สโมสรผู้ฟังสัปดาห์นี้จะมาพูดคุยกันในสองประเด็น เริ่มที่ประเด็นแรกคือ วันค่าจ้างเท่าเทียมของไต้หวันปีนี้ (2569) ช่องว่างระหว่างรายได้ของเพศชายและเพศหญิงในไต้หวันยังคงห่างกันถึง 59 วัน เพิ่มขึ้นจากจากสถิติของปีที่แล้ว (2568) อีก 1 วัน ค่าจ้างเท่าเทียม (Equal Pay Day) คือวันที่จัดขึ้นเพื่อสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับ "ช่องว่างระหว่างรายได้ของเพศชายและเพศหญิง" (Gender Pay Gap) ซึ่งในแต่ละปีจะไม่ตรงกัน และในแต่ละประเทศก็จะไม่ตรงกัน เพราะจะถูกคำนวณจาก "จำนวนวันที่ผู้หญิงต้องทำงานเพิ่มขึ้นในปีนี้ เพื่อให้ได้รายได้เท่ากับที่ผู้ชายทำไว้ในปีที่แล้ว" โดยมีเป้าหมายหลักคือการตีแผ่ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ทำให้ผู้หญิงส่วนใหญ่ยังมีรายได้น้อยกว่าผู้ชาย แม้จะมีวุฒิการศึกษาหรือตำแหน่งงานใกล้เคียงกัน แต่ปัจจัย เช่น การเลือกปฏิบัติ ภาระทางครอบครัว และการกระจุกตัวในสายงาน ฯลฯ ก็ยังทำให้ปัจจุบันทั่วโลกรวมถึงไต้หวันความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ระหว่างเพศยังคงไม่หมดไปอย่างสิ้นเชิง

กระทรวงแรงงานไต้หวัน เปิดเผยว่า จากข้อมูลสถิติเบื้องต้นของสำนักงานสถิติและบัญชีกลางไต้หวัน พบว่า ในปี ค.ศ. 2568 ผู้หญิงไต้หวันมีค่าจ้างเฉลี่ยต่อชั่วโมง 340 เหรียญไต้หวัน คิดเป็น 83.9% ของค่าจ้างผู้ชายซึ่งอยู่ที่ 405 เหรียญไต้หวัน กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ หากผู้หญิงต้องการมีรายได้รวมทั้งปีเท่ากับผู้ชาย จะต้องทำงานมากกว่าผู้ชาย 59 วัน โดยมีสาเหตุหลักมาจากอิทธิพลของอุตสาหกรรมบางประเภทที่มีช่องว่างค่าจ้างระหว่างเพศค่อนข้างสูง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์
ทั้งนี้จากข้อมูลยังแสดงให้เห็นว่า ในปีที่แล้วอุตสาหกรรมการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ผู้ชายมีค่าจ้างต่อชั่วโมงเฉลี่ยอยู่ที่ 727 เหรียญไต้หวัน ขณะที่ผู้หญิงอยู่ที่ 417 เหรียญไต้หวัน มีช่องว่างค่าจ้างระหว่างเพศอยู่ที่ 42.7% ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2567 และปี 2563 อยู่ที่ 1.3% และ 4.7% ตามลำดับ ถือว่าช่องว่างขยายตัวอย่างชัดเจน โดยอาจมีปัจจัยเกี่ยวข้องกับการกระจายตัวของเพศในตำแหน่งงานที่แตกต่างกันภายในอุตสาหกรรม เช่น ตำแหน่งวิจัยและพัฒนา รวมถึงตำแหน่งวิศวกรรมที่มีรายได้สูง มักมีสัดส่วนเป็นผู้ชายมากกว่า

