Skip to the main content block
::: หน้าแรก| แผนผังเว็บไซต์| Podcasts|
|
Language

Formosa Dream Chasers - Programs - RTI Radio Taiwan International-logo

รายการ
| รายการล่าสุด
เลือกรายการ
ผู้จัดรายการ ตารางรายการ
ประเด็น (ข่าว) ยอดนิยม
繁體中文 简体中文 English Français Deutsch Indonesian 日本語 한국어 Русский Español ภาษาไทย Tiếng Việt Tagalog Bahasa Melayu Українська แผนผังเว็บไซต์

สารานุกรมสุขภาพ 23 มี.ค. 69 : เชื่อไหม? เดินแบบ Japanese Walking แค่วันละ 30 นาที ฟิตง่าย ได้ผลจริง

เดินแบบ Japanese Walking คือการเดินแบบเร็วสลับช้า วันละ 30 นาที เป็นเวลา 4 วันต่อสัปดาห์ ฟิตง่ายและได้ผลจริง(ภาพจาก udn.com)
เดินแบบ Japanese Walking คือการเดินแบบเร็วสลับช้า วันละ 30 นาที เป็นเวลา 4 วันต่อสัปดาห์ ฟิตง่ายและได้ผลจริง(ภาพจาก udn.com)

1. เชื่อไหม ? เดินแบบ Japanese Walking ทางเลือกใหม่สำหรับคนไม่ชอบวิ่ง แค่วันละ 30 นาที ฟิตง่าย ได้ผลจริง

เชื่อไหมว่า แค่เดินก็เผาผลาญไขมันได้มาก แถมช่วยเสริมความแข็งแรงของระบบหัวใจและหลอดเลือดด้วย! สัปดาห์นี้ขอนำเอา การเดินแบบญี่ปุ่นหรือ Japanese Walking ที่ช่วยเผาผลาญไขมันและต้านภาวะกล้ามเนื้อลดลง แถมเสริมความแข็งแรงของระบบหัวใจและหลอดเลือด มาแนะนำให้ทุกท่านได้รู้จักกัน

การเดินแบบญี่ปุ่นคืออะไร?

การเดินแบบญี่ปุ่น มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า การฝึกเดินแบบหนักสลับเบา (Interval Walking Training, IWT)” ซึ่งถ้าจะพูดให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือ การเดินเร็วสลับกับการเดินช้า มีต้นกำเนิดจากงานวิจัยของมหาวิทยาลัยชินชู จังหวัดนางาโนะ ประเทศญี่ปุ่น เมื่อปี พ.ศ. 2550 และกำลังได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในญี่ปุ่นภายหลังสถานีโทรทัศน์เอ็นเอชเคของญี่ปุ่นนำผลการวิจัยมาเสนอให้ชาวญี่ปุ่นได้รู้จัก และส่วนหนึ่งเป็นเพราะกระแสบน TikTok ที่ทำให้กลายเป็นไวรัล เนื่องจากเป็นวิธีที่มาจากงานวิจัยในญี่ปุ่น ชาวเน็ตจำนวนมากจึงเรียกสั้น ๆ ว่า การเดินแบบญี่ปุ่น” และกลายเป็นเทรนด์ลดไขมันที่ถูกพูดถึงอย่างมากในโซเชียล

การศึกษาวิจัยของมหาวิทยาลัยชินชู ซึ่งศึกษากลุ่มตัวอย่างผู้หญิง 186 คน และผู้ชาย 60 คน (อายุระหว่าง 4478 ปี) เป็นเวลา 5 เดือน แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่

1.กลุ่มที่เดินออกกำลังกายด้วยการเดินแบบเร็วสลับกับช้า อย่างน้อยสัปดาห์ละ 4 วัน วันละ 5 รอบ

2.กลุ่มที่วันละ 8,000 ก้าว ซึ่งเป็นการออกกำลังกายแบบปานกลางหรือประมาณ 50% ของสมรรถภาพแอโรบิกสูงสุด

3.กลุ่มที่ไม่ได้ออกกำลังกาย

ผลลัพธ์ที่น่าประทับใจ

ผู้สูงอายุที่ทำการออกกำลังกายนี้อย่างน้อยสัปดาห์ละ 4 วัน เป็นเวลา 5 เดือน พบว่ามีสมรรถภาพการใช้ออกซิเจนและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อต้นขาที่ดีขึ้นอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับตอนเริ่มต้น ไม่เพียงช่วยลดการอักเสบในร่างกาย แต่ยังช่วยป้องกันปัญหาสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับวัย เช่น ภาวะสมองเสื่อม และข้อเสื่อมอีกด้วย

