวมถึงหญิงเวียดนามที่แต่งงานเข้าสู่ครอบครัวเกษตรกรไต้หวันในชนบท ต่างมีวิถีชีวิตและวงการทำงานที่สอดประสานกัน เชื่อมโยงเป็นเครือข่าย ผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่จำนวนไม่น้อยกลายเป็นจุดเชื่อมสำคัญของแรงงาน บ้านไหนขาดคน หรือใครกำลังมองหางาน มักอาศัยพวกเธอเป็นผู้ช่วยจับคู่จัดสรรแรงงานให้
ในระบบนี้ เถ้าแก่เวียดนามจะอาศัยผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ช่วยเชื่อมโยงหาแรงงาน และอาศัยประสบการณ์จากการเคยทำหน้าที่เสมือนหัวหน้าคนงาน ตระเวนรับจ้างตามชนบทหลายแห่งมาก่อน จึงมีเครือข่ายคนรู้จักกว้างขวาง เมื่อเช่าที่ดินเกษตรได้ ก็สามารถเรียกแรงงานจากกลุ่มของตนเอง แจกจ่ายงานให้ทีมของตัวเอง จัดสรรแรงงานที่จำเป็นต่อการผลิตได้อย่างลงตัว ขณะที่เกษตรกรไต้หวันกลับอยู่ในภาวะขาดแคลนแรงงาน
จากการสำรวจพบว่า เถ้าแก่เวียดนามแต่ละคนมีทีมแรงงานของตนราว 10 คน ในกลุ่มนี้มีทั้งแรงงานผิดกฎหมาย หญิงผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ รวมถึงชาวไต้หวันในชนบทที่รับจ้างรายวัน แรงงานเหล่านี้มีเวลาทำงานที่ยืดหยุ่นและความอดทนสูง ในระดับที่ระบบเกษตรของไต้หวันยากจะเทียบได้ ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตลดลง จนเกษตรกรแบบดั้งเดิมแทบไม่สามารถแข่งขันได้
หากขับรถผ่านพื้นที่ปลูกผักในชนบท ตั้งแต่เช้ามืดตีหนึ่งไปจนถึงยามเย็น จะเห็นทีมแรงงานจำนวนมากกำลังทำงานอยู่ตามแปลงเกษตร ไม่ว่าจะเป็นการเก็บเกี่ยวผักใบชนิดต่าง ๆ ในแปลงกลางแจ้งหรือโรงเรือนตาข่าย สิ่งที่เหมือนกันคือเสียงสนทนาภาษาเวียดนามที่ดังอยู่ทั่วแปลง แต่หากสังเกตให้ดี จะพบว่าองค์ประกอบของทีมแรงงานเหล่านี้ “หลากหลายเชื้อชาติ” อย่างมาก นอกจากแรงงานผิดกฎหมายจากเวียดนามแล้ว ยังมีหญิงผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ และแม่บ้านเกษตรกรชาวไต้หวันในท้องถิ่นร่วมทำงานอยู่ด้วย
ที่นี่ ภาษาไม่ใช่อุปสรรคอีกต่อไป เพราะการอยู่รอดคือผลประโยชน์ร่วมกัน เถ้าแก่เวียดนามไม่เพียงควบคุมฐานแรงงานจากเพื่อนร่วมชาติของตนเท่านั้น แต่ด้วยการมีงานให้ทำตลอดทั้งปี ยังสามารถดึงดูดแรงงานท้องถิ่นส่วนเกินในชนบทเข้ามาร่วมงานได้ จนกลายเป็นกองกำลังแรงงานเกษตรที่แข็งแกร่ง
อย่างไรก็ตาม แรงงานในทีมเหล่านี้ไม่ได้เป็นแรงงานผิดกฎหมายทั้งหมด บางส่วนเป็นแรงงานต่างชาติที่มีสถานะถูกกฎหมาย ซึ่งทำงานอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมใกล้ชนบท พวกเขาใช้ช่วงเวลาว่างระหว่างกะในโรงงาน ลงไปช่วยเก็บผักในแปลงตั้งแต่ก่อนรุ่งสาง หรือหลังเลิกงานตอนเย็นก็รีบไปเก็บมะเขือเทศในโรงเรือน แม้ว่ากฎหมายปัจจุบันจะห้ามแรงงานต่างชาติทำงานเสริมนอกระบบอย่างชัดเจน แต่เมื่อพื้นที่เพาะปลูกขาดแรงงาน ขณะที่แรงงานเองก็ต้องการหารายได้เพิ่ม ข้อห้ามนี้จึงแทบไม่มีผลในทางปฏิบัติ
เกษตรกรหลายคนเล่าให้ผู้สื่อข่าวฟังว่า ทุก ๆ ไม่กี่วัน มักมีแรงงานต่างชาติหน้าใหม่เดินมาเคาะประตูโรงเรือน พร้อมพูดภาษาจีนแบบไม่คล่องนักว่า“เถ้าแก่ มีงานพิเศษให้ทำไหม?”
