1. ตลาดโอนเงินแรงงานต่างชาติในไต้หวันโตพุ่ง! ยอดธุรกรรมปี 68 ทะลุ 1.29 แสนล้าน สถิติชี้โอนเฉลี่ยกว่า 1 หมื่นเหรียญต่อครั้ง
คณะกรรมการกำกับดูแลสถาบันการเงินไต้หวัน (FSC) เปิดเผยสถิติล่าสุดพบว่า มูลค่าการโอนเงินออกนอกประเทศของแรงงานต่างชาติผ่านแอปพลิเคชันในปี 2568 เติบโตอย่างก้าวกระโดด ทะลุหลักแสนล้านเหรียญไต้หวัน สะท้อนให้เห็นว่า แรงงานต่างชาติที่หันมาใช้บริการผ่านช่องทางดิจิทัลที่ถูกกฎหมายมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

แรงงานต่างชาติในไต้หวันหันมาใช้บริการโอนเงินผ่านช่องทางดิจิทัลที่ถูกกฎหมายมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง (ภาพจาก ftvnews.com.tw)
FSC รายงานว่า ตลอดปี 2568 มูลค่าการโอนเงินออกต่างประเทศของแรงงานต่างชาติผ่านแอปพลิเคชันมีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 129,111.36 ล้านเหรียญไต้หวัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึงร้อยละ 53.36 ขณะที่จำนวนรายการธุรกรรมพุ่งทะลุ 12.35 ล้านรายการ เพิ่มขึ้นร้อยละ 38.18 เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา

ร้านค้าบริการแรงงานต่างชาติหลังสถานีรถไฟเถาหยวน (ภาพจาก chinatimes.com)
เจ้าหน้าที่ FSC ระบุว่า ปัจจัยหลักที่หนุนการเติบโตทั้งด้านมูลค่าและจำนวนธุรกรรม มาจากการที่ผู้ให้บริการเร่งขยายฐานลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับแรงงานต่างชาติมีความคุ้นเคยและเชื่อมั่นในการใช้บริการโอนเงินผ่านแอปที่ได้รับอนุญาตจากรัฐบาลมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีผู้ประกอบการรายใหม่สนใจเข้ามาแข่งขันในตลาดนี้อย่างต่อเนื่อง

สื่อประชาสัมพันธ์เตือนภัยการโอนเงินผ่านช่องทางผิดกฎหมายจากกรมพัฒนากำลังแรงงาน
ปัจจุบัน FSC ให้ใบอนุญาตผู้ให้บริการโอนเงินรายย่อยผ่านแอปสำหรับแรงงานต่างชาติแล้ว 5 ราย ได้แก่ Qpay, Digital Idea, Thaimoney, May God และ Remitech Finance International โดยในจำนวนนี้มีเพียง Qpay และ Thaimoney ที่เปิดให้บริการแก่แรงงานไทยแล้ว ส่วน May God อยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมเพื่อให้บริการกลุ่มดังกล่าว ทั้งนี้ FSC ระบุว่ายังมีผู้ให้บริการอีกหลายรายที่อยู่ระหว่างยื่นขอใบอนุญาต เพื่อเพิ่มทางเลือกให้แก่แรงงานต่างชาติมากยิ่งขึ้น

สื่อประชาสัมพันธ์เตือนภัยการโอนเงินผ่านช่องทางผิดกฎหมายจากกรมพัฒนากำลังแรงงาน
ข้อมูล ณ สิ้นปี 2568 มีผู้ใช้งานลงทะเบียนสะสมรวมทั้งสิ้น 998,188 ราย ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดนับตั้งแต่เริ่มจัดเก็บข้อมูล อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวสูงกว่าจำนวนแรงงานต่างชาติที่พำนักอยู่จริงในไต้หวัน ซึ่งอยู่ที่ 866,275 คน ตามสถิติของกระทรวงมหาดไทย เจ้าหน้าที่ชี้แจงว่าแรงงานหนึ่งคนอาจลงทะเบียนใช้งานมากกว่าหนึ่งแอปพลิเคชัน คล้ายกับการถือบัตรเครดิตหลายใบในเวลาเดียวกัน

