กระแสบลูเบอร์รีในไต้หวันกำลังมาแรง ปี 2025 มีการนำเข้าบลูเบอร์รีสดสูงถึง 6,696 ตัน เพิ่มขึ้นกว่าสองเท่าจากปีก่อน มูลค่ารวม 1.7 พันล้านเหรียญไต้หวัน สะท้อนความต้องการของตลาดที่พุ่งสูง ขณะที่ผลผลิตในประเทศยังไม่เพียงพอ แม้ราคาบลูเบอร์รีไต้หวันจะแพงกว่านำเข้าราว 3 เท่า แต่จุดเด่นคือปลูกแบบไม่ใช้สารกำจัดศัตรูพืช เนื้อแน่นกรอบและมีกลิ่นหอมชัด ทำให้เกษตรกรยังเชื่อมั่นในอนาคตของตลาด และเริ่มรวมตัวตั้งสหกรณ์เพื่อพัฒนาเส้นทาง “บลูเบอร์รีพรีเมียม” รองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น
แม้บลูเบอร์รีจะเป็นไม้ผลเขตอบอุ่น แต่พันธุ์ที่ต้องการความหนาวต่ำสามารถปลูกในไต้หวันได้ และเริ่มมีผลผลิตเพิ่มขึ้น เกษตรกรบางราย เช่น หยางซื่ออี้(楊士藝) ผู้ก่อตั้งแบรนด์ “莓果日記 (Berry Life)” ได้ขยายพื้นที่ปลูกจากแปลงเล็กจนถึงระดับเฮกตาร์ และขายหมดทุกปี สะท้อนว่าตลาดยังมีศักยภาพสูง ขณะเดียวกัน เกษตรกรในเหมียวลี่ก็รวมตัวก่อตั้ง “สหกรณ์ผลเบอร์รียั่งยืนเหมียวลี่” มีสมาชิก 11 ราย พื้นที่ปลูกรวมราว 4–5 เฮกตาร์ เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตและขยายช่องทางตลาด
อย่างไรก็ตาม เส้นทางการปลูกบลูเบอร์รีไม่ได้ง่าย ต้นทุนเริ่มต้นค่อนข้างสูง พื้นที่เพียง 1 เฟิน( 969.9 ตร.ม.) ต้องลงทุนราว 700,000 เหรียญไต้หวัน อีกทั้งยังต้องรับมือโรคและแมลง ขณะที่หลายสวนปลูกแบบไม่ใช้สารเคมี ทำให้ต้นทุนการจัดการสูงขึ้น นอกจากนี้ บลูเบอร์รียังเก็บรักษาได้เพียงประมาณ 3 สัปดาห์ และตลาดขายส่งยังไม่มีระบบประมูลเฉพาะ เกษตรกรจึงต้องวางแผนช่องทางจำหน่ายล่วงหน้า หรือเพิ่มมูลค่าด้วยกิจกรรมอย่าง ท่องเที่ยวเก็บผลไม้
แม้บลูเบอร์รีนำเข้าขนาด 125 กรัมจะมีราคาเพียง 50–80 เหรียญไต้หวัน แต่บลูเบอร์รีที่ปลูกในประเทศมีราคาสูงถึง 150–200 เหรียญไต้หวัน หรือมากกว่าราว 2–4 เท่า อย่างไรก็ตาม หยางซื่ออี้ชี้ว่า จุดอยู่รอดของบลูเบอร์รีไต้หวันคือการสร้างความแตกต่างด้านคุณภาพ ทั้งความปลอดภัยจากการไม่ใช้สารเคมี เนื้อแน่นกรอบ และมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว ต่างจากบลูเบอร์รีนำเข้าที่เนื้อนุ่มและรสชาติค่อนข้างจืด
หลี่หงเซวียน(李虹萱) เกษตรกรปลูกบลูเบอรี่เมืองเหมียวลี่ บอกว่ากลุ่มลูกค้าของบลูเบอร์รีนำเข้าและบลูเบอร์รีในประเทศแตกต่างกัน หากสร้างแบรนด์ของตัวเองได้ก็ไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องการแข่งขัน ขณะที่จุดเด่นสำคัญของบลูเบอร์รีไต้หวันคือสามารถเก็บเกี่ยวเมื่อผลสุกเต็มที่ ทำให้รสชาติหวานเข้มข้นและสดใหม่ เธอยังแนะนำว่า แม้ช่วงหลังเกษตรกรจำนวนมากสนใจปลูกบลูเบอร์รี แต่ควรประเมินความพร้อมอย่างรอบคอบ ทั้งวิธีการปลูก การจัดการสวน และสภาพพื้นที่ โดยเหมาะกับเกษตรกรที่มีพืชหลักอยู่แล้ว เพราะฤดูกาลเก็บเกี่ยวไม่ทับซ้อน สามารถเป็นพืชเสริมที่ช่วยเพิ่มรายได้และกระจายความเสี่ยงได้