นอกจากนี้ยังพบว่า การฝึกเดินแบบเร็วสลับช้า วันละ 30 นาที เป็นเวลา 4 วันต่อสัปดาห์ มีส่วนช่วยให้ความดันโลหิตลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และเพิ่มขีดความสามารถของร่างกายในการนำออกซิเจนไปใช้ หากปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังพบว่า การเดินแบบเร็วให้ได้ 60 นาที อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ช่วยร่างกายในการฟื้นฟูกล้ามเนื้อ และลดความเสี่ยงของการเป็นโรคหัวใจ การออกกำลังกายในทั้งสองรูปแบบ ได้ผลดีในทางสุขภาพ มากกว่าการกำหนดเป้าหมาย เดินให้ได้วันละ 10,000 ก้าว ที่ก่อนหน้านี้ได้รับความนิยมอย่างมาก ซึ่งนักวิจัยมองว่า ความเร็วของการเดินที่อาจไม่สม่ำเสมอ เป็นตัวแปรสำคัญ

เชื่อไหม ? แค่เดินก็เผาผลาญไขมันได้มากแถมช่วยเสริมความแข็งแรงของระบบหัวใจและหลอดเลือดด้วย !  (ภาพจาก udn.com)

การเดินแบบญี่ปุ่นต่างจากการเดินออกกำลังกายทั่วไปที่ใช้ความเร็วคงที่ จัดอยู่ในรูปแบบการออกกำลังกายแบบสลับความหนัก (interval training) โดยเน้นการสลับระหว่างเดินเร็วและเดินช้า บางคนเรียกว่าเดินแบบ 3×3 ที่ง่ายจนใครก็เริ่มได้ตามขั้นตอนดังต่อไปนี้

1.เดินด้วยความเร็วปกติ 3 นาที

2.เดินด้วยความเร็วสูง 3 นาที (เร็วที่สุดเท่าที่ทำได้โดยไม่ต้องวิ่ง และไม่เหนื่อยเกินไป)

3.ทำซ้ำ 2 ขั้นตอนนี้เป็นเวลา 30 นาทีหรือมากกว่า (หากยังไหว)

วิธีสังเกตความเร็วหรือช้าในการเดินของตัวเองมีดังนี้

เดินเร็ว หมายถึง จะพูดเป็นประโยคยาวๆ ไม่ไหว หายใจแรง เหงื่อออก

เดินช้า หมายถึง ยังพอพูดคุยได้ แต่เหงื่อยังซึมๆ อยู่บ้าง

ควรใส่รองเท้ากีฬาให้เหมาะสม และเดินบนพื้นเรียบปลอดภัย

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่เกลียดการวิ่ง แต่ก็รู้สึกว่าการเดินธรรมดาๆ เบื่อไปแล้ว และยังไม่พร้อมจะออกกำลังกายแบบอื่นที่หนักเกินไป มาลองเทคนิคการเดินแบบญี่ปุ่นที่สลับระหว่างเดินเร็วและเดินช้านี้กัน ใช้เวลาเพียงแค่ 30 นาที ไม่ต้องอุปกรณ์พิเศษ มีแค่รองเท้าสำหรับเดินสบายๆ สักคู่หนึ่งก็เริ่มได้แล้ว วิธีนี้ทุกคนสามารถทำได้โดยไม่ต้องกังวลว่าจะหมดแรงจนล้มกลิ้งลงบนพื้นเหมือนการออกกำลังกายหนักๆ แบบอื่นๆ

ข้อดีที่เข้าถึงง่ายและไม่ต้องคิดมาก กลายเป็นเทรนด์ใหม่ของการออกกำลังกาย

การเดินแบบเร็วสลับช้าเริ่มได้รับความนิยมมากขึ้น แม้แต่ Garmin แบรนด์นาฬิกาสำหรับนักกีฬาที่มีชื่อสัญชาติไต้หวัน ยังรวมโปรแกรมเดินแบบนี้ไว้ในนาฬิกา Vivoactive 6 รุ่นล่าสุด ส่วนเหตุผลที่คนหันมาให้ความสนใจมีหลายอย่าง อันดับแรกเป็นเพราะหลายคนเบื่อกับกระแสฟิตเนสแบบหนักๆ บนโซเชียลมีเดียที่ผลักดันให้ต้องออกแรงให้หนักที่สุดตลอดเวลา และทำซ้ำหลายๆ รอบ คุณอาจเหนื่อยกับการที่ต้องผลักดันตัวเองให้หนักขึ้นเรื่อยๆ หรือคุณอาจกลัวจนไม่เคยลองเลย การเดินแบบญี่ปุ่นเป็นวิธีออกกำลังในระดับกลางๆ อาจดูเหมือนหนักกว่าการเดินเล่นธรรมดา แต่ง่ายกว่าและสนุกกว่า!