สื่อประชาสัมพันธ์เตือนภัยการโอนเงินผ่านช่องทางผิดกฎหมายจากกรมพัฒนากำลังแรงงาน
เมื่อคำนวณจากยอดรวม พบว่าในปี 2568 แรงงานต่างชาติมียอดโอนเงินเฉลี่ย 10,447 เหรียญไต้หวันต่อครั้ง เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ที่อยู่ที่ 9,413 เหรียญไต้หวัน คิดเป็นการขยายตัวร้อยละ 11 นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า แนวโน้มสังคมสูงวัยและการขาดแคลนแรงงานในภาคอุตสาหกรรมของไต้หวันจะผลักดันให้จำนวนแรงงานต่างชาติเพิ่มขึ้นในอนาคต และกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้ตลาดโอนเงินกลุ่มนี้ขยายตัวต่อเนื่อง

สื่อประชาสัมพันธ์เตือนภัยการโอนเงินผ่านช่องทางผิดกฎหมายจากกรมพัฒนากำลังแรงงาน
สำหรับเงื่อนไขการใช้บริการ การโอนเงินผ่านแอปดังกล่าวเป็นการโอนทางเดียวจากไต้หวันไปยังประเทศปลายทางเท่านั้น และมีการกำหนดวงเงินเพื่อรักษาวินัยทางการเงินและป้องกันความเสี่ยงด้านการฟอกเงิน โดยจำกัดไว้ที่ไม่เกิน 30,000 เหรียญไต้หวันต่อรายการ ไม่เกิน 50,000 เหรียญต่อเดือน และไม่เกิน 500,000 เหรียญต่อปีรวมทุกแอปพลิเคชัน หากต้องการโอนเกินวงเงินรายเดือน แรงงานสามารถใช้บริการของผู้ให้บริการหลายรายร่วมกันได้ แต่ยอดรวมทั้งปียังคงต้องไม่เกินเพดานที่กำหนด

สื่อประชาสัมพันธ์เตือนภัยการโอนเงินผ่านช่องทางผิดกฎหมายจากกรมพัฒนากำลังแรงงาน
ทั้งนี้ วงเงินข้างต้นใช้บังคับเฉพาะการโอนเงินผ่านแอปพลิเคชันของบริษัทรับโอนเงินรายย่อยสำหรับแรงงานต่างชาติเท่านั้น ไม่ครอบคลุมการโอนเงินผ่านเคาน์เตอร์ธนาคารซึ่งสามารถทำได้โดยไม่นับรวมยอดดังกล่าว อย่างไรก็ตาม หากยอดโอนผ่านเคาน์เตอร์สูงกว่ารายได้ปกติ ธนาคารจะขอหลักฐานแหล่งที่มาของเงิน เช่น เงินชดเชยจากกองทุนประกันแรงงาน โบนัสจากนายจ้าง หรือหลักฐานการทำงานล่วงเวลา เนื่องจากการโอนผ่านเคาน์เตอร์ธนาคารต้องเป็นไปตามกฎระเบียบธนาคารและกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน
2. ไม่เข็ด! ตำรวจบุกตรวจซ้ำโรงงานแปรรูปโลหะกลางหุบเขาอู๋กู่ รวบ 14 ผีน้อยไทย นายจ้างแสบโดนโทษจำคุก-ค่าปรับหลักล้าน
สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองนครนิวไทเปแถลงผลปฏิบัติการบุกตรวจค้นโรงงานแปรรูปโลหะในพื้นที่ห่างไกลของเขตอู๋กู่ถึง 2 ครั้ง ในช่วงปีที่ผ่านมา สามารถจับกุมแรงงานต่างชาติผิดกฎหมายได้รวมทั้งสิ้น 21 ราย ในจำนวนนี้เป็นชาวไทยที่เดินทางเข้าไต้หวันในฐานะนักท่องเที่ยว 14 ราย ก่อนส่งเรื่องให้กองแรงงานนครนิวไทเปพิจารณาบทลงโทษตามกฎหมายการจ้างงานต่อไป