งานลักษณะ “พาร์ตไทม์” นี้มีแรงจูงใจสูงมาก เพราะเมื่อเทียบกับค่าล่วงเวลาในโรงงานที่ถูกคำนวณอย่างเข้มงวดและต้องถูกหักค่าธรรมเนียมต่าง ๆ แล้ว การทำงานในแปลงเกษตรที่รับค่าแรงรายวันเป็นเงินสดทันที กลับกลายเป็นทางลัดที่ช่วยยกระดับชีวิตของครอบครัวในบ้านเกิดได้รวดเร็วกว่ามาก
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อแรงงานต่างชาติที่ถูกกฎหมายนั่งยอง ๆ เก็บผักอยู่ในแปลง แล้วเห็นเพื่อนร่วมชาติรุ่นพี่ที่ออกมาทำธุรกิจเอง สามารถเช่าที่ดิน สั่งงานลูกน้อง และถือเงินสดจำนวนมากเพื่อจ่ายค่าแรงในแต่ละวัน ความรู้สึก “ตาชั่งในใจเริ่มเสียสมดุล” ก็เกิดขึ้นมากขึ้นเรื่อย ๆ
ความจริงที่ชัดเจนคือ “ตลาดมืดมีทั้งศักดิ์ศรีและรายได้ดีกว่าระบบถูกกฎหมาย” คำพูดนี้แพร่กระจายผ่านการพูดคุยกันในกลุ่มแรงงาน และจากสิ่งที่พวกเขาเห็นด้วยตาตนเองในแปลงเกษตร ทำให้ระบบเศรษฐกิจใต้ดินกลายเป็น “แม่เหล็กกำลังสูง” ที่ดึงดูดแรงงานในระบบให้ค่อย ๆ ไหลออกไปสู่ภาคนอกระบบ
หลังเก็บเกี่ยวผักแล้ว นอกจากขายให้พ่อค้าคนกลางแบบซื้อขายเงินสด ยังมีคำถามสำคัญคือ จะผ่าน “กำแพงของระบบ” ที่ต้องใช้บัตรประชาชน เพื่อเข้าสู่ตลาดประมูลผักผลไม้ได้อย่างไร นี่คือขั้นตอนสุดท้ายที่สำคัญที่สุดของระบบเศรษฐกิจใต้ดินนี้
การขายส่งผลผลิตของไต้หวันในตลาดประมูลใช้ ระบบยืนยันตัวตน (real-name system) เกษตรกรผู้ส่งสินค้าต้องใช้บัตรประชาชนและสมุดบัญชีธนาคาร เพื่อจดทะเบียน “รหัสผู้ส่งสินค้า” ก่อน จึงจะนำผลผลิตเข้าสู่ตลาดประมูลได้ แต่เถ้าแก่ใต้ดินไม่มีบัตรประชาชนไต้หวัน จึงมักใช้วิธีให้ผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ที่ได้รับสัญชาติแล้ว หรือชาวนาไต้หวันสูงวัยที่ปล่อยเช่าที่ดินให้แรงงานต่างชาติ ไปสมัครขอรหัสแทน แล้วนำรหัสดังกล่าวมา “แขวนชื่อ” ใช้ส่งผักเข้าสู่ตลาด
เนื่องจากระบบจัดจำหน่ายใช้ชื่อจริง หากผักถูกตรวจพบว่ามีปัญหาด้านความปลอดภัยอาหาร เช่น มีสารกำจัดศัตรูพืชตกค้าง ผู้ที่ให้ยืมชื่อจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบ ดังนั้นการ “ยืมชื่อ” จึงมักตั้งอยู่บนความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้น หรือมีเงื่อนไขแลกเปลี่ยนกัน โดยวิธีที่พบได้บ่อยคือ หลังการประมูลเสร็จสิ้น เงินค่าสินค้าจะถูกหัก “ค่ายืมใช้ชื่อ” ตามสัดส่วนที่ตกลงกันไว้ก่อน แล้วจึงส่งเงินส่วนที่เหลือคืนให้เถ้าแก่ใต้ดินในรูปเงินสด