การเดินแบบญี่ปุ่นเข้าถึงได้ง่าย แค่มีรองเท้าที่สวมใส่สบายๆ สำหรับการเดินก็เพียงพอแล้ว และนี่คือจุดเริ่มต้นที่อาจเปลี่ยนชีวิตและสุขภาพของคุณได้เลย หยุดคิดมากเกี่ยวกับการออกกำลังกาย และเริ่มทำได้ทันที จะไม่ต้องมาปวดหัวเรื่องรองเท้าวิ่งหรือนาฬิกาฟิตเนส แค่ทำใจให้พร้อม แล้วออกจากบ้านไปเดินด้วยเทคนิคนี้ติดต่อกัน รับรองว่าเมื่อผ่านไปราว 1-3 เดือน จะเห็นผลลัพธ์ที่น่าประทับใจเกี่ยวกับสุขภาพกายและใจของตัวเองได้อย่างแน่นอน

ข้อมูลจากงานวิจัยพบว่า ถ้าให้เดินเร็ว 30 นาทีรวดเดียว คนส่วนใหญ่จะทำไม่ไหว เพราะเหนื่อยและเบื่อ แต่ถ้าแบ่งเป็นช่วง 3 นาทีเร็ว สลับ 3 นาทีช้า คนทั่วไปสามารถทำได้ถึง 60 - 90% สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มต้น แนะนำให้ เริ่มจากการเดินปกติ 15 - 30 นาทีต่อวัน 2 - 3 ครั้งต่อสัปดาห์ก่อน เมื่อร่างกายเริ่มปรับตัว ค่อยเพิ่มช่วงเดินเร็วสลับช้าเข้าไป เป้าหมายคือ 150 นาทีต่อสัปดาห์ หรือ 30 นาทีต่อวัน 5 วันต่อสัปดาห์ ตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO)

ประโยชน์ทางกายภาพ

-ช่วยลดความดันโลหิต: เมื่อเดินช้าสลับเร็ว ร่างกายจะมีการกระตุ้นหัวใจแบบพอเหมาะ ทำให้ระบบไหลเวียนเลือดทำงานดีขึ้น

-กล้ามเนื้อขาแข็งแรง: ช่วยป้องกันภาวะกล้ามเนื้อฝ่อลีบในวัยกลางคน และ ผู้สูงอายุ

-เพิ่มความสามารถทางปอดและหัวใจ

-ช่วยควบคุมน้ำหนักและลดไขมัน โดยเฉพาะในผู้ที่มีปัญหาโรคเบาหวานชนิดที่ 2

ประโยชน์ต่อสุขภาพจิต

- ลดความเครียด นอนหลับดีขึ้น ช่วยเรื่องความจำและอารมณ์

-เหมาะกับทุกวัย : โดยเฉพาะช่วงอายุ 40 - 75 ปี ที่เริ่มมีปัญหาเกี่ยวกับข้อและระบบไหลเวียนเลือด เพราะทำได้ง่ายกว่าการเดินเร็วต่อเนื่อง และไม่สร้างภาระให้ร่างกายหนักเกินไป

ผู้ที่ควรระวังมีใครบ้าง?

ผู้ที่มีโรคหัวใจ ความดันสูงรุนแรง ข้อเสื่อมขั้นรุนแรง ควรปรึกษาแพทย์ก่อนผู้ที่มีปัญหาการทรงตัว อาจต้องเริ่มอย่างระมัดระวังหรือมีผู้ดูแล