ตำรวจบุกตรวจโรงงานแปรรูปโลหะกลางหุบเขาอู๋กู่ถึง 2 ครั้ง จับกุมชาวต่างชาติทำงานผิดกฎหมาย 21 ราย เป็นผีน้อยไทย 14 ราย (ภาพจาก nexapple.com)
ปฏิบัติการครั้งแรก ฝ่าดงเขาตรวจค้นกลางดึก จับได้ 6 ราย
จากการสืบสวนและรับแจ้งเบาะแส เจ้าหน้าที่ได้บุกเข้าตรวจค้นโรงงานแห่งนี้เป็นครั้งแรกเมื่อเดือนมกราคมของปีที่ผ่านมา โรงงานตั้งอยู่บนภูเขาที่เข้าถึงยาก มีถนนคดเคี้ยวและสภาพพื้นที่ซับซ้อน เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมต้องลงพื้นที่สำรวจเส้นทางในยามค่ำคืนท่ามกลางเสียงสุนัขเห่าหอน เพื่อเก็บรวบรวมหลักฐานอย่างยากลำบาก
เมื่อเข้าถึงโรงงานได้ เจ้าหน้าที่พบแรงงานต่างชาติกำลังทำงานแปรรูปโลหะโดยไม่ทันระวังตัว จึงสามารถบันทึกภาพหลักฐานการทำงานผิดกฎหมายได้อย่างครบถ้วน ผลการปฏิบัติการครั้งแรกจับกุมผู้กระทำผิดได้ 6 ราย เป็นชาวไทยที่เดินทางเข้าไต้หวันในฐานะนักท่องเที่ยวและพำนักเกินกำหนดวีซ่า 5 ราย และแรงงานเวียดนามผิดกฎหมายอีก 1 ราย นายอู๋ ซึ่งเป็นนายจ้าง ถูกกองแรงงานนครนิวไทเปสั่งปรับเป็นเงิน 350,000 เหรียญไต้หวัน

ตำรวจบุกตรวจโรงงานแปรรูปโลหะกลางหุบเขาอู๋กู่ถึง 2 ครั้ง จับกุมชาวต่างชาติทำงานผิดกฎหมาย 21 ราย เป็นผีน้อยไทย 14 ราย (ภาพจาก nexapple.com)
ไม่เข็ดหลาบ ถอดป้ายหนีกฎหมาย แต่ถูกบุกตรวจซ้ำอีกครั้ง
แม้จะเคยถูกปรับไปแล้ว นายอู๋กลับไม่ยอมเลิกพฤติกรรม โดยใช้วิธีถอดป้ายชื่อโรงงานออกเพื่อพรางตาเจ้าหน้าที่ และเปลี่ยนมาดำเนินการในนามบุคคลธรรมดาแทน เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบและจ้างแรงงานผิดกฎหมายต่อไปตามเดิม
เมื่อเจ้าหน้าที่ได้รับเบาะแสการกระทำผิดซ้ำ จึงวางแผนบุกตรวจค้นอีกครั้งในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ผลการตรวจค้นพบเป็นชาวไทยที่เดินทางเข้าไต้หวันในฐานะนักท่องเที่ยวและพำนักเกินกำหนดวีซ่า 9 ราย โดย 5 รายกำลังทำงานขัดแต่งโลหะอยู่ที่ชั้น 1 และอีก 4 รายพักผ่อนอยู่ในหอพักชั้น 2 เจ้าหน้าที่ควบคุมตัวทั้งหมดเพื่อดำเนินคดีและเตรียมส่งกลับประเทศต่อไป ส่วนนายอู๋นั้น นอกจากต้องเผชิญค่าปรับจำนวนมากแล้ว ยังอาจถูกดำเนินคดีอาญาด้วย ซึ่งมีโทษสูงสุดคือจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 1.2 ล้านเหรียญไต้หวัน หรือทั้งจำทั้งปรับ