ด้วยวิธี “ยืมชื่อขึ้นทะเบียน” และแบ่งผลประโยชน์เป็นเงินสด เถ้าแก่ใต้ดินจึงสามารถสร้าง โมเดลธุรกิจเกษตรแบบครบวงจร ขึ้นมาได้ท่ามกลางช่องว่างของระบบกฎหมาย
ระบบการจำหน่ายผักในบางพื้นที่ของไต้หวันกำลังสะท้อนปรากฏการณ์ที่ซับซ้อนมากขึ้น เมื่อเครือข่ายแรงงานข้ามชาติและผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่เข้ามามีบทบาทในห่วงโซ่การผลิตและการตลาดของภาคเกษตรอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในขั้นตอนการนำผลผลิตเข้าสู่ตลาดหรือสหกรณ์การเกษตร
หัวหน้าฝ่ายของสหกรณ์การเกษตรฟู่ซิงยอมรับว่า ตามระเบียบแล้วผู้ส่งผลผลิตต้องใช้บัตรประชาชนไต้หวันเพื่อลงทะเบียนรหัสผู้ส่งสินค้า แต่ในทางปฏิบัติ สหกรณ์กลับยึดหลักว่า “ดูผัก ไม่ได้ดูคน” กล่าวคือ หากผลผลิตมีคุณภาพและมีผู้รับผิดชอบเมื่อเกิดปัญหา ก็สามารถรับเข้าสู่ระบบได้ สหกรณ์เองก็แทบไม่มีศักยภาพในการตรวจสอบว่า ผู้ที่ใช้รหัสส่งสินค้านั้นเป็นผู้ปลูกตัวจริงหรือไม่
รูปแบบการค้าขายที่ไม่ตรวจสอบที่มาและใช้เงินสดเป็นหลัก ทำให้ผักจากเครือข่ายใต้ดินสามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้อย่างรวดเร็ว พื้นที่ดังกล่าวจึงกลายเป็นทั้งตลาดแรงงานนอกระบบและพื้นที่การค้าที่ยืดหยุ่นสำหรับผู้ประกอบการกลุ่มนี้
ผู้เชี่ยวชาญด้านสหกรณ์การเกษตรในเมืองหยุนหลินประเมินว่า ในบางพื้นที่อย่างตำบลหลุนเปย(崙背)และเอ้อร์หลุน(二崙) ที่ดินเกษตรราว 20% อาจอยู่ภายใต้การดำเนินการของผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่หรือแรงงานไร้เอกสาร หากพิจารณาทั้งเมืองหยุนหลิน สัดส่วนเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 5% แม้ตัวเลขจะดูไม่สูงมาก แต่ก็สะท้อนถึงเครือข่ายทุนและแรงงานที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว
เนื่องจากแรงงานไร้เอกสารต้องเผชิญความเสี่ยงทางกฎหมายอยู่เสมอ พวกเขาจึงมักเลือกปลูกพืชผักใบที่มีรอบการผลิตสั้น สามารถขายและเปลี่ยนเป็นเงินสดได้เร็ว แทนการลงทุนระยะยาวอย่างสวนผลไม้หรือการทำนา
ปรากฏการณ์ที่ถูกเรียกว่า “เกษตรกรรมคู่ขนาน” นี้ กำลังค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงโครงสร้างแรงงานและอำนาจทางเศรษฐกิจในชนบทของไต้หวันอย่างเงียบ ๆ โดยเกิดขึ้นในพื้นที่จริง โดยที่ภาครัฐยังไม่ได้เข้ามากำกับดูแลอย่างเต็มที่