กระทรวงแรงงานไต้หวันระบุว่า หากไม่นับรวมอุตสาหกรรมการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ แล้วพิจารณาเฉพาะอุตสาหกรรมอื่นๆ และภาคบริการ ในปี 2568 ช่องว่างค่าจ้างระหว่างเพศอยู่ที่ 11.3% ซึ่งลดลงจากปี 67 อยู่ 0.3%และลดลงจากปี 63 อยู่ 1.5% ส่วนอีกอุตสาหกรรมหนึ่งที่มีช่องว่างค่าจ้างระหว่างเพศค่อนข้างสูง ได้แก่ การแพทย์และสาธารณสุข โดยในปี 2568 มีช่องว่างอยู่ที่ 43.1% ซึ่งลดลงจากปี 67 และปี 63 อยู่ที่ 1.2% และ 1.6% ตามลำดับ นอกจากนี้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เมื่อเปรียบเทียบช่องว่างค่าจ้างระหว่างเพศกับญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ไต้หวันยังคงจะต่ำกว่าประมาณ 13–16.5% ส่วนสหรัฐอเมริกาก็ต่ำกว่าไต้หวันประมาณ 1.1%

ประเด็นต่อมาเป็นผลการจัดอันดับ “โรงพยาบาลดีที่สุดในโลกประจำปี 2026” จาก 32 ประเทศทั่วโลก ของนิตยสาร Newsweek ของสหรัฐอเมริกา โดยปีนี้ไต้หวันมี 2 โรงพยาบาลติดอยู่ใน 250 อันดับของโลก ได้แก่ โรงพยาบาลทหารผ่านศึกไทเป (Taipei Veterans General Hospital) ในอันดับที่ 174 ขยับขึ้นถึง 34 อันดับจากปีก่อนที่อยู่ในอันดับ 208 และโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวัน (NTU Hospital) ในอันดับ 249 ซึ่งกลับมาติดอันดับอีกครั้งหลังเคยหลุดอันดับไปในปี ค.ศ. 2024 ส่วนประเทศไทยก็มี 2 โรงพยาบาลติดอันดับในครั้งนี้เช่นกัน ประกอบด้วย โรงพยาบาบบำรุงราษฎร์ในอันดับที่ 96 และ โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท ในอันดับ 247

สำหรับเกณฑ์ที่นำมาใช้ในการประเมินเพื่อจัดอันดับ ประกอบด้วย มาตรวัดคุณภาพโรงพยาบาล (คิดเป็น 40%) การแนะนำโรงพยาบาลจากบุคลากรในสายงาน (คิดเป็นภายในประเทศ 30% ต่างประเทศ 5%) ประสบการณ์ของผู้ป่วย (คิดเป็น 18.5%) และแบบประเมินผลลัพธ์การรักษาโดยมุมมองของผู้ป่วย (PROMs คิดเป็น 6.5%) ทั้งนี้ปัจจุบันทั่วโลกมีโรงพยาบาลเกือบ 216,000 แห่ง ตัวเลือกที่มีจำนวนมหาศาลทำให้ผู้ป่วยและครอบครัวยากที่จะประเมินสถาบันการแพทย์ได้อย่างครอบคลุม นิตยสารดังกล่าวจึงได้ร่วมมือกับ Statista จัดทำและเผยแพร่การจัดอันดับโรงพยาบาลที่ดีที่สุดในโลกมาตั้งแต่ปี 2019 โดยปีนี้นับเป็นปีที่ 8 แล้ว

นายเฉินเวยหมิง (陳威明) เฉินเวยหมิง ผู้อำนวยการโรงพยาบาลทหารผ่านศึกไทเป กล่าวว่า แม้ไต้หวันจะมีมาตรฐานทางการแพทย์และดัชนีด้านสุขภาพอยู่ในระดับแนวหน้าของโลกต่อเนื่องหลายปี แต่การจัดอันดับโรงพยาบาลยังเป็นความท้าทาย เนื่องจากไต้หวันไม่ใช่ประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษ ความพยายามด้านการยกระดับความเป็นสากลในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้นานาชาติมองเห็นศักยภาพของโรงพยาบาลมากขึ้น อย่างไรก็ตามเขาหวังก็ว่าจะได้เห็นโรงพยาบาลไต้หวันติดอันดับมากขึ้นในอนาคต