ตำรวจบุกตรวจโรงงานแปรรูปโลหะกลางหุบเขาอู๋กู่ถึง 2 ครั้ง จับกุมชาวต่างชาติทำงานผิดกฎหมาย 21 ราย เป็นผีน้อยไทย 14 ราย (ภาพจาก nexapple.com)
โฆษกสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองนครนิวไทเประบุว่า จะยังคงเสริมสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานด้านความมั่นคงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง เพื่อปราบปรามแรงงานต่างชาติผิดกฎหมายอย่างเข้มงวด โดยมุ่งเป้าไปที่เครือข่ายและกลุ่มบุคคลที่อยู่เบื้องหลัง ทั้งนี้เพื่อคุ้มครองสิทธิในการทำงานของประชาชนชาวไต้หวันและแรงงานต่างชาติที่ถูกกฎหมาย
พร้อมกันนี้ยังฝากเตือนไปยังนายจ้างทุกรายให้ปฏิบัติตามกฎหมายการจ้างงานอย่างเคร่งครัด โดยต้องยื่นขออนุญาตจ้างแรงงานต่างชาติให้ถูกต้องก่อนทุกครั้ง หากฝ่าฝืนจ้างชาวต่างชาติโดยไม่ได้รับอนุญาต มีโทษปรับตั้งแต่ 150,000 ถึง 750,000 เหรียญไต้หวัน และหากกระทำผิดซ้ำภายใน 5 ปี จะถูกดำเนินคดีอาญา มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี และปรับไม่เกิน 1.2 ล้านเหรียญไต้หวัน ทางการจึงขอเตือนว่า อย่าเสี่ยงกระทำผิดกฎหมายเพียงเพราะหวังผลประโยชน์ระยะสั้น เพราะอาจนำมาซึ่งความเสียหายที่หนักกว่าหลายเท่าในภายหลัง
3. รวบ 2 แรงงานเวียดนามผิดกฎหมาย รับจ้างขนยาจากไทยเข้าไต้หวัน หวังเงินค่าจ้าง 5,000 แต่พลาดท่าแผนลวง “สลับของ” ของตำรวจ
สำนักงานอัยการเมืองหยุนลินแถลงผลการดำเนินคดีขบวนการลักลอบนำเข้ายาเสพติดจากประเทศไทย โดยมีผู้ต้องหาเป็นแรงงานชาวเวียดนาม 2 ราย ได้แก่ นายเหงียน อายุ 42 ปี และนายเจิ่น อายุ 25 ปี ซึ่งร่วมกันลักลอบนำเข้ากัญชาน้ำหนัก 2.2 กิโลกรัม มูลค่าตลาดกว่า 3 ล้านเหรียญไต้หวัน โดยซุกซ่อนมาในบรรจุภัณฑ์หมวกคลุมผมและครีมบำรุงเส้นผมเพื่อพรางสายตาเจ้าหน้าที่ ทั้งคู่ถูกจับกุมได้จากปฏิบัติการ "สลับของในพัสดุ" ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ และอัยการได้สั่งฟ้องเมื่อวันที่ 6 มีนาคมที่ผ่านมา ในข้อหาลักลอบขนส่งยาเสพติด ซึ่งมีโทษจำคุกตลอดชีวิตหรือจำคุกไม่น้อยกว่า 10 ปี พร้อมปรับสูงสุด 15 ล้านเหรียญไต้หวัน

รวบ 2 แรงงานเวียดนามผิดกฎหมาย รับจ้างขนยาจากไทยเข้าไต้หวัน หวังเงินค่าจ้าง 5,000 แต่พลาดท่าแผนลวง "สลับของ" ของตำรวจ (ภาพจากสำนักงานอัยการหยุนหลิน)
เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อเดือนตุลาคมปีที่ผ่านมา เมื่อเจ้าหน้าที่ศุลกากรด่านเกาสงตรวจพบพัสดุต้องสงสัยที่ส่งมาจากประเทศไทย จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบกัญชาบรรจุอยู่ภายในรวม 10 ห่อ เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดเฉพาะกิจจึงวางแผนปฏิบัติการ "สลับของ" โดยนำกัญชาทั้งหมดออกจากกล่องพัสดุแล้วแทนที่ด้วยหญ้าหางกระต่าย ก่อนปล่อยให้พนักงานไปรษณีย์นำส่งตามที่อยู่ปลายทางที่ระบุไว้ พร้อมติดตามความเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิด จนนำไปสู่การจับกุมผู้ต้องหาทั้งสองรายได้ในที่สุด

รวบ 2 แรงงานเวียดนามผิดกฎหมาย รับจ้างขนยาจากไทยเข้าไต้หวัน หวังเงินค่าจ้าง 5,000 แต่พลาดท่าแผนลวง "สลับของ" ของตำรวจ (ภาพจากสำนักงานอัยการหยุนหลิน)
จากการสืบสวน พบว่านายเหงียนมีสถานะเป็นแรงงานผิดกฎหมาย ส่วนนายเจิ่นเคยทำงานในบริษัทเดียวกันมาก่อน ทั้งคู่ได้รับการติดต่อจากผู้บงการในต่างประเทศที่ยังไม่ทราบตัวตน ให้ช่วยรับและกระจายยาเสพติดเพื่อแลกกับค่าจ้างเพียง 5,000 เหรียญไต้หวันเท่านั้น

รวบ 2 แรงงานเวียดนามผิดกฎหมาย รับจ้างขนยาจากไทยเข้าไต้หวัน โดยซุกซ่อนมาในบรรจุภัณฑ์หมวกคลุมผมและครีมบำรุงเส้นผมเพื่อพรางสายตาเจ้าหน้าที่ (ภาพจากสำนักงานอัยการหยุนหลิน)
แผนการดำเนินงานคือให้ส่งพัสดุไปยังตำบลหลุนเป่ย เมืองหยุนหลิน จากนั้นนายเหงียนจะไปรับพัสดุแล้วนำไปยังเพิงพักคนงานใกล้เขตอุตสาหกรรมม่ายเหลียว เพื่อแยกและบรรจุใหม่ก่อนกระจายต่อ อย่างไรก็ตาม ชุดสืบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานอย่างรัดกุม และสามารถจับกุมผู้ต้องหาทั้งสองรายพร้อมของกลาง ได้แก่ พัสดุที่ถูกสลับแล้ว และโทรศัพท์มือถือที่ใช้ติดต่อสื่อสาร ในช่วงเดือนตุลาคมและธันวาคมที่ผ่านมา

รวบ 2 แรงงานเวียดนามผิดกฎหมาย รับจ้างขนยาจากไทยเข้าไต้หวัน หวังเงินค่าจ้าง 5,000 แต่พลาดท่าแผนลวง "สลับของ" ของตำรวจ (ภาพจากสำนักงานอัยการหยุนหลิน)
สำนักงานอัยการหยุนลินสรุปสำนวนและยื่นฟ้องต่อศาลในสองข้อหาหลัก ได้แก่ การละเมิดกฎหมายป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ฐานนำเข้ายาเสพติดให้โทษประเภทที่ 2 และความผิดฐานลักลอบนำเข้าสินค้าควบคุม โดยโทษสูงสุดตามกฎหมายคือจำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกไม่น้อยกว่า 10 ปี และปรับสูงสุดถึง 15 ล้านเหรียญไต้หวัน

รวบ 2 แรงงานเวียดนามผิดกฎหมาย รับจ้างขนยาจากไทยเข้าไต้หวัน หวังเงินค่าจ้าง 5,000 แต่พลาดท่าแผนลวง "สลับของ" ของตำรวจ (ภาพจากสำนักงานอัยการหยุนหลิน)
สำนักงานอัยการระบุว่า ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา รูปแบบการลักลอบขนยาเสพติดมีความซับซ้อนและแนบเนียนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยมักอาศัยการส่งพัสดุข้ามพรมแดนเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจจับ ดังนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะยังคงดำเนินมาตรการปราบปรามยาเสพติดอย่างเข้มข้น โดยบูรณาการความร่วมมือระหว่างตำรวจ ศุลกากร และหน่วยงานตรวจสอบ เพื่อสกัดกั้นอาชญากรรมด้านยาเสพติด และรักษาความปลอดภัยของสังคมรวมถึงสุขภาพของประชาชนอย่างยั่งยืน