ดร. มีร์ อาลี (Mir Ali) ศัลยแพทย์จากสหรัฐฯ กล่าวว่า การเดินแบบญี่ปุ่นเป็นการกระตุ้นหัวใจในระดับที่ปลอดภัย ช่วยให้ระบบไหลเวียนทำงานดีขึ้นโดยไม่ต้องใช้เวลาทั้งวันเหมือนการเดิน 10,000 ก้าว และ ดร. บาร์บาร่า วอล์คเกอร์ (Barbara Walker) นักจิตวิทยาด้านสุขภาพ กล่าวว่า หากเดินในที่ที่มีต้นไม้หรือธรรมชาติได้ จะยิ่งเพิ่มผลดีต่อสุขภาพจิตและคุณภาพการนอน จะเห็นได้ว่าแค่เปลี่ยนจังหวะการเดิน ชีวิตก็เปลี่ยนได้ การเดินแบบญี่ปุ่นเป็นอีกหนึ่งวิธีง่ายๆ ที่พิสูจน์มาแล้ว อย่าลืมนะคะเริ่มก่อน เท่ากับ สุขภาพดีก่อน

2. นอนหลับยากทำไงดี ? เคล็ดลับที่ช่วยให้คุณนอนหลับสนิททุกคืน

อาการนอนไม่หลับ เป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพทั้งกายและใจ หากปล่อยทิ้งไว้อาจส่งผลต่อการทำงาน ความสามารถในการจดจำและอารมณ์ วิธีรักษาอาการนอนไม่หลับมีหลายแนวทาง ตั้งแต่การปรับพฤติกรรมไปจนถึงการใช้ยา 

นอนหลับยากทำไงดี ? เคล็ดลับที่ช่วยให้คุณนอนหลับสนิททุกคืน (ภาพจาก health.tvbs.com.tw)

เคล็ดลับที่ช่วยรักษาอาการนอนไม่หลับที่ได้ผล พร้อมข้อควรระวังเมื่อต้องใช้ยานอนหลับ

1. จัดเวลานอนให้สม่ำเสมอ

การนอนและตื่นในเวลาเดิมทุกวันช่วยให้ร่างกายสร้างวงจรการนอนที่สมดุล ควรหลีกเลี่ยงการงีบกลางวันเกิน 30 นาที เพราะอาจทำให้หลับยากขึ้นในตอนกลางคืน

2. เลิกสูบบุหรี่ เลิกดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์

สารนิโคตินในบุหรี่และเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์อาจรบกวนวงจรการนอนของคุณได้ แม้เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์จะทำให้ง่วงในช่วงแรก แต่จะทำให้คุณตื่นกลางดึกและนอนไม่หลับต่อ

3. เปลี่ยนสภาพแวดล้อมในห้องนอน

หากที่นอนของคุณแข็งหรือนิ่มเกินไป อากาศในห้องที่เย็นหรือร้อน หรืออากาศไม่ถ่ายเท อาจทำให้รู้สึกไม่สบายและตื่นระหว่างคืน ลองปรับสภาพแวดล้อมในห้องนอนให้เหมาะสมเพื่อการหลับที่ดีขึ้น

4. เปลี่ยนท่านอน

การเลือกท่านอนที่เหมาะสมสามารถช่วยลดอาการปวดกล้ามเนื้อหรือปัญหาทางกายภาพที่อาจส่งผลต่อคุณภาพการนอน

5. กินอาหารว่างที่ไม่หนักเกินไป

อาหารบางชนิดที่มีทริปโตเฟน เช่น กล้วยและโยเกิร์ต อาจช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายและส่งเสริมการนอนหลับในบางกรณี

6. อ่านหนังสือที่มีเนื้อหาเบา ๆ

การอ่านหนังสือช่วยให้สมองผ่อนคลาย ควรเลือกหนังสือที่มีเนื้อหาเบาสมอง ไม่เครียดหรือตื่นเต้นเกินไป

7. งดการใช้หน้าจอต่าง ๆ

การดูเนื้อหาที่สงบและผ่อนคลายอาจช่วยลดความเครียดก่อนนอน แต่ควรหลีกเลี่ยงการใช้หน้าจอที่มีแสงสีฟ้าก่อนนอน เนื่องจากอาจรบกวนวงจรการนอน

8. ไม่ใช้เตียงทำกิจกรรมอื่น

เตียงนอนควรใช้สำหรับการนอนเท่านั้น หลีกเลี่ยงการทำงานหรือดูโทรศัพท์บนเตียง เพราะอาจทำให้สมองจดจำว่าเตียงนอนไม่ใช่ที่สำหรับพักผ่อน

9. ไม่ควรมีเสียงหรือแสงรบกวน

การนอนในที่มืดสนิทและเงียบสงบช่วยให้หลับสนิทมากขึ้น หากมีเสียงรบกวนควรใช้ที่อุดหูเพื่อกลบเสียงรอบข้าง

10. ออกกำลังสม่ำเสมอ

การออกกำลังกายในช่วงเช้าหรือบ่าย ช่วยลดความเครียดและกระตุ้นการนอนที่มีคุณภาพ หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนักก่อนนอน เพราะอาจทำให้ร่างกายตื่นตัวเกินไป

11. นอนให้พอเพียงกับร่างกายต้องการ

ควรนอนให้เพียงพอโดยเฉลี่ย 7-9 ชั่วโมงต่อคืน และหลีกเลี่ยงการฝืนนอนน้อยเกินไป เพราะจะทำให้ร่างกายเครียดสะสม

12. หลีกเลี่ยงความพยายามที่จะหลับ

ยิ่งพยายามบังคับให้ตัวเองหลับมากเท่าไร ยิ่งทำให้เครียดและหลับยากขึ้น ควรปล่อยตัวให้สบายและทำใจให้ผ่อนคลายก่อนเข้านอน

13. กลัวนอนไม่หลับ ยิ่งทำให้ไม่หลับมากขึ้น

การวิตกกังวลเกี่ยวกับอาการนอนไม่หลับจะทำให้สมองตื่นตัว ควรใช้วิธีทำสมาธิหรือฝึกการหายใจเพื่อลดความกังวล

14. กิจกรรมช่วยผ่อนคลาย

การทำกิจกรรมที่ช่วยให้ผ่อนคลาย เช่น วาดภาพ หรืองานฝีมือ อาจช่วยให้รู้สึกสงบและช่วยในการเข้านอนให้ง่ายขึ้น

15. เปลี่ยนแปลงเวลาในการนอน

หากมีอาการนอนไม่หลับเรื้อรัง ควรปรับเวลานอนอย่างค่อยเป็นค่อยไป และพยายามสร้างตารางเวลานอนที่สม่ำเสมอ

16. ฝึกกรรมฐาน (สมาธิ)

การฝึกสมาธิ เช่น การหายใจลึก ๆ มีส่วนช่วยลดความเครียดและปรับปรุงคุณภาพการนอนในบางคน

ข้อควรระวังและผลข้างเคียงเมื่อใช้ยานอนหลับ

ควรใช้ยานอนหลับตามคำแนะนำของแพทย์เสมอ ห้ามซื้อยามากินเองหลีกเลี่ยงการใช้ยานอนหลับเป็นประจำ เพราะอาจทำให้ร่างกายเกิดภาวะพึ่งพายา ยานอนหลับบางชนิดอาจมีผลข้างเคียง เช่น เวียนศีรษะ มึนงง หรืออุบัติเหตุจากการพลัดตกหกล้มไม่ควรใช้ยานอนหลับร่วมกับเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์หรือยากล่อมประสาทชนิดอื่น เพราะอาจกดระบบประสาทส่วนกลางจนเกิดอันตรายหากใช้ยานอนหลับแล้วมีอาการผิดปกติ เช่น ฝันร้าย หายใจลำบาก หรือหัวใจเต้นผิดจังหวะ ควรหยุดใช้ยาและปรึกษาแพทย์ทันที การเลิกใช้ยานอนหลับควรทำอย่างค่อยเป็นค่อยไปตามคำแนะนำของแพทย์ เพื่อป้องกันอาการถอนยา

อาการนอนไม่หลับอาจเกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตหรือภาวะความเครียด แต่สามารถแก้ไขได้ด้วยการปรับพฤติกรรมและสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการนอน หากอาการยังคงอยู่เป็นเวลานาน ควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุและแนวทางรักษาที่เหมาะสม เพื่อให้การนอนกลับมาเป็นเรื่องง่ายและมีคุณภาพอีกครั้ง

ที่มาข้อมูล

ที่มาข้อมูล

1. womenshealthmag.com

2. washingtonpost

3. thestandard.co

4. bangkokbiznews.com

5. rama.mahidol.ac.th

ประเด็นร่วม & Podcast
สารานุกรมสุขภาพ
สารานุกรมสุขภาพ
ผู้จัดรายการ: อัญชัน ทรงพุทธิ์
เวลาออกอากาศ: วันจันทร์

為提供您更好的網站服務,本網站使用cookies。

若您繼續瀏覽網頁即表示您同意我們的cookies政策,進一步了解隱私權政策。 